<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087</id><updated>2011-08-31T03:08:08.951-07:00</updated><title type='text'>สหายสิกขา</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>29</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-113194036969249037</id><published>2005-11-13T19:52:00.000-08:00</published><updated>2005-12-08T02:59:45.446-08:00</updated><title type='text'>เอนก เหล่าธรรมทัศน์</title><content type='html'>หนังสือเล่มล่าสุดของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ชื่อว่า "พิศการเมือง" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks ได้รับการชื่นชมจากคอลัมนิสต์หลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร ที่เขียน "พิศเอนก" ในคอลัมน์ร่มรื่นในเงาคิด ของมติชนสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่บทความชื่นชมในเนชั่นสุดสัปดาห์เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.matichon.co.th/newsphoto/prachachart/pol02081248p1.jpg"&gt;&lt;br /&gt;รูปจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจะไม่ใช่เหตุบังเอิญที่ แม้คนเขียนจะอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้ทางการเมือง ไม่ว่าจากการนำพรรคมหาชนประสบกับความปราชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปี 2548 โดยได้รับเลือกตั้งเพียง 2 ที่นั่ง จากที่เคยเก็งกันว่าจะได้รับเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 20 ที่นั่ง จนกระทั่งนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชนในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จะหมดไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงกันข้ามนี่น่าจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญของเขาต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญของสังคมไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พิศการเมือง" ให้ภาพสรุปการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเริ่มแรกของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะสส บัญชีรายชื่อ และตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จนกระทั่งก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และกระทั่งสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มักจะเน้นย้ำความคิดของเขาเสมอว่า ลำพังเพียงอุดมการณ์หรือนโยบายที่ดี แต่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ โดยผ่านกระบวนการของพรรคการเมืองได้ ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขาเข้าใจถึงข้อจำกัดและดุลยภาพระหว่างอุดมการณ์กับโลกของความเป็นจริง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ฉายภาพให้เห็นอย่างชัดแจ้งโดยเฉพาะเรื่องของความจำเป็นและความเกี่ยวข้องกันระหว่าง เงินทุน , ระบบอุปถัมป์, นักการเมือง และความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดและนโยบายของคุณเอนก มีหลายประการที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น นโยบายสมุทรศาสตร์ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงระหว่างอินเดียทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และจีนทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค รวมไปถึงการนำเสนอแนวทางสวัสดิการก้าวหน้าแทนที่นโยบายประชานิยมที่พรรคไทยรักไทยนำเอามาใช้หาเสียงอย่างได้ผลจนกระทั่งพรรคการเมืองอื่นๆต้องนำไปเลียนแบบ หรือแม้แต่การให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นและการให้ความสำคัญกับประชาสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณเอนกมีความเข้าใจ ในเรื่องของสภาพสังคมและการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเคยทำงานวิจัยจนได้ออกมาเป็นงานเขียนทางวิชาการเรื่องสองนคราประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของประชาชนในสังคมไทยที่แบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มคนในเมือง และกลุ่มคนในชนบท โดยที่กลุ่มคนในชนบทจะเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสกว่า ดังนั้นจึงมักจะสนับสนุนรัฐบาลที่มีแนวโน้มใช้ระบบอุปถัมป์ (โดยผ่านทางนักการเมือง)กับคนเหล่านี้ ซึ่งด้วยเหตุที่คนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ จึงเป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคการเมืองและนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล แต่คนในเมืองก็มักจะมีความไม่พอใจกับรัฐบาลเพราะรัฐบาลมักจะออกนโยบายที่เอาใจคนในชนบท (และมีแนวโน้มที่จะคอรัปชั่น) และมักจะเป็นกลุ่มที่ออกมาล้มรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะถูกจัดตั้งด้วยคะแนนเสียงจากทั้งคนในชนบทและในเมืองอย่างท่วมท้น จนดูเหมือนว่า ทฤษฎีนี้จะไม่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ได้ แต่ปัจจุบันการที่รัฐบาลทักษิณสมัยที่สองต้องพ่ายแพ้ให้กับการเลือกตั้งในสามจากสี่เขต และกระแสความไม่พอใจของคนในเมืองเริ่มก่อตัวขึ้น ก็กำลังเป็นบทพิสูจน์ในทฤษฎีนี้อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;=====&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนเคยวิเคราะห์การเมืองไทย โดยจำลองรูปแบบมาจากยุคสมัยสามก๊กในเมืองจีน ก็เห็นว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณทักษิณนั้นเปรียบเทียบได้กับโจโฉ เพราะครองอำนาจเสียงส่วนใหญ่ได้เด็ดขาด และมีลักษณะรวบอำนาจและเด็ดขาดคล้ายๆกัน เหมือนกับที่โจโฉสามารถครองดินแดนทางเหนือ (หลังสงครามอ้วนเสี้ยว) ได้เด็ดขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่คุณอภิสิทธิ์เปรียบเทียบได้กับซุนกวน ซึ่งก็ของเสียงส่วนใหญ่ในภาคใต้เหมือนๆันกัน และสืบทอดอำนาจต่อจากซุนเกี๋ยนผู้บิดา และซุนเซ็กผู้พี่ ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับการสืบทอดจากคนชวน และคุณบัญญัติซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เพียงชั่วคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ที่โจโฉเคลื่อนทัพลงใต้และยึดได้เกงจิ๋ว จนกระทั่งกำลังเตรียมพลเข้าตีกังตั๋งนั้น เล่าปี่ผู้ซึ่งต่อไปในอนาคตจะได้เป็นหนึ่งในผู้นำของสามก๊ก ยังเป็นเพียงขุนพลไร้กำลัง ไร้ดินแดน ต้องระหกระเหิน เร่ร่อนเอาตัวรอดไปวันๆ ครั้งสุดท้ายก็ถูกโจมตีจากทัพวุ่ยของโจโฉจนกระทั่งต้องสูญเสียภริยาคนหนึ่ง จนต้องลี้ภัยไปอยู่ที่กังแฮซึ่งเป็นเมืองของเล่ากี๋ผู้เป็นลูกของเล่าเปียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การณ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่จากมันสมองของกุนซืออัจฉริยะนามขงเบ้ง ที่ฉวยโอกาสระหว่างการศึกระหว่างวุ่ย (โจโฉ) และง่อ (ซุ่นกวน) แนะนำให้เล่าปี่ยึดเกงจิ๋วและขยายอำนาจไปยังเสฉวน ก่อให้เกิดดุลย์อำนาจระหว่างสามมหาอำนาจคือ วุ่ย ง่อ และจ๊ก บังเกิดขึ้นเป็นสามก๊กในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นของผู้เขียน สถานการณ์ทางการเมืองของคุณเอนก คล้ายคลึงกับเล่าปี่อย่างยิ่ง อีกทั้งเสน่ห์ (charm) เฉพาะตัวของคุณเอนกก็สามารถดึงดูดคนที่มีความสามารถให้เข้ามาร่วมอุดมการณ์ได้ ทั้งที่ปราศจากอำนาจทางการเงินและการเมือง ไม่แตกต่างจากเล่าปี่แม้แต่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สถานการณ์ของคุณเอนก จะสามารถเปลี่ยนแปลงแผ่นดินดังที่เล่าปี่ทำได้ในสมัยสามก๊กหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะนอกจากจะยังไม่เห็นวี่แววของนักยุทธศาสตร์ระดับเดียวกับขงเบ้งแล้ว การทำศึกการเมืองในปัจจุบัน ก็ยังต้องอาศัยกระสุนทุนและนักเลือกตั้งจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่คุณเอนกเองก็ได้เขียนลงไปในหนังสือ "พิศการเมือง" นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทาง เพราะเมื่อดูแนวโน้มของการเมืองปัจจุบันก็จะเห็นว่าคะแนนเสียงของไทยรักไทยก็เริ่มลดน้อยลง ซึ่งครั้งนี้ลดลงมากกว่าครั้งสมัยที่คุณเอนกก่อตั้งพรรคมหาชนมากนัก ถึงกับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับหนึ่ง และเอาเข้าจริงคนก็ยังมองว่าประชาธิปัตย์ปัจจุบันก็ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Hint ที่น่าสนใจสำหรับการ "แบ่งแผ่นดินออกเป็นสาม" สำหรับคุณเอนก น่าจะอยู่ที่ การผสมผสานข้อดีของการทำงานที่ผ่านมาของไทยรักไทย (เช่นการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ) และการผสมผสานบทบาทของท้องถิ่นและประชาสังคมเพื่ออุดช่องว่างของระบบตลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คุณเอนกมีความรู้อยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นของ "งานปัจเจกชน" เช่นสื่อสมัยใหม่ ซอฟต์แวร์สมัยใหม่ ซึ่งอาศัยประชาสังคมแบบออนไลน์ เรื่องแบบนี้กำลังสั่นคลอนอำนาจของกลุ่มทุนสมัยเก่ามากขึ้นทุกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและประชาสังคมออนไลน์แบบนี้ ต่างก็รู้ทันทั้ง "ทักษิณ" และ "สนธิ" ทั้งนั้น หมายความว่า ไม่ถูกชักจูงได้ง่าย ซึ่งก็คือเป็นคนระดับคุณภาพและน่าจะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติต่อไปได้ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณเอนกจะสามารถผสมผสานเรื่องราวเหล่านี้ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศ เพื่อนำพาไปสู่ทางเลือกที่สามอย่างที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเป็นจริงแค่ไหนขึ้นอยู่กับใจของคนที่ชื่อ เอนก เหล่าธรรมทัศน์เอง!&lt;!-- Begin Wikispaces Section --&gt;&lt;br/&gt;&lt;iframe name="wikispaces_frame" width="400" height="50" frameborder="0" src="http://sikkha.wikispaces.com/page/bloglink/test2?postId=113194036969249037" marginwidth="0" marginheight="0" vspace="0" hspace="0" allowtransparency="true" scrolling="no"&gt;This entry linked to &lt;a href="http://sikkha.wikispaces.com/test2"&gt;Wikispaces page (test2)&lt;/a&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;!-- End Wikispaces Section --&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-113194036969249037?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/113194036969249037/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=113194036969249037' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/113194036969249037'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/113194036969249037'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/11/blog-post_13.html' title='เอนก เหล่าธรรมทัศน์'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-112833505468509641</id><published>2005-10-03T03:20:00.000-07:00</published><updated>2005-10-03T03:30:58.596-07:00</updated><title type='text'>มุ่งการณ์ใหญ่ แต่ใจปล่อยวาง</title><content type='html'>ใกล้จะปลายปีแล้ว ชีวิตคงพ้นพันธะหลายๆอย่าง มองเห็นจุดมุ่งหมายในอนาคตมากขึ้น จิตใจคงต้องรับกับภาระกิจที่จะมีเข้ามาในอนาคตอีกมาก กำลังใจนั้นยังมั่นคงอยู่ แต่ก็ต้องระมัดระวังช่วงเวลาตามทางเหมือนกัน ไปเห็นคำปรารภของท่านเจ้าประคุณอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ซึ่งตรงกับที่ท่านเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับแนวทางการสร้างสวนโมกข์ จึงขอจำมาเป็นข้อคติเตือนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;====== &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่สามารถถึงกับพลิกแผ่นดิน&lt;br /&gt;เราสามารถเพียงทำไปเรื่อย ๆ ตามสติกำลัง&lt;br /&gt;มีผลเท่าไรก็เอาเท่านั้น&lt;br /&gt;แต่เราหวังอยู่ว่า&lt;br /&gt;การกระทำด้วยความจงรักต่อพระสาสนาของเรานี้&lt;br /&gt;อาจมีคนเอาไปคิดไปนึก&lt;br /&gt;แล้วอาจมีคนทำตามมากขึ้น&lt;br /&gt;จนกระทั่งผู้มีอำนาจท่านทำ หรือประชาชน ทั้งโลกพากันทำ&lt;br /&gt;มันก็อาจมีการพลิกแผ่นดินได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;แม้เราจะไม่ได้พลิกเอง ผลก็เท่ากัน&lt;br /&gt;เราคงยังเจียมตัว และไม่ต้อง อกแตกตายเพราะข้อนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img border=0 src="http://www.buddhadasa.org/images/BDBsign4-150.gif"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางตอนจาก “มาตุบูชานุสรณ์ : รำพึงเพื่อเป็นที่ระลึกแด่แม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว”&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ปีที่ ๑๖ เล่ม ๓ สิงหาคม ๒๔๙๑&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-112833505468509641?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/112833505468509641/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=112833505468509641' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112833505468509641'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112833505468509641'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/10/blog-post.html' title='มุ่งการณ์ใหญ่ แต่ใจปล่อยวาง'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-112737814603611437</id><published>2005-09-22T01:32:00.000-07:00</published><updated>2005-09-22T01:38:45.096-07:00</updated><title type='text'>บันทึกข้อเท็จจริงที่ตันหยงลิมอ</title><content type='html'>ความฝันอันสูงสุด&lt;br /&gt;ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช&lt;br /&gt;คำร้อง: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ&lt;br /&gt;ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ&lt;br /&gt;ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทนง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด&lt;br /&gt;จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง&lt;br /&gt;จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง&lt;br /&gt;จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร&lt;br /&gt;ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา&lt;br /&gt;ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา&lt;br /&gt;ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง&lt;br /&gt;หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส&lt;br /&gt;ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด&lt;br /&gt;ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่&lt;br /&gt;เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน&lt;br /&gt;คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ&lt;br /&gt;ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทยฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----&lt;br /&gt;Fact on case Naradhivad 20.Sept.2005&lt;br /&gt;&lt;img height=179 width=250 src="http://pics.manager.co.th/Images/548000015817410.JPEG"&gt;&lt;br /&gt;รูปจาก MGR Online&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9480000129338"&gt;19 ชั่วโมงวิกฤติที่ตันหยงลิมอ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/South_Thailand_insurgency"&gt;South Thailand insurgency&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Pattani_separatism"&gt;Pattani separatism&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Pattani_United_Liberation_Organization"&gt;Pattani United Liberation Organization (PULO)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9619.html"&gt;กระบวนการประชาธิปไตย  กับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ดร. วัน กาเดร์ เจ๊ะมาน เอกสารแปลที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2005/09/22/w017l1_38277.php?news_id=38277"&gt;ยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q4/article2004dec21p2.htm"&gt;ดับไฟใต้ รู้ยุทธศาสตร์ รู้ยุทธวิธี&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="http://www.rta.mi.th/iw/southweb/index.htm"&gt;ข้อมูลสถานการณ์ภาคใต้ กองทัพบก&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Insight story at kom chat luek&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิบัติการช่วยนาวิกโยธิน...ผิดแผน!&lt;br /&gt;หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้อยู่ในระดับที่ "คุกรุ่น" มานาน จู่ๆ ก็เกิด "แรงปะทุ" ครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้ากราดยิงเข้าใส่ร้านน้ำชา เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 20 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บไปอีก 3 คน โดยชาวบ้านจำได้แม่นว่า คนร้ายใช้ "รถกระบะสีเทา" เป็นพาหนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ม่านควันปืนจางไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจก็เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที โดยมีทหารหน่วยนาวิกโยธินทั้งสองนายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั้นเริ่มมีสัญญาณ "ความผิดปกติ" เกิดขึ้น เมื่อมีเสียงตีเกราะเคาะไม้คล้ายจะเรียกชาวบ้านให้มารวมตัวกันดังอื้ออึงขึ้น ฝ่ายทหารและตำรวจ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รู้โดยสัญชาตญาณว่า อีกไม่ช้าจะเกิดการรวมตัวของชาวบ้านขึ้น จึงพากันล่าถอยออกจากพื้นที่ เพราะเกรงจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายนาวิกโยธินทั้งสองนายก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน จึงรีบถอยกลับ แต่เคราะห์ร้ายที่ "รถเก๋งสีน้ำเงิน" เกิดเสียระหว่างทาง จึงถูกกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันอย่างรวดเร็วจับไว้ตัวประกัน !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาทหารหน่วยข่าวในพื้นที่ทราบเหตุการณ์จึงรายงานด่วนถึง พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.กอ.สสส.จชต.) พล.ท.ขวัญชาติ จึงสั่งให้จัดตั้ง "วอร์รูม" ขึ้นทันที โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระดมสมองทั้งคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์สลายม็อบที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาอีกครั้ง เพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันครั้งนี้เป็นไปด้วยความรอบคอบที่สุด ระหว่างนั้นกำลังพลทุกส่วนถูกสั่งการให้พร้อมปฏิบัติการเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในค่ำคืนแห่งความตึงเครียด แม้จะยังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่ พล.ท.ขวัญชาติ ซึ่งติดภารกิจในช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน ได้สั่งการให้ชุดทำงานทั้ง 3 ชุด แยกไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดแรก ได้สั่งการให้ พล.ต.พิเชษฐ์ วิสัยจร รองแม่ทัพภาคที่ 4 และปลัดจังหวัดนราธิวาส เข้าไปปฏิบัติการในการเจรจาต่อรองกับประชาชนในพื้นที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดที่สอง มี พล.ต.พงษ์ศักดิ์ อินทรวงศักดิ์ ในฐานะเลขาฯ กอ.สสส.จชต. มีหน้าที่ประสานงาน และคอยติดตามอำนวยความสะดวกในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดที่สาม ได้สั่งการให้นำ "เครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กควบคุมระยะไกลโดยไม่ใช้นักบิน" (Unmanned Aerial Vehicles) หรือ UAV เข้าร่วมปฏิบัติการบินตรวจการเพื่อจับภาพผู้ชุมนุม โดยถ่ายทอดสดผ่านเข้าไปยัง กอ.สสส.จชต. เพื่อประเมินสถานการณ์ทุกระยะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังปฏิบัติภารกิจเสร็จ พล.ท.ขวัญชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางมายังวอร์รูม เพื่อติดตามการถ่ายทอดสดจากการจับภาพเครื่องบิน UAV ที่กำลังถ่ายอยู่ และมีการประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศพบว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการวางแผน และเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยใช้เวลาในการเตรียมการมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มีการวางตะปูเรือใบและขอนไม้ ซึ่งเป็นท่อนซุงขนาดใหญ่เพื่อสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ไว้ถึง 3 เส้นทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อประมวลข้อมูลได้เป็นรูปเป็นร่าง แผนปฏิบัติการถูกแบ่งเป็น 3 แนวทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางแรก ได้จัดเตรียมกำลังจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษกว่า 100 นาย พร้อมรถจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว จำนวน 1 กองร้อย เพื่อเตรียมพร้อมในการชิงตัวประกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางที่สอง ใช้เฮลิคอปเตอร์รุ่น "แบล็คฮอว์ค" เพื่อโรยตัวหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางที่สาม ปฏิบัติตามคำเรียกร้องของชาวบ้านที่อยากให้นักข่าวมาเลเซียมาทำข่าว โดยส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับนักข่าวพิเศษแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีประมาณ 4-5 คน เข้ามาทำข่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่กำลังชั่งน้ำหนักเพื่อจะเลือกแผนปฏิบัติการอยู่นั้น เหตุการณ์ในพื้นที่กลับรุนแรงขึ้น โดยคนร้ายได้สร้างสถานการณ์ปลุกระดมชาวบ้านจาก 300 คน เป็น 500 คน กระทั่งเป็น 700 คน โดยปลุกระดมเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่ากำลังทหารกำลังเข้ามาแย่งชิงตัวประกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นคนร้ายจึงได้มีการ "สับแผน" โดยให้กำลังเสริม ซึ่งเป็นหญิงที่คลุมผ้าปกปิดใบหน้าเข้ามาแอบแฝงปะปนกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทราบว่า คนร้ายเปลี่ยนแผน และเตรียมจะโจมตีเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ จึงมีการสั่งให้ถอยกำลังกลับมา เพราะกลัวว่าจะเป็น "แผนลวง" ประกอบกับ "หน่วยเหนือ" ที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดพิจารณาแล้วว่าไม่อยากให้ใช้ความรุนแรง เพราะเกรงจะซ้ำรอยเหตุการณ์สลายม็อบที่ตากใบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายทหารทั้งสองนายก็ต้องตกเป็นเหยื่อ "แผนปลุกผี" ให้ชาวบ้านเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ !?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข่าวทางทหารในพื้นที่ วิเคราะห์ที่มาของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการแบ่งกลุ่มการปฏิบัติครั้งนี้ออกเป็นชุดย่อย จำนวน 3 ชุด เพื่อแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดแรก มีหน้าที่ปลุกระดมให้ชาวบ้านต่อต้านเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดที่สอง ใช้ผู้หญิงเป็นแนวร่วม ซึ่งใช้ผ้าคลุมปิดบังหน้าตาเบี่ยงเบนสถานการณ์ โดยลวงชาวบ้านว่า ทหารกำลังปิดล้อมหมู่บ้าน จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้กลุ่มโจรเข้าทำร้ายทหารจนเสียชีวิตในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดที่สาม มีหน้าที่ตรวจเช็คอาวุธต่างๆ ที่วางไว้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เช่น ตะปูเรือใบ และคอยรายงานความเคลื่อนไหวส่งตรงไปยังหน่วยบัญชาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับว่าเป็นแผนการที่ "รัดกุม" และ "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะสามารถสังหารเจ้าหน้าที่รัฐได้ตามแผนแล้ว ยังเป็นการ "ยั่วยุ" ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแหลมคม ซ้ำยังมีความพยายามยกระดับความรุนแรงให้เป็นสากลอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องระมัดระวังในการ "เดินแต้ม" ให้จงหนัก เพราะหมากเกมนี้ "เดินพลาดตาเดียว...แพ้ทั้งกระดาน" !!!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-112737814603611437?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/112737814603611437/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=112737814603611437' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112737814603611437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112737814603611437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/09/blog-post_112737814603611437.html' title='บันทึกข้อเท็จจริงที่ตันหยงลิมอ'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-112681750987355455</id><published>2005-09-15T13:46:00.000-07:00</published><updated>2005-09-15T13:53:24.006-07:00</updated><title type='text'>หนทางแห่งความถูกต้องมักยากลำบากเสมอ</title><content type='html'>ยามใดรู้สึกท้อถอย ยามใดรู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากนัก ขอให้นึกถึงคำพูดของเคนอิชิโร่เอาไว้ บทพิสูจน์การเดินทางที่ลัดสั้นผิดพลาดก็มักจะมีปรากฎให้เห็นเสมอว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย &lt;a href="http://sikkha.blogspot.com/2005/09/when-empire-strike-back-1.html"&gt;When the empire strike back #1&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://sikkha.blogspot.com/2005/09/when-empire-strike-back-2_15.html"&gt;#2&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ข้าไม่เคยนึกย้อนเศร้าเสียใจเส้นทางที่ข้าเลือกเดินมาเลย..." เคนอิชิโร่พูดขึ้น "...ถ้ามีเส้นทางสองเส้น เส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง แต่เต็มไปด้วยขวากหนามยากลำบาก ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางที่ชั่วข้าเลวทราม แต่ปูไว้ด้วยไหมพรม..."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ข้ายินยอมเลือกเส้นทางแรกโดยไม่ลังเลใจเลย...ต่อให้มันจะยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เหน็ดเหนื่อยยากเข็ญจนแทบขาดใจ จนข้ารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตามทีเถิด" เคนอิชิโร่กล่าวเน้นยำคำพูดของเขา &lt;b&gt;"ที่บ้านเกิดข้า เคยมีเรื่องเล่าว่า มีซามูไรคนหนึ่ง กล่าวอธิษฐานต่อดาวตกว่า ขอให้เขาพานพบความยากลำบากเจ็ดครั้ง ขอให้เขาพานพบกับอุปสรรคเจ็ดหน"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นั่นมิได้หมายความว่าซามูไรผู้นั้น ขอให้ได้รับความยากลำบากแค่เพียงเจ็ดครั้งเจ็ดหน แต่มันหมายถึงว่า ...เขาได้ให้ความสำคัญกับการอุทิศตัวต่อการขัดเกลาและฝึกฝนตนเองอย่างถึงที่สุด เขาย่อมตระหนักดีว่า ไม่มีเส้นทางลัด หากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เพราะเขารู้ว่า ชีวิตย่อมต้องมีแต่การก้าวเดินฝ่าฟันอุปสรรคไปเท่านั้น จึงจะบ่มเพาะให้ผู้คนมีความแข็งแกร่งขึ้นมาได้!!"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-112681750987355455?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/112681750987355455/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=112681750987355455' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112681750987355455'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112681750987355455'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/09/blog-post.html' title='หนทางแห่งความถูกต้องมักยากลำบากเสมอ'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-112681603454396445</id><published>2005-09-15T12:50:00.001-07:00</published><updated>2005-09-15T14:16:48.930-07:00</updated><title type='text'>When the empire strike back ตอนที่ 2</title><content type='html'>จากนั้นมา หลังการเลือกตั้ง (จริงๆก็ช่วงก่อนเลือกตั้งแล้ว) สนธิ และผู้จัดการก็เริ่มเปลี๊ยนไป๋ จากชื่นชมกระทั่งเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ก็หันมาถล่มรัฐบาลเป็นชุดอย่างออกนอกหน้า จากแรกๆเริ่มติง เริมแนะ กลายเป็นแรงขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใช้สำนวนและแนวการเขียนอย่างคอลัมนิสต์ชื่อดังนามซ้อเจ็ดแล้ว สหายสิกขา ก็พอจะมี conspiracy theory ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะแรกกลุ่มการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่ม M ได้อานิสงส์จากรัฐบาล T อย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น พลเอก ช อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่, ท่าน ว เลขาธิการพรรคเดียวกัน รวมไปถึงกลุ่ม ว ที่ท่านเลขา ว สังกัดอยู่, และท่าน ช ซึ่งได้ดิบได้ดีไปเป็นกรรมการบอร์ดของรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่นับที่กลุ่ม M ได้เวลาของทีวีในสังกัดรัฐบาลมาหนึ่งช่อง ได้โฆษณาจากรัฐวิสาหกิจเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งธนาคาร และอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังเอิญเหลือเกินที่อดีตผู้บริหารของธนาคารดังกล่าว ชื่อย่ออะไรก็ช่างเถอะ ถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ไปพัวพันกับกรณีการปั่นหุ้นของกิจการชื่อคล้ายๆสวนสาธารณะ ในครั้งนั้นอดีตผู้บริหารธนาคารแห่งนี้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับอดีตผู้ก่อตั้งกลุ่ม M มาก นัยว่ารายได้ส่วนหนึ่งก็มาจากงบโฆษณาของธนาคารดังกล่าวเยอะ จึงต้องแสดงอาการอุ้มออกสื่อ โดยไปชนกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีต่างๆนานาๆ ไม่ว่าจะเรื่องการทุจริต ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารงานผิดพลาด เรื่อยไปถึงเรื่องกระทั่งเจ้าหน้าที่ทุจริตเรื่องขโมยแบงค์ ก็เรียกร้องให้ผู้ว่าฯ ลาออก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปรากฎว่าผู้ว่าฯ คนนี้ก็อยู่ได้ด้วยฝีมือ ในเมื่อไม่เห็นทางแล้ว ก็เลยเดินแผนสองคือเสี้ยมให้ชนกับ T &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่น่าเสียดายที่ปรากฎว่าไม่รู้ว่าลึกๆแล้ว ผู้ว่าฯกับ T นั้นในช่วงหลังกลับทำงานเข้าขากันมากขึ้น สำหรับผู้บริหารสูงสุดอย่าง T แล้วจะเลือก CFO อย่างผู้ว่าฯ กับลูกกระจ๊อกอย่างอดีตผู้บริหารธนาคารนั้นจะให้เลือกใครคงแทบไม่ต้องคำนวณ แถมยังไม่นับว่าตนเองเป็นคนแต่งตั้งผู้ว่าฯคนปัจจุบันเข้ามา แทนผู้ว่าฯคนเก่าที่ตนปลดไปกับมือ จะให้ปลดซ้ำปลดซ้อนก็กระไรอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาระยะหลัง ผู้อาวุโสที่คุ้มหัวอย่างนายพล ช เกษียณอายุทางการเมือง กลุ่ม ว และอดีตเลขา ว ถูกปลดจากตำแหน่งเรียบเพราะเหตุผลพ่ายแพ้การเลือกตั้งในเขตที่เคยเป็นของตนเอง (อะไรไม่เจ็บใจเท่า ขนาดพรรคการเมืองภาคกลางยังอุตส่าห์ไปแซะที่นั่งมาได้ด้วย ใช่ว่าจะเสียให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่างเดียว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับแต่นั้นเป็นต้นมากลุ่ม M ก็เริ่มแผนแตกหักกับรัฐบาล T ทันที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มตั้งแต่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอรัปชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ญาติพี่น้องโกง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐมนตรีโกง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริหารประเทศผิดพลาด กรณีน้ำมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีการแปรรูป ปตท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีการแปรรูป กฟผ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณี หลวงตาบัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณี สังฆราช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และล่าสุดเรื่องไหนก็ปลุกกระแสไม่ขึ้น จึงต้องใช้ไม้ตาย ด้วยการอ้างอิงถึง &lt;b&gt;การละเมิดพระราชอำนาจ&lt;/b&gt; โดยการอ้างถึง กรณีวัดพระแก้ว กรณีประชุมครมเขาพนมรุ้ง กรณีตั้งสมเด็จสังฆราชองค์ที่สอง กรณีคุณหญิงจารุวรรณ และกรณีโผทหาร จนกระทั่งมาพีคในบทความเรื่องของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000126498"&gt;ลูกแกะหลงทาง&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ได้ผลทันตาเห็น ปลุกกระแสเลือดรักในหลวงแห่กันมาเต็มหอประชุมที่ธรรมศาสตร์ เป็นวิธีลัดสั้นและรวดเร็วที่สุด หากต้องการล้มใครสักคน แต่คงต้องบอกว่าขอแสดงความเสียใจเมื่อเบื้องบนไม่ใคร่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแสดงสัญญาณมิให้องคมนตรี และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าร่วมเป็นองค์ปาฐกในงานดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้ต้องเรียกได้ว่าตัวเองเปิดช่อง เปิดคางเอง สุดท้ายองค์ปาฐกจึงมีเพียง สนธิ ลิ้มทองกุล ประมวล รุจนเสรี และ แก้วสรร อติโพธิ์ เข้าร่วมเท่านั้น เรียกได้ว่าความชอบธรรมลดฮวบไปพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเป็นช่องให้เกิดการอ้างเบื้องสูงบ้าง มาถอดรายการออกเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000126193"&gt;ปลดฟ้าผ่า! "เมืองไทยรายสัปดาห์"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"  ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นายสนธิได้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์โดยกล่าวอ้างถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งล่าสุด เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2548 ตลอดเวลาของรายการยาวนานเกือบ 1 ชั่วโมง นายสนธิได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ ทั้งยังนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่อง พ่อของแผ่นดิน มาอ่านในรายการ มีเนื้อความบางช่วงพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       โดยที่ตระหนักและคำนึงว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับกรณีข้างต้นนี้ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และมีผลกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดของประชาชนชาวไทย บมจ.อสมท ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ต่อไป ประธานกรรมการ (นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ) จึงได้ขออนุญาตเข้าพบ ราชเลขาธิการ (นายอาสา สารสิน) ในวันอังคารที่ 13 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 09.00 - 10.15 น. โดยมีรองราชเลขาธิการ (นายสนอง บูรณะ) และเลขาธิการคณะองคมนตรี (นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์) ร่วมอยู่ด้วย จากการเข้าพบดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสำนักราชเลขาธิการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมอบหมายให้นายสนธิฯ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไปกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยายแต่ประการใดทั้งสิ้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สหายสิกขาไม่ใช่จะเป็น Innocense ทางการเมืองถึงจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย แต่ก็อยากจะบอกว่า เพราะคุณสนธิ ทำตัวเอง ไปใช้เส้นทางลัดสั้น แทนที่จะใช้เส้นทางที่ถูกต้อง ไม่นับว่าก่อนหน้านั้นตนเองอิงแอบกับผลประโยชน์ขนาดไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะแบบนี้คุณสนธิ จึงขาดแนวร่วมอย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ลองสำรวจดูด้วยตัวท่านผู้อ่านเองหรอกหรือว่า เพราะเหตุใด พรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่นักวิชาการ "ขาประจำ" ทั้งหลาย จึงไม่ออกมาเป็นแนวร่วมกับคุณสนธิเท่าที่ควร ตรงกันข้ามกลับได้ยินเสียงตำหนิจากกลุ่มที่น่าจะเป็นแนวร่วมธรรมชาติเหล่านี้ด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สหายสิกขาเองก็เคยแสดงความเห็นเรื่อง ความไม่ถูกต้องทางวิชาการในแง่บทวิพากษ์การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่เซี่ยงเส้าหลงพยายามกล่าวอ้างอย่างผิดๆหลายครั้ง หรือแม้แต่การดึงเอาเบื้องบนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง สองเรื่องนี้ผมจะนำมาฉายภาพให้เห็นชัดในวันหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ ตอนนี้ ต้องขอจดจารบันทึกเอาไว้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เปิดคางไว้อย่างประมาทอย่างไร ด้วยการบันทึกบทความแกะหลงทางเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พ่อมีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ พ่อไม่เคยเกรี้ยวกราดด่าทอลูกว่าโง่ เวลาพ่อจะบอกลูกถึงปัญหาพ่อมักจะมีแง่คิดดีๆ มีนิทานแฝงคติให้ลูกได้นำไปคิดเสมอๆ ซึ่งเมื่อลูกๆ ได้คิดก็จะเข้าใจอะไรอะไรมากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พ่อมักเตือนให้ลูกๆ แปรงฟันก่อนนอนเพื่อฟันจะได้ไม่ผุ แต่ลูกๆ มักจะคิดได้หลังจากที่ต้องถอนฟันไปซี่แล้วซี่เล่า พ่อมักบอกให้เราซื่อสัตย์ทำงานหนักเพื่อที่เราจะได้มีความเป็นอยู่ดีตามอัตภาพ พ่อไม่เคยบอกให้เราต้องร่ำรวยเพื่อจะมีความสุข พ่อมักบอกเสมอๆ ว่า เรามีความสุขได้ตามอัตภาพโดยไม่ต้องร่ำรวย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พ่อมีลูกๆ ของท่าน 60 กว่าล้านคน ไม่เคยคิดที่จะยอมขายลูกของตัวเอง เอาเปรียบลูกของตัวเองเพื่อฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้แต่พาหนะเดินทางของพ่อ รองเท้าเก่าๆ ของพ่อก็ยังคงมัธยัสถ์ ทะนุถนอม ใช้ของเดิมๆ เมื่อชำรุดก็ให้คนเอาไปซ่อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       พ่อไม่เคยคิดที่จะไถเงินจากลูกครั้งละ 40 สตางค์ เพื่อความมั่งคั่งส่วนตัวของพ่อเอง พ่อมักบอกกับลูกๆ เสมอว่าเราต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน ถ้าลูกคนโตสบายอยู่คนเดียวในขณะที่ลูกๆ อีก 60 กว่าล้านคนต้องลำบาก ต้องโดนเอาเปรียบโดยการเปลี่ยนแปลงพี่น้องให้เป็นทาส มอมเมาพี่น้องด้วยเงินทอง โทรศัพท์มือถือ การพนัน พ่อไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พ่อบอกว่าให้ลูกๆ เลือกตัวแทนมาทำงาน มาบริหารครอบครัวโดยมีเป้าหมายเพื่อความสุขสูงสุดของลูกๆ ทุกคน ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุดของครอบครัว แต่เพื่อความสุขสูงสุดของครอบครัวภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่มากมายทั้งภายในบ้านและรอบๆ บ้าน แต่มีลูกที่ดื้อรั้น หยิ่งผยอง อวดดี ที่บังเอิญสวมหนังลูกแกะและคุณธรรม คิดวัดรอยเท้าพ่อ ใช้พี่น้องคนอื่นๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางคนรู้และสมยอมเพราะพี่ชายคนโตมีท่าไม้ตาย คือ เงินฟาดหัว จากลูกๆ ที่เป็นแกะดำเพียงไม่กี่คน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ลัทธิรวยแล้วโก้ รวยแล้วเท่ รวยแล้วกร่างก็เริ่มแพร่หลายในสังคม จากลูกแกะเซื่องที่มาจากศรัทธาของพี่น้อง ไหว้แม้แต่พี่น้องที่อาศัยอยู่ข้างถนน กลายเป็นคนใจร้อน กำแหง เกรี้ยวกราดกับทุกคน จากคนเดิมๆ ที่พ่อยอมให้เข้ามาบริหารครอบครัวแม้มีความไม่โปร่งใสในทรัพย์สิน จากผู้นอบน้อมกลายเป็นศาสดาซึ่งมอบความกลัว ความเกลียดชัง การหยาบหลู่และข้อกล่าวหาว่าโง่ แก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม กลายเป็นศาสดาที่กำแหงถึงขนาดกล้าชี้ผิดชี้ถูก รุกคืบในสิทธิมนุษยชนของพี่น้องคนอื่นๆ เข้าไปในความคิด ในวิถีชีวิตของพี่น้องอีก 60 ล้านคน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องกลายเป็นบุคคลปริศนาที่ไม่ยอมตอบคำถามใด กลัวการตอบคำถาม และยึดครองสมบัติของครอบครัวเป็นของตนแต่ผู้เดียว พ่อบอกว่าพ่อเกลียดคนโกง ลูกแกะหลงทางบอกว่าไม่ต้องตรวจสอบผมรับประกัน ผมใหญ่ที่สุดแล้วในครอบครัว ถ้าใครมีปัญหาระวังจะไม่มีงานทำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       พ่อบอกว่า นี่คือลูกที่ดีของฉัน ลูกชายผู้หลงผิดบอกว่าต้องขับออกจากพรรค พ่อบอกว่าเราควรมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง พวกลูกแกะหลงทางกลับบอกว่าจะเอาอะไรกินเราไปอยู่กระต๊อบกันดีไหมพวกโง่ทั้งหลาย พ่อบอกว่าเราต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน ลูกแกะหลงทางขายสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อทำกำไรแก่คณะตนเอง ลามไปถึงการจัดกองกำลังคุ้มกันบ้าน ลูกแกะหลงทางกล่าวกำแหง ผมจะเอาคนนี้ คนนั้นใครเปลี่ยนไม่ได้เพราะพ่อต้องอยู่ใต้กฎบ้าน ลูกแกะคนโตยังหลงทางต่อไป ต่อไป และต่อไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ลูกๆ ทั้งหลายตื่นเถิด ตาสว่างได้แล้วชีวิตนี้ของพวกท่านเป็นของพ่อโดยที่ไม่ต้องมีกฎใดๆ มารองรับ กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านแล้วก็ลองเปรียบเทียบกับ &lt;a href="http://64.233.183.104/search?q=cache:TLgJi3hZEt8J:www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3692107/A3692107.html+%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD+pantip&amp;hl=th"&gt;36 แผนที่ชีวิตของพ่อ ซึ่งแปลมาจาก หนังสือฝรั่ง แต่เข้าใจกันผิดๆว่าเป็นพระบรมราโชวาท&lt;/a&gt; (ข้อมูลภาษาไทยต้นฉบับถูกลบออกไป หากสนใจโปรดหาอ่านได้ที่นี่ &lt;a href="http://64.233.183.104/search?q=cache:pAbQiF-Cf_EJ:www.vanderbilt.edu/thai_students/webboard/view.php%3FNo%3D546+36+%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD&amp;hl=th"&gt;36 แผนที่ชีวิตของพ่อ&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเข้าข่ายเดียวกันอย่างแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันแท้ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนป่านนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าตนเองพลาดตรงไหน! ดังที่เห็นใน&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000126252"&gt;โพสต์ของเซี่ยงเส้าหลงข้างล่างนี้&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับท่านที่ต้องการติดตาม สนธิ ลิ้มทองกุล นั้นไม่ต้องห่วงว่าคืนนี้จะเหงาเพราะไม่มี เมืองไทยรายสัปดาห์ เหมือนเคย "เซี่ยงเส้าหลง” ขอยืนยันว่า เมืองไทยรายสัปดาห์ – ทุกคืนวันศุกร์ 4 ทุ่มทางช่อง 9 เป็นเพียง รูปแบบหนึ่ง ที่ ไม่จีรัง ตราบเท่าที่ กรรมสิทธิ์ของสื่ออิเลคทรอนิคส์ยังคงผูกขาดโดยรัฐ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็น สมมติ ออกรายการได้แล้วอย่างไรออกรายการไม่ได้แล้วอย่างไร สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สโรชา พรอุดมศักดิ์ ออกรายการมา 2 ปี 3 เดือน &lt;b&gt;ได้พูดในสิ่งที่ควรพูดเท่าที่จะพูดได้แล้วอย่างชนิด แหงนหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2548 ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์ซึ่งความเป็น ข้าแผ่นดิน ที่จงรักภักดีต่อแผ่นดินผืนที่ให้กำเนิดแล้วด้วยการอ่านบทความขนาดสั้นที่กินใจคนทั้งแผ่นดินเรื่อง พ่อของแผ่นดิน หรือ ลูกแกะหลงทาง ถ้าได้ออกรายการแล้วต้อง ไม่พูดในสิ่งที่ควรพูด, พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด จะมีประโยชน์อะไร&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-112681603454396445?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/112681603454396445/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=112681603454396445' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112681603454396445'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112681603454396445'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/09/when-empire-strike-back-2_15.html' title='When the empire strike back ตอนที่ 2'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-112681352137262469</id><published>2005-09-15T11:57:00.000-07:00</published><updated>2005-09-15T12:45:21.423-07:00</updated><title type='text'>When the empire strike back ตอนที่ 1</title><content type='html'>ปรากฎการณ์ของกลุ่ม (ที่น่าเชื่อว่าเป็น) ทุนฝ่ายรัฐ ต่อ (กลุ่มทุน) สื่อ (ดั้งเดิม) ดังปรากฎเป็นข่าวคือ การเข้าซื้อหุ้นโดยแกรมมี่ผ่านการนำของอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม  ต่อกลุ่มมติชนและกลุ่มโพสต์ ตามมาด้วยการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของกลุ่มผู้จัดการ ที่จัดรายการโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมองให้ทะลุถึงเบื้องหลังของเบื้องหลังตามสไตล์ของสหายสิกขา ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆโดยปราศจากการโยมนิโสมนิสิการแล้ว ก็จะบอกได้ว่า นี่เป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มทุนกับกลุ่มทุน ไม่ใช่รัฐกับสื่อ หรือทุนนิยมกับสถาบันของสังคมอะไรที่กล่าวอ้างกันนั่นหรอก เพียงแต่ว่ากลุ่มทุนที่ประกอบกันเป็นแกนนำของรัฐ และได้ครอบงำอำนาจรัฐนั้นมีความเข้าใจในบทบาทของกลไกทางการเงินสมัยใหม่ (น่าจะได้รับการโค้ชจากวิศวกรการเงินที่เก่งกล้าสามารถคนใดคนหนึ่ง) และใช้อำนาจนั้นเข้า "กระทำ" กลุ่มทุนที่คิดว่าตนเองสามารถควบคุมความคิดของประชาชนจาก "สื่อ" ที่มีอยู่ในมือได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องมันก็เลยกลายเป็นว่าเพราะเหตุว่านี่เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมืองนี้ ผู้ถูกกระทำจึงกรีดร้องเสียงดังเกินไปหน่อยก็เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นตามกลไกของตลาดเงินตลาดทุนแบบธรรมดา เรื่องนี้มีผู้วิเคราะห์ไว้อย่างดีแล้ว คืออาจารย์ สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ ในลิงค์ต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000125688"&gt;ข่าวจากผู้จัดการ : แกรมมี่ ยึดสื่อสิ่งพิมพ์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เหตุการณ์ที่สอง ภาษามวยต้องบอกว่าเพราะฝ่ายถูกกระทำเปิดหน้า เปิดคางมากเกินไปหน่อย เพราะหวังจะเข้าคลุกวงในและน็อคคู่ต่อสู้ให้คว่ำ อาการเมามันส์จึงไม่ทันสังเกตเห็นมันเคาท์เตอร์สวนเข้ามาฮุคให้นับแปด จนเสียเชิงมวยไปไม่น้อย ก็ต้องดูกันว่าฝ่ายล้มจะแก้เชิงมวยกันอย่างไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะสหายสิกขาคนนี้มิใช่ละอ่อนทางการเมือง มิใช่เพิ่มเริ่มติดตามการเมือง ถึงจะได้รู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล พายัพ วนาสุวรรณ และเซี่ยงเส้าหลง จะไม่เคยอยู่ในกลุ่มที่ชื่นชม กระทั่งเป็นกลุ่มปกป้องรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งค้นข้อมูลเก่าๆที่กลุ่มผู้จัดการเคยทำหน้าที่ "องค์รักษ์ทักษิณ" ดังกล่าว ก็แทบจะหาไม่ได้ โดยเฉพาะคอลัมน์ของเซี่ยงเส้าหลง เพราะมีจนถึงเพียงเดือน พฤศจิกายน 2547 ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผู้จัดการเริ่มมีปัญหากับรัฐบาลแล้ว...แต่ในที่สุดก็พบจนได้ที่นี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=4672938973306"&gt;รู้จัก ''นายกฯทักษิณ'' ผ่านมุมมอง สนธิ ลิ้มทองกุล 27 กันยายน 2546&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้คิดว่าผู้จัดการคงไม่ลบ เพราะมีการรวมเล่มพิมพ์จำหน่ายเป็นหลักฐานไว้ด้วย แต่ไหนๆก็ไหนๆ สหายสิกขาขอบันทึกเอาไว้ตรงนี้ด้วย เป็นข้อความช่วงหนึ่งที่ผู้จัดการเคยทำหน้าที่องค์รักษ์ผู้พิทักษ์อย่างเข้าอกเข้าใจ และไปๆมาๆก็หันมาเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"&lt;br /&gt;สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ เรากำลังคุยกันถึงคนที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ค่ะ ก่อนอื่นเลยดิฉันขออนุญาตถามคุณสนธิเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นข่าวเป็นคราวกันในไม่นานนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เองนะคะ ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านจะคิดตรงกับดิฉัน ก็คือว่ายอมรับล่ะว่าท่านนายกฯมีนโยบายใหม่ๆ หลายๆ นโยบายมาพัฒนาสังคมไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันไม่เข้าใจมากๆ เลยค่ะว่า ทำไมท่านนายกฯ ขอประทานโทษนะคะ ต้องทะเลาะกับนักวิชาการ คือนักวิชาการจริงๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าก็ทำหน้าที่หนึ่งในสังคมเรา ก็มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปตามที่ท่านๆ นั้นเห็น แต่ว่าทำไมท่านนายกฯไม่นิ่งเฉยซะล่ะ ทำไมต้องมีการตอบโต้อย่างรุนแรง ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – คุณสโรชาเคยของขึ้นไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เคยค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – เวลาใครโกหกคุณสโรชา คุณสโรชาของขึ้นเลยใช่ไหมครับ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ของขึ้นค่ะ ไม่ชอบมากๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – โดยเฉพาะแฟนนี่ ถ้าบอกว่าจะกลับบ้านแล้วไม่ได้กลับนี่ แล้วไปทำอะไรอย่างอื่นนี้ ผมนี่ถ้าพูดถึงอเมริกา หรือพูดถึงตำรวจเมื่อไหร่ ของขึ้นทันที&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ เห็นได้ชัดในหลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ทุกคนในโลกนี้ มนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสของขึ้น ท่านนายกฯทักษิณ ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเป็นคนที่ทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักแล้วนี้โอกาสที่จะมีอารมณ์หรือว่าของขึ้นก็มีเป็นธรรมดา และผมก็เห็นใจ การวิพากษ์วิจารณ์นี้ผมอยู่ในวงการสื่อมวลชน ผมก็รู้หลายๆ ครั้งในชีวิตของผมนี้ ผมก็ทำผิดพลาด อย่างเช่นวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ว่าในกรณีของท่านนายกฯกับคุณธีรยุทธ บุญมีนี้ ผมคิดว่าเป็นกรณีศึกษาพิเศษ ซึ่งเราจะต้องแยกออกมาให้เห็น และเราจะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ คือถ้าเราดูตามเนื้อหาแล้ว ลักษณะที่คุณธีรยุทธออกมาพูดนี้ คุณธีรยุทธเหมือนกับล่อเสือออกจากถ้ำ หรือตีหัวเข้าบ้าน คือรู้อยู่ว่าเรื่องนี้ถ้าพูดไป เดี๋ยวนายกฯของขึ้นแล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – คือจี้จุดถูกแล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – จี้จุด คือจะถูกไม่ถูกไม่ใช่ประเด็น คือพูดปั๊บแล้วรู้ว่านายกฯต้องสวน พอสวนแล้วตัวเองเงียบเลย จะทำอย่างนี้ตลอดเวลา ผมกลับมองในมุมกลับว่าคุณธีรยุทธที่ถูกต้องนี้ หรือใครก็ตามนี้ถ้าออกมาพูดอะไรแล้วนี้เกิดไปจี้จุดนายกฯ นายกฯเกิดสวนกลับขึ้นมาบอกว่าที่คุณพูดนี้ไร้สาระ ที่คุณพูดนี้แผ่นเสียงตกร่อง 10 ปีที่แล้วคุณเคยพูดอย่างไร ปีนี้คุณก็พูดอย่างนี้ ถ้านายกฯ เขาพูดมาอย่างนี้ พวกนักวิชาการนี้ถ้าไม่เห็นด้วยต้องพูดกลับอีกทีหนึ่ง ไม่ควรจะเงียบให้เกิดบรรยากาศวิวาทะเกิดขึ้น มีการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือว่าเห็นหรือไม่เห็นด้วย ใช่ไหมคุณธีรยุทธต้องออกมา ถ้าคุณธีรยุทธนั่นจริงก็ต้องออกมาบอกว่าผมไม่ได้แผ่นเสียงตกร่อง ผมพูดทุกรัฐบาลผมก็พูดอย่างนี้ๆๆ แต่ว่าคุณธีรยุทธจะหลบ หรือหลายๆ คนก็จะหลบไปเลย แล้วปล่อยให้การแสดงออกของท่านนายกฯ คล้ายๆ กับว่าเป็นคนเกเร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ก็คือภาพก็ติดอยู่ในอากาศ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ภาพก็ติดอยู่ในอากาศนั้นครับ ซึ่งก็คือกระบวนการล่อเสือออกจากถ้ำ ตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งผมคิดว่าไม่ยุติธรรม เพราะว่าสิ่งซึ่งคุณธีรยุทธวิพากษ์วิจารณ์ หรือหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมก็ไม่อยากจะพูด ผมในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งนะครับ ถ้าเรามองด้วยเหตุและผล อย่างเช่นเขาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่สร้างหนี้ให้กับประชาชน จากโครงการเอื้ออาทร พูดอีกก็ถูกอีก แต่ว่าไม่เคยถามว่าโครงการเอื้ออาทรนี้มีอะไรที่สร้างหนี้ให้กับประชาชนบ้าง ถ้าฟังไม่ละเอียดแล้วจะเข้าใจผิด เพราะพูดความจริงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ บ้านเอื้ออาทรนี้สร้างหนี้หรือเปล่า ใช่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ใช่ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – แต่ว่ามีหลักทรัพย์ไหม มี ประชาชนไม่มีบ้าน ประชาชนมาซื้อบ้าน รัฐบาลมีแต่อำนวยความสะดวกและอำนวยโอกาสให้กับคนซึ่งไม่มีโอกาส ได้มีบ้านเป็นครั้งแรกในชีวิต และเขาก็ไม่ได้เอาเงินไปแจกตามที่ต่างๆ แล้วก็มาคืน เขาให้โอกาสคนนี้ไปซื้อบ้านได้ ซึ่งในสมัยก่อนคนยังไม่มีโอกาส ผมถามว่าอย่างนี้เป็นการสร้างหนี้ไหม ผมว่าวันนี้คนไทยให้โอกาสเขามีบ้าน เขาพร้อมจะสร้างหนี้ อันนี้สิ่งซึ่งรัฐบาลชุดนี้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกฯท่านนี้ทำ เป็นเรื่องของปัจจัยสี่ ผมได้ยินรัฐบาลชุดนี้พูดอยู่ตลอดเวลา ผมได้ยินเขาพูด โดยเฉพาะนายกฯท่านนี้ ได้ยินเขาพูดแล้วเขาทำจริง คือเขามีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ยากจน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ที่ไม่มีโอกาส&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ไม่มีโอกาส เขาต้องการให้โอกาสอันนี้ เมื่อเขาให้โอกาสแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องการให้ทำคือว่าเขาให้โอกาสคนมีบ้าน นี่เขากำลังทำโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทรทำเพื่ออะไร ทำเพื่อให้คนขับแท็กซี่ไม่ต้องมาในระบบเจ๊กดาวน์ลาวผ่อน ก็คือว่าแท็กซี่สามารถจะผ่อนรถของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนเป็นรายวัน หมดจากแท็กซี่เอื้ออาทรแล้วผมถามว่าหลักทรัพย์มีไหม ก็มีแท็กซี่ไงล่ะ ต่อไปก็คือมอเตอร์ไซค์เอื้ออาทร และถ้าเขาจะมีชาวนาเอื้ออาทรนี้ แต่ถ้าทำออกมาแล้ว เป็นการเอาเงินเขามาหมุนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการกู้จริง แต่เป็นการกู้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลักทรัพย์ มันเกิดขึ้นมา แล้วผมถามว่าสร้างหนี้อะไรขึ้นมา ถ้าจุดเดียวถ้าสร้างหนี้ ที่กำลังสร้างหนี้อยู่ แล้วก็กำลังหาทางแก้ แล้วผมไม่รู้ว่าเขาแก้หรือยัง นั่นก็คือระบบกระบวนการหนี้เสียของธนาคาร อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทางเศรษฐกิจ ก็คือว่าแทนที่จะปล่อยให้ทางธนาคารแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กับเอาบริษัทกลางมาซื้อหนี้ออกไป เท่ากับว่าให้ผู้ฝากเงิน จะต้องถูกลงโทษด้วยดอกเบี้ยอัตราต่ำ ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องแก้ อันนี้คือจุดอ่อนของเขา เขาก็มีไม่ใช่ไม่มี แต่โดยภาพรวมแล้วเขาไม่ได้สร้างหนี้อะไร ผมยังไม่เข้าใจเลย เขาบอกว่าทำให้ประชาชนเป็นหนี้ระยะยาว ยาวตรงไหน แต่ถ้าคุณสโรชาเกิดจน คุณสโรชาไปซื้อบ้านหลังหนึ่งแล้วคุณสโรชาผ่อน 15 ปี ก็แน่นอนคุณสโรชาก็ต้องมีหนี้ 15 ปี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ก็แหงอยู่แล้วล่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – อีกประการหนึ่งคือในบรรดานักวิชาการนี้ ถ้าเราดูให้ดีๆ เราต้องดูในมุมกว้าง คุณสโรชาเคยได้ยินชื่อ อ.สุรชาติ บำรุงสุขไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – อ.สุรชาติ บำรุงสุขนี้ เป็นอดีตแอคติวิสต์ 14 ตุลา เคยติดคุกติดตารางมาแล้ว 6 ตุลาคม 2 ปี ข้อหาเป็นพวกแอคติวิสต์ นะครับ อ.สุรชาติเป็นนักต่อต้าน นักเคลื่อนไหวทุกอย่าง แต่อ.สุรชาติได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯให้เป็นผู้ที่ศึกษาวิเคราะห์การปรับโครงสร้างสู่กลาโหม เพราะว่าอ.สุรชาติเป็นคนซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทหารมาก บทบาทอ.สุรชาติมี บทบาทคุณธีรยุทธก็มี ถ้าคุณธีรยุทธสามารถจะสร้างสรรค์บทบาทของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่จู่ๆ โผล่ออกมา นายกฯเดินอยู่ก็เอาไม้ไปตีกบาลตีหนึ่ง ป๊อกแล้วก็วิ่งออกไป ถ้าอย่างนั้นแล้วเมื่อนายกฯของขึ้นแล้ว ผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่เห็นว่าผิดปกติเลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ คือเป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่จะต้องแสดงอารมณ์บ้าง เวลามีคนไปยั่วยุตรงนี้ขึ้นมาใช่ไหมคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ถึงไม่มีคนยั่ว ท่านก็เคยแสดง เหมือนอย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์ แต่ว่าท่านพูดอย่างนิ่มๆ เงียบๆ อย่างที่ท่านพูดบอกว่าคนจนนี้ต้องช่วย แต่คนกลั่นแกล้งคนจน หรือคนซึ่งขายยาเสพติดนี้ ต้องใช้ความอำมหิตโหดเหี้ยม อย่างนี้ต้องถือว่าท่านเป็นคนโหดเหี้ยมไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา –ไม่ ก็มีทั้งสองด้าน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – คนเราต้องมีทั้งสองด้าน เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องทะเลาะกับนักวิชาการ ผมเฉยๆ ผมไม่ค่อยรู้สึก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – คือคุณสนธิกำลังจะบอกว่า จริงๆ แล้วที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นก็คือออกมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ ท่านนายกฯ จะมีอารมณ์ตอบโต้ก็ได้อีกเหมือนกัน แต่ว่าหลังจากที่ตอบโต้แล้วควรจะออกมาชี้แจงว่าท่านนายกฯอาจจะเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า หรือว่าข้อมูลที่มีมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – หรือว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายกฯพูด อย่างกรณีที่ท่านนายกฯบอกว่าคุณธีรยุทธนี่พูดอยู่นั่นแหละ แผ่นเสียงตกร่อง 10 ปีก็พูด แล้วก็ไม่เคยมีการสร้างสรรค์ คุณธีรยุทธอาจจะออกมาบอกว่าผมสร้างสรรค์นะครับ ผมเคยทำอย่างนั้นมา เคยทำอย่างนี้มา แล้วสิ่งที่ผมพูดวันนี้ไม่ได้ซ้ำกับสิ่งที่ผมพูดเมื่อปีที่แล้ว อย่างน้อยที่สุดเมื่อพูดกลับมา ท่านนายกฯก็ต้องตั้งสติแล้วว่าพูดมาอย่างนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร ก็เป็นการตอบสนอง ตอบโต้กันในเชิงปัญญา ถูกไหมครับ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – แทนที่จะบอกว่าผมล่อคุณมา ผมด่าสักทีแล้วคุณด่าผมกลับ แล้วผมเงียบ แล้วสักพักผมออกมาด่าคุณทีแล้วให้คุณด่าผมกลับ ภาพก็เลยกลายเป็นว่านายกฯรังแกนักวิชาการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ทำไมไม่ชอบท่านนายกฯ เลยเหรอ นั่นคือความคิดเห็นของประชาชนธรรมดา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – อีกประการหนึ่งเราต้องเข้าใจ นักวิชาการในอดีตบทบาทสถานภาพในสังคมค่อนข้างจะสูง เมื่อค่อนข้างจะสูงแล้วนักวิชาการกลายเป็นชนชั้นที่แตะต้องไม่ได้ อันนี้เรื่องจริง เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงอันนี้ไปเลย นะครับจะมีนักวิชาการอยู่กลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะมีหน้าที่คล้ายๆ บอกว่าสวรรค์นี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ปกป้อง เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครออกมาพูดต้องฟัง ไม่ฟังไม่ได้ แต่เผอิญนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนซึ่งพูดดีจะฟัง แต่พูดไม่ดีผมไม่สนใจฟัง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – สมัยก่อนนี้จะมีการเชิญนักวิชาการเข้ามาร่วม ให้เกียรติอย่างนั้นอย่างนี้ มายุคนี้เขาไม่เชิญ ก็เลยทำให้บทบาทคนพวกนี้ไม่รู้ว่าจะออกทางไหน ก็เลยจำเป็นต้องออกมาทางด้านนี้ ซึ่งผมเห็นใจเขา และในขณะเดียวกันผมก็เห็นใจว่าความเป็นนักวิชาการ แท้ที่จริงแล้วบทบาทก็คือการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ วิจัย แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์วิจัยนั้นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อมีเจตนาบริสุทธิ์แล้วเขาตอบอะไรกลับมา ถ้าตัวเองมีเจตนาบริสุทธิ์ตัวเองต้องตอบคำถามที่เขาถามกลับออกไปอีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ มีคนถามค่ะว่าท่านนายกฯทำอย่างนี้ พยายามจะสร้างเผด็จการทางความคิดหรือเปล่าคะคุณสนธิ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – เอาอย่างนี้ดีกว่า ท่านนายกฯคนนี้ มีจุดอ่อนในชีวิต ไม่ใช่ว่าท่านไม่มี แต่ท่านนายกฯคนนี้มีลักษณะคือทำความเข้าใจเขา คุณกำลังถามว่าเขามีลักษณะเป็นเผด็จการทางรัฐสภาร่วมอำนาจอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า คือถ้าคุณจะวิเคราะห์คนๆ นี้ ผมคิดว่าคุณต้องดูคนๆ นี้หลายมิติ นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนแรกในประเทศไทยที่มีมิติหลายๆ มิติในตัวคนเดียวกัน มี 6 ‘นัก’&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – 6 เลยหรือคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – 6 นัก 1.เขาเป็นนักธุรกิจ นักธุรกิจจะมองเห็นกำไร ขาดทุน มองเห็นช่องทาง มองเห็นโอกาส 2.เป็นนักบริหาร เขาสามารถจะบริหารจัดการ สามารถจะเอาคนนั้นมาเป็นผู้จัดการตรงนี้ คนนี้มาเป็นผู้จัดการตรงนี้ เมื่อทำงานไม่ดีแล้วเขาก็ย้ายคนนี้ออกทันที ไม่เชื่อไปดูประวัติศาสตร์ของบริษัทที่เขาเคยทำมาก่อนในเครือชินวัตร ผู้จัดการในเครือชินวัตรย้ายเป็นว่าเล่นเลย เพราะเขาถือว่านี่ทำงานไม่สำเร็จ หรือว่าไม่เหมาะกับงานเขาย้ายทันที&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เอาคนอื่นมาทำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – เอาคนอื่นมาทำทันที เอาคนนี้จากกรรมการผู้จัดการขึ้นเป็นรองประธาน เอาคนนี้ย้ายจากฝั่งนี้มา เพราะว่าเขาเอางานเป็นหลัก เขาไม่ได้เอาตัวคนเป็นหลักนะครับ นั่นคือนักบริหาร 3. นักปกครอง นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นนักปกครองชั้นหนึ่ง เขาสามารถที่จะพูดโน้มน้าวใจคน สามารถที่จะพูดให้กำลังใจคน และเขาสามารถที่จะพูดให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เขาทำเพื่ออะไร 4.เขาเป็นนักการศึกษา ครับเมื่อวานนี้เราดูมาแล้วไม่ใช่หรือ ที่ท่านนายกฯไปสอนหนังสือมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ ไปสอนหนังสือมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – คุณสโรชารู้ไหมว่าบทบาทที่เขาสอนหนังสืออยู่ ณ เวลานั้นเป็นสิ่งซึ่งผมดูแววตาเด็กไม่ใช่เด็กตื่นเต้นที่ได้เรียนหนังสือกับท่านนายกฯ แต่ผมฟัง ดูแล้วดูท่าทางเด็กจะเข้าใจสิ่งที่นายกฯพูดดี ก็แสดงว่านายกฯเข้าใจเลยว่าจริงๆ แล้วการศึกษาต้องเริ่มตรงไหน แล้วเขาเป็นคนที่แคร์เรื่องการศึกษามาก เพราะเขายอมรับ เขายอมรับว่าสังคมไทยจะเจริญต่อไป ต้องเริ่มจาก Database ข้อมูลพัฒนาเป็นข่าวสาร ข่าวสารพัฒนาเป็นความรู้ Knowledge แล้วก็พัฒนาไปสู่ปัญญา คือ Wisdom จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าฐานการศึกษาไม่มั่นคง ไม่แน่น 5. เขาเป็นนักการเมือง วันนี้จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ คนนี้เล่นการเมืองเก่งมาก เขารู้จักฉกฉวยโอกาส เขารู้จักว่าจังหวะไหนควรรุก จังหวะไหนควรถอย จังหวะไหนควรประนีประนอมกับคุณเสนาะ เทียนทอง จังหวะไหนที่ปล่อยให้คุณเสนาะ เทียนทอง จะต้องโดนรุมยำโดยพรรคพวกเขา สุดท้ายสำคัญที่สุด 6.นายกฯคนนี้เป็นนักเลง นักเลงไม่ใช่ในลักษณะที่ไปรังแกใคร เขาเป็นคนซึ่งกล้าได้กล้าเสีย เขาเป็นคนจริง แล้วข้อหนึ่งความเป็นนักเลงนี้เขาไม่รังแกคน แต่ใครอย่ามารังแกเขาก่อน เขาไม่ยอมนะครับ ถ้ามองในมุมกลับนี้ คุณสโรชาก็ถามว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วท่านนายกฯนี้ลักษณะช่วงหนึ่งเคยไปรังแกหลายๆ คนในสังคมไทย เราต้องมองภาพรวมทั้งหมด วันที่เลือกตั้งเสร็จ พรรคไทยรักไทยขึ้นมามีเสียงข้างมาก คุณสโรชาคุณก็อยู่ในเหตุการณ์ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ใช่ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ไม่เคยมีใครคิดว่านายกฯจะรอดจากคดีซุกหุ้น ใช่ไม่ใช่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – จริงค่ะจริง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – เพราะฉะนั้นแล้วเขาถือว่าเขาได้ผ่านนรกมาแล้ว แล้วในช่วงก่อนเขาผ่านนรกนี้ทั้งข้าราชการประจำ ทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่ม ทั้งนักการเมืองต่างรุมยำเขาเละเลย เพราะว่าทุกคนไปคาดหมายเขาว่าเขาต้องหลุด แต่เผอิญเขาไม่หลุด เมื่อเขาไม่หลุดออกมาแล้วบทบาทที่เขาจะแสดงตอบโต้ต่อคนซึ่งเคยทำกับเขาแล้วนี่เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ นี่คือความเป็นนักเลง แต่ว่านายกฯเป็นคนใช้ได้ ตรงไหน ตรงที่ว่าเมื่อจบแล้วจบเลย ไม่ยุ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ไม่ไปข้องเกี่ยว คือไม่กลับไปคิดเรื่องเก่าแล้วล่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – อาจจะมีคนแวดล้อมที่อยู่ข้างๆ เขานั่นเองที่อาจจะมีปัญหา และอีกประการหนึ่งนี้เราไม่เคยคิด เมื่อปี 2539 คุณสโรชารู้หรือเปล่า นายกรัฐมนตรีคนนี้สมัครเป็นสมาชิก สสร.ที่จ.เชียงใหม่ แล้วไม่ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ไม่ได้หรือคะ ทำไมคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ก็เพราะเขาไม่เลือก ถ้าวันนั้นเขาเลือกนายกฯคนนี้ไปเป็นสมาชิก สสร. วันนี้อาจจะไม่ใช่นายกฯแล้ว ฉะนั้นวันนี้เขาได้แมนเดทจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเต็มๆ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 นี้ได้มอบ ต้องการจะสร้าง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Strong Prime minister ขึ้นมา คือกึ่งๆ ระบบประธานาธิบดี เพื่อให้มีการบริหารการจัดการที่เด็ดขาด ที่สามารถอยู่ได้ 4 ปี เพื่อที่จะทำงานให้ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นนายกฯ คนนี้ก็เลยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้ามาทำงานตรงนี้ได้ เมื่อเปิดโอกาสเข้ามาทำงานตรงนี้ได้แล้ว คุณสโรชาต้องเข้าใจว่าเมืองไทยยุคที่นายกฯคนนี้เข้ามาบริหารงานภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นี้ เมืองไทยเหมือนบ้านป่าแดนเถื่อน เหมือนตรงไหน เรามียาบ้า เรามียาเสพติด เรามีผู้มีอิทธิพล เรามีหวยเถื่อน เรามีข้าราชการ เรามีนักการเมือง เรามีตำรวจกินส่วย เรามีทหารมาเฟีย มีเต็มไปหมดเลย ในระบบเก่า แล้วปี 2540 นี้เป็นเพียงแต่ตัวอักษร บทบัญญัติ แล้วจู่ๆ อุปมาอุปมัยเหมือนกับว่าประเทศไทยในยุคนั้นก็คือ Wild Wild West ทางตะวันตกอเมริกา แล้วอยู่มาวันหนึ่งทางวอชิงตัน สมมตินะครับ ส่งไวแอท เอิร์พ เข้ามาปราบ เข้ามาตั้งกติกา ก็เหมือนนายกรัฐมนตรีคนนี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเอกฉันท์ แล้วใช้อาวุธ ก็คือเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาปราบต่างๆ นาๆ พวกนี้ของธรรมดาย่อมต้องมีคนไม่พอใจ นั่นคือสิ่งซึ่งท่านนายกฯได้ทำลง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – โอเคค่ะ หยุดตรงนี้ก่อนนะคะ เราต้องไปพักโฆษณากัน ก็เห็นแล้วนะคะว่าคือมีข้อมูลออกมาพอสมควร แต่เบรกหน้าดิฉันจะถามคุณสนธิเกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านนายกฯ นำพรรคนำพวก นำญาติพี่น้อง เข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการไทย เดี๋ยวกลับมาค่ะ&lt;br /&gt;"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;====&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ถึงคำถามยอดฮิตในช่วงนี้นะคะ มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมานะคะโดยเฉพาะในช่วงโยกย้ายข้าราชการ ก็คือว่าท่านนายกฯนี้พยายามผลักดันให้เครือญาติ ให้เพื่อนฝูงเข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการไทย ยกตัวอย่างนะคะ อย่างปลัดกระทรวงยุติธรรมนี้ก็น้องเขย ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบกนี้ก็พี่ชาย ล่าสุดนี้ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามา รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งซึ่งก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามาเหมือนกัน ตรงนี้ยังไงกันคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – คุณสโรชา ผมอยากจะถามคำถามคุณสโรชาเหมือนกับคำตอบ คุณสโรชาได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่สำคัญมากในจุดๆ หนึ่ง แล้วเผอิญคุณสโรชามีความจำเป็นต้องหาคนเข้ามานั่งทำงานด้วยนี้ สำคัญนี้ แล้วคุณสโรชาจะเลือกใครก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ก็คงต้องดูคนรอบข้างที่มีความสามารถ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – คนรอบข้าง สมมติว่าคุณสโรชามีญาติที่ทำงานอยู่หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณสโรชาทำ คุณสโรชาจะพิจารณาเขาก่อนไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ โดยธรรมชาติแล้วก็คงใช่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – 2.คุณสโรชาจบมาจากอริโซนาสเตทยูนิเวอร์ซิตี้ แล้วเกิดวันหนึ่งคุณสโรชาจำเป็นต้องทำงานเกี่ยวกับบรอดคาสติ้ง แล้วก็มีเพื่อนซึ่งสนิท 3-4 คน ที่เรียนมาด้านบรอดคาสติ้งด้วยกัน แล้วมีฝีมือ คุณสโรชาจะใช้เขาไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ก็คงต้องใช้เขาค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – นั่นคือการตอบคำถามอีกข้อหนึ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – อีกวิธีหนึ่งที่ผมอยากจะถามก็คือว่า บางครั้งเราต้องยุติธรรมเหมือนกัน คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่งงานกับคุณเยาวภา ชินวัตร ตอนที่แต่งงานนี้เคยคิดไหมว่าจะเป็นปลัดกระทรวง ตอนที่แต่งงานเคยคิดไหมว่าพี่ภรรยาจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ก็คงนึกไปไม่ถึงล่ะค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – นึกไปไม่ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแต่งงานกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ตอนที่คุณหญิงพจมานเป็นนางสาวพจมาน ดามาพงษ์ แล้วมีพี่ชายคือ คุณเพรียวพันธ์ ดามาพงษ์นี้ ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันใช่ไหม ว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้เป็นนายกฯ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นญาติผู้พี่ก็ไม่ได้คิด ผมนี้นะมีญาติ ผมมีพี่ชายเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมมีพี่สะใภ้เป็นรองอธิบดีอยู่กระทรวงพาณิชย์ แล้วผมมีน้องชายเป็นสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ถ้าวันข้างหน้านี้ผมเกิดมาบริหารชาติบ้านเมืองนี้ แสดงว่า 3 คนนี้โตไม่ได้แล้วสิ คือต้องเพื่อความยุติธรรมต้องพิจารณากันนิดหนึ่ง คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมนี้ เป็นสมัยยุคพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นยุคนี้ นั่นข้อที่หนึ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;        ข้อที่ 2 คุณชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตามอาวุโสก็มีสิทธิ์ ถ้าพูดถึงการถูกข้ามหัวมาตลอด ทุกคนถูกข้ามหัวมาตลอด ผมก็ไม่ตำหนิท่านนายกฯ สมมติว่าในเสี้ยวหนึ่งของหัวใจท่านนายกฯอยากได้พี่ชายนี้ ผมไม่ตำหนิ ผมถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอามาพูดเป็นประเด็น คือทุกคนพยายามจะโยงว่าท่านนายกฯ กำลังจะสร้างอาณาจักรขึ้นมา โดยใช้ชินวัตรเป็นคนที่คุมแต่ละจุด ผมคิดว่าพูดอย่างไม่ยุติธรรมตรงนี้ ทำไมเราไม่ดูว่าเขาทำงานมาเท่าไหร่ คุณชัยสิทธิ์ก็จะเกษียณอีกประมาณ 2 ปี หรือ 3 ปี คนที่เป็น ผบ.ทบ.อายุขนาดนี้ต้องถือว่าแก่แล้ว 57-58 ปี แล้ว เขาผิดตรงไหน เวลาเขาโดนข้ามหัวสมัยซึ่งน้องชาย ญาติลูกผู้น้องเขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่มีใครพูดบ้างล่ะ ไปดูประวัติศาสตร์ได้สมัยพล.อ.ชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.หรือพล.ท.กมล ทัพพะรังสี ล่ะ หลานหรือเปล่าล่ะ แล้วทำไมไม่มีคนพูด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – คือทุกคนห่วง หลายๆ ท่านที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง วิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องนี้ก็เพราะว่ากลัวว่าเป็นการสร้างอาณาจักรหรือเปล่า คือพอถึงเวลาจุดหนึ่งแล้วมองไปรอบๆ เมืองไทยแล้วมีแต่คนสำคัญๆ ในตำแหน่งสำคัญๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนสนิทท่านทั้งนั้นเลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – เอาอย่างนี้ดีกว่า กรรมนี้เราต้องดูที่เจตนา เหมือนกับงบประมาณ ท่านนายกฯ ณ วันนี้นี่บริหารงานแบบซีอีโอ ผมอยู่ในวงการธุรกิจ เป็นทั้งสื่อสารมวลชน และผมก็ทำธุรกิจทางด้านสื่อสารมวลชน ผมเข้าใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาคุณบริหารงานคุณจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องทำงานทันที เพราะในยุคนี้เป็นยุคซึ่ง Globalization ยุคโลกานุวัตร ต้องไว ทีนี้มาเจอระบบราชการที่คุณติดนี้ ถ้าคุณจะใช้งานเพื่อสร้างโครงการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการนี้ คุณต้องรอไปอีกปี เพราะเขาบอกว่าต้องตั้งงบประมาณครับ ต้องอย่างโน้นอย่างนี้ครับ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ต้องรออนุมัติค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ไม่ทันกิน นายกฯทักษิณมาจากภาคเอกชน เขาบริหารงานทางเอกชนจนประสบความสำเร็จ นั่นคือนัยยะของการเป็นนักบริหารธุรกิจ เขาก็เลยคิดว่าทำไมไม่เอาตั้งเงินที่ต้องใช้เอาไว้เป็นงบกลางก่อน แล้วเมื่อมีเหตุที่ต้องใช้ในขณะนั้น ก็ใช้งบกลางไปทันทีเลย แล้วค่อยมาต่อยอดด้วยงบประมาณอีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ทีนี้พอทำอย่างนี้ปั๊บ แทนที่คนจะมองทุกอย่าง exact value ว่าเรามาวัดกันที่ผลดีกว่า ถ้าอย่างนั้น ทุกคนก็บอกว่าตั้งงบกลางเพื่อคอรัปชั่น ตั้งงบกลางไม่มี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เป็นการเปิดทางหรือเปล่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – นี่คือนิสัยและสันดาน วิธีการเล่นการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งต้องเลิกได้แล้ว นะครับก็เช่นกันว่านี่คือนิสัยว่าตั้งคนนั้นเป็นญาติ ผมคิดว่าดูภาพรวมดีกว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ต้องตั้งให้เขาขึ้นมาแล้วดูว่าเขาบริหารงานได้หรือเปล่า ถ้าเขาบริหารงานไม่ได้ค่อยวิพากษ์วิจารณ์เขาต่อไป หรือว่าคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งจริงๆ นายกฯก็ไม่ได้เป็นคนตั้ง เพราะเขาถูกตั้งเมื่อสมัยรัฐบาลยุคคุณชวน หลีกภัย ก็ต้องดูว่าเขาทำงานได้ไหม ถ้าเขาทำงานไม่ดี หรือมีปัญหาอะไรก็ค่อยว่าอีกที ผมคิดว่าคนไทยในขณะนี้ขาดการมองที่ผล แต่ไปมองสิ่งซึ่งกำลังจะเริ่มต้น และไม่เข้าใจปรัชญา ถ้าเข้าใช้ปรัชญาสิ่งนี้จะไม่ลามปามมาถึงขณะนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – มีหลายๆ คนอาจจะวิพากษ์วิจารณ์กันค่ะว่า จริงๆ แล้วถึงเวลาการเมืองมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป อยู่กันเป็นสมัยกันไป แต่ข้าราชการประจำต้องอยู่กันไปตลอดเลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ข้าราชการประจำนี้ล่ะตัวแสบ ผมจะบอกให้คุณสโรชาทราบ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – (หัวเราะ) ขนาดนั้นเลยหรือคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ท่านมหาเธร์ ,ลีกวนยู และนายกฯทักษิณ มีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ปฏิเสธข้าราชการประจำ ข้ามหัวเลย เพราะว่าข้าราชการประจำนั้นก็คือตัวขวางกั้นการเจริญเติบโต หรือการเดินไปสู่วิสัยทัศน์ของประเทศในยุคของโลกานุวัตน์ นี่คือสิ่งซึ่งที่นายกฯทักษิณพยายามปฏิรูปราชการ และพยายามทำลักษณะการบริหารราชการให้สิ้นสุดและจบในคนๆ หนึ่ง นั่นคือที่มาของผู้ว่าซีอีโอ เพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน เพื่อไม่ให้มีกระบวนการ ขั้นตอน ซับซ้อนมากมาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – วุ่นวายยาวนาน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – และผลที่สุดก็คือให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ให้ประเทศชาติสามารถจะมีความเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่เขาทำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – คุณสนธิพูดเรื่องปฏิรูประบบราชการนี้ก็เชื่อมโยงไปต่อคำถามที่ดิฉันจะถามต่อไปว่า นักวิชาการเอ็นจีโอก็ดี ออกมาบอกว่าควรจะมีการกระจายอำนาจได้แล้ว ถึงเวลาที่อยู่ในยุคสมัยที่ควรจะกระจายอำนาจได้แล้ว ควรจะนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินปัญหาท้องถิ่น แต่ว่ากลับกลายเป็นว่ามีคนวิพากษ์ว่าท่านนายกฯ นี้สวนทาง คือกลับกลายเป็นว่าเป็นการกระจุกอำนาจอยู่ในที่เดียว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ผมไม่เห็นด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ยังไงคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ว่าผมเชียร์ท่านนายกฯ จนไม่ลืมหูลืมตา ผมคิดว่าลักษณะของการบริหารงานในขณะนี้ เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง ลักษณะของโครงสร้างการปกครองนี้ จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กับลักษณะของปัญหาของสังคม โครงสร้างอย่างหนึ่งกับลักษณะปัญหาอย่างหนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนเวลาไปแล้ว โครงสร้างนั้นอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ในขณะนี้อย่างที่ผมบอกว่านายกฯทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 2540 มาในช่วงเปลี่ยน มาเพื่อปรับ ปราบพวกยาเสพติด พวกมาเฟียทั้งหลาย เพื่อให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย และระบบราชการก็เป็นส่วนหนึ่ง ตรงนี้แหล่ะที่เกิดมาจากการกระจายอำนาจในอดีต เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ต้องดึงพวกนี้เข้ามาอยู่ตรงนี้ก่อน เมื่อดึงเข้ามาแล้วค่อยจัด คุณมาอยู่ตรงนี้นะ คุณมาอยู่ตรงนั้นนะ เพราะถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้นะ คุณไม่มีทาง คุณเอาระบบราชการไม่อยู่ สมัยก่อนถ้าคุณศึกษาการปกครองไทย การปกครองไทยสมัยก่อนปกครองเป็นมณฑล ผู้ว่ามณฑลนี้ มีอำนาจเด็ดขาดเลย สามารถจะตัดสินได้ทันทีเลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องกลับมาที่กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดส่วนกลาง แต่พอมีการกระจายอำนาจมากขึ้นต่อมาเรื่อยๆ ก็เริ่มบอกว่าให้อำนาจผู้ว่าฯ ให้อำนาจส่วนท้องถิ่น ให้อำนาจโน้นอำนาจนี้ เราก็รู้ว่าอำนาจท้องถิ่นในอดีตคืออำนาจมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล เพราะฉะนั้นแล้วพอมายุคนี้ ต้องการเดินต่อไปนี้เราต้องกุมส่วนต่างๆ ซึ่งแตกสลายหมดแล้ว รวบรวมเข้ามา แล้วแยกเป็นหมวด แยกเป็นหมู่ แยกเป็นกอง พอจบเรียบร้อยแล้ว คือกลับไปสู่การปกครองระบบที่มีผู้ว่ามณฑล นั่นคือที่มาผู้ว่าซีอีโอ ปัญหาทุกอย่างในจังหวัดต้องจบในจังหวัดนั้น นี่คือ pilot project ซึ่งมีการทดลอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เอาล่ะค่ะ นั่นก็คือประเด็นการปฏิรูประบบราชการ เรามาคุยกันถึงประเด็นต่างประเทศกันบ้างนะคะ ดูเหมือนว่าช่วงแรกๆ นี้ ท่านนายกฯ ค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองพอสมควร ก็คือแทบจะเดินออกมาห่างๆ สหรัฐฯ สักนิดหนึ่งด้วยซ้ำไป แต่ดูพักหลังๆ นี่ค่ะ คุณสนธิ เหมือนจะกลับไปอิงสหรัฐฯ มากเกินไปหรือเปล่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ผมอยากจะเปรียบเทียบการดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนเล่น เผ สมมติมีคนเล่นอยู่ 4 คน อเมริกา,จีน,ญี่ปุ่น,ไทย หน้าไพ่เผนี้ คือเป็นตัวบอก เคยเล่นไหมครับเผ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เคยเห็นค่ะ รู้สึกจะมีใบ สองใบเปิดอยู่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – จะมีใบแรกกลบ ใบที่สองหงาย ใบที่สามหงาย ใบที่สี่หงาย ใบที่ห้าหงาย ใบกลบนี้ไม่รู้ว่าอะไรนอกจากเจ้าตัวเอง คือนโยบายต่างประเทศไทยเหมือนเล่นเผ แล้วผมคิดว่านายกรัฐมนตรีเล่นนโยบายต่างประเทศไทยเหมือนเล่นเผ ก็คือหน้าไพ่ใครใหญ่ก็จะหลบให้คนนั้น เข้าใจยังครับ เพราะฉะนั้นในยุคหนึ่งในจังหวะช่วงเวลาหนึ่งหน้าไพ่จีนใหญ่ ก็จะหมอบเพื่อให้จีนกินไป ถ้าหน้าไพ่อเมริกาใหญ่อย่างเช่นในช่วงนี้ ช่วงซึ่งบุชจะมาเอเปค บุชกำลังจะพิจารณาที่จะให้สัญญาในการก่อสร้างบูรณะอิรักให้กับประเทศที่เข้าไปช่วย หน้าไพ่เขาอาจจะมี A 3 ตัว ตอง A นายกฯ ก็เลยกลบไว้ เพราะฉะนั้นแล้วนโยบายต่างประเทศยุคนี้กับนโยบายต่างประเทศซึ่งไม่เหมือนยุคก่อน ยุคก่อนนี้เราพึ่งพิงอิงแอบตะวันตก 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้คนมาบอกว่าทำไมเรามาพึ่งพิงอิงแอบจีน อ้าว วันนี้ทำไมพึ่งพิงอิงแอบอเมริกามากเกินไป ฝ่ายที่ชอบจีนก็บอกว่าช่วงนี้ทำไมเราไปเอาใจอเมริกามาก ช่วงที่เราสนิทสนมกับจีน ทางฝ่ายตะวันตกที่ชอบตะวันตกก็บอกว่าเราไปเอาใจจีนมากเกินไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – คือเราต้องเล่นบทบาทให้เหมาะสม สมกับบทคนอื่นที่เขาเล่นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ใช่ไหมคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ถูกต้องครับ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เอาล่ะค่ะ เราจะพักกันตรงนี้สักครู่นะคะ กลับมาเราจะมองไปถึงอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ กลับมาเทอมสองแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง จะอันตรายมากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวกลับมาค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์ในช่วงสุดท้ายนะคะ คำถามหนึ่งที่ดิฉันจะต้องถาม ก็คือว่าก็ใกล้จะเลือกตั้งแล้ว กลับมาเทอมสองของท่านนายกฯ ทักษิณ นี้มีคนหลายๆ คนกลัวค่ะว่าจะน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะว่าเหมือนกับว่าท่านได้วางระบบไว้เรียบร้อยแล้ว วางรากฐานไว้เรียบร้อยแล้ว มันน่ากลัวใช่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ผมอยากให้คุณสโรชาแล้วก็ท่านผู้ชมหลายๆ ท่านที่คิดอย่างนี้ มองปัญหานี้ด้วยหลักธรรม คือในทางพุทธนี้พรุ่งนี้ยังไม่มา เมื่อวานนี้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่วันนี้ทำให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วอะไรที่ยังไม่เกิด ผมว่าอย่าเพิ่งไปวิตก เพราะว่าถ้าเราไปวิตก สิ่งที่ยังไม่เกิด เราสามารถสร้างทฤษฎีขึ้นมาได้เป็นล้านๆ ทฤษฎี เป็นได้หมดทุกอย่าง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – เป็นสมมติฐาน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – สมมติฐานเยอะแยะไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นมันยังไม่เกิด ก็ใช้วันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ยังไม่มาอย่าไปกังวล วันนี้นายกฯทักษิณทำดี ก็ควรได้รับผลของความดี ถูกไหมครับ คุณสโรชาตื่นมาคิดดี ทำดี ก็ได้ดี แต่ถ้าดีแตกเมื่อไหร่ อย่าไปห่วง ก็ต้องมีคนมาจัดการ ดูถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ของสมัย จปร.5 ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ยังอยู่ไม่ได้เมื่อ พ.ค.2535 หรือจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ต้องไปเมื่อ 14 ตุลา อย่าไปประมาทประชาชนชาวไทย อย่าไปดูแคลนหลักธรรม หลักธรรมนี้สำคัญมากใครทำชั่วแก่ชาติบ้านเมือง แล้วก็ต่อให้ระบบทางการเมืองเอื้อแค่ไหนก็ตาม ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นแล้วการเมืองนี้ อย่าไปเชื่ออะไรมากเกินไป ครั้งหนึ่งประชาชนเคยตั้งความหวังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้ที่พรรคประชาธิปัตย์ แต่พอผ่านไป 3 ปีเศษ พรรคไทยรักไทยกลับเข้ามาอย่างถล่มทลายเลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – คือหมายความว่าระบบมีอยู่แล้ว พลังของประชาชนอยู่ ไม่ได้ไปไหน ถ้าหากว่าอนาคตมีเกิดอะไรขึ้นมา ผลไม่เข้าตาประชาชน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – คือถ้านายกฯทำดี และประชาชนได้ สังคมดีขึ้น ผมคิดว่าประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่าเขาไปสร้างเครือข่ายของเขา สมมติว่าเขาจะเอาพวกชินวัตรทั้งหมด หรือญาติพี่น้องเขา ตำรวจร่วมรุ่นเดียวกับเขามากุมอำนาจทั้งหมด แต่ว่าถ้าประชาชนดีขึ้น สังคมดีขึ้นนี้ ผมกลับคิดว่าเขาเอาใครมานั่งไม่สำคัญหรอก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ขอให้ผลที่ออกมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – เราดูกันที่ผล ดูกันที่เจตนา ดูกันที่กรรม แล้วอย่างที่บอกนะครับมันยังมาไม่ถึง มองหลักธรรม ทุกคนก็ไปบอกว่าเออ นี่นะวางตัวน้องเขยไว้เป็นปลัดกระทรวงฯ เพื่อที่จะขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา วางตัวพี่ภรรยาไว้เพื่อขึ้นไปเป็น ผบ.ตร. วางตัวพี่ชาย แล้วถ้าผมมองมุมกลับ สมมติว่าอีก 2 ปี พี่ชายเขาเกษียณนี้ จาก ผบ.ตร นี้แล้วเขามีชินวัตรอีกคนไหมเพื่อมาเป็น ผบ.ตร.&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ (หัวเราะ)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – (หัวเราะ) คือผมว่ามากเกินไป ต้องให้เกียรติกันบ้าง คือย้อนกลับไปว่าแต่ละคนเขามีเส้นทางชีวิตเขา พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เส้นทางชีวิตเขาก็มี เขากัดฟันต่อสู้มาตลอด พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เขาก็มีเส้นทางชีวิตเขา เขารับราชการตำรวจมาตลอด คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เขาก็รับราชการกระทรวงยุติธรรมมาตลอด เส้นทางชีวิตของเขาแต่ละเส้นทางเขาไต่เต้าขึ้นมา อาจจะจังหวะโชคดีตรงที่ว่ามีคนที่เป็นญาติใกล้ชิดสนิทสนมค่อนข้างที่จะเห็นประโยชน์เขา มากกว่าที่เห็นกว่าคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันอีกยุคหนึ่งคนอื่นก็ไม่เคยเห็นประโยชน์เขา จบแค่นั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – งั้นมีอีกคำถามหนึ่ง ซึ่งดิฉันเชื่อนะคะว่าหลายๆ คนกำลังคิดอยู่ในตอนนี้ ว่าฟังคุณสนธิมาประมาณเกือบๆ ชั่วโมงหนึ่งนี้ มาถึงตอนนี้แล้วเข้าใจในหลายๆ ประเด็น เข้าใจในบุคลิกต่างๆ ที่ท่านนายกฯมีที่เห็นได้ชัดตามข่าวที่พบกันอยู่ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เห็นล่ะว่ามีข้อดีเยอะสำหรับท่านนายกฯคนนี้ แต่ถามคุณสนธิตรงๆ เลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – มีอะไรเสียบ้างไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – มีอะไรเสียบ้างหรือเปล่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – มนุษย์นี้มันมีทั้งดี มีทั้งไม่ดี พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคใหม่ ไม่มีวัฒนธรรมองค์กร หรือถ้าจะมีก็เป็นวัฒนธรรมของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นแล้วจุดอ่อนของพรรคนี้คือการที่ต้องเอาคนจากหลายๆ ฝ่ายมารวมตัวกัน แล้วแบ่งผลประโยชน์กันให้พอดี การเมืองคือการแบ่งปันผลประโยชน์ จะยุคไหน สมัยไหน จะยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ยังคงเป็นอย่างนั้นหรือคะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – แน่นอน แบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชน แบ่งปันผลประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง แบ่งปันผลประโยชน์ให้คนนั้นคนนี้ เป็นธรรมชาติของมัน การที่มีกลุ่มวังน้ำเย็นเข้ามาเป็นตัวร่วมตั้งแต่แรก เป็นความจำเป็นที่จำเป็น คือ ผมคิดว่านายกฯ ทักษิณ ไปมองประเด็นว่า ไปเห็นสัจธรรมว่าถ้าจะมีอำนาจต้องยอมเสียสละอุดมการณ์ทางการเมืองบางประการ นั่นคือจุดแรกที่คุณเสนาะ เทียนทองเข้ามา เมื่อได้อำนาจตรงนี้แล้ว ถ้าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารเป็นไปตามวิสัยทัศน์ตัวเองนั้น ต้องมีเสียงมากกว่าที่ไม่ให้ฝ่ายค้านมาอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ ก็เลยต้องเอาความหวังใหม่ เอาชาติไทย เอาชาติพัฒนา รวมเสรีธรรมเข้ามา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ยังไม่รวมนะคะ ชาติไทย ชาติพัฒนายังไม่รวม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ยังไม่รวม เอาเข้ามาร่วมรัฐบาล ตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นกรอบความคิดของการวางหลักยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ คือนายกฯ ทักษิณ บอกเอาล่ะ 4 ปีข้างหน้านี้ ขอให้ฉันได้ทำงานได้ที่ไม่ต้องมาวุ่นวายการเล่นการเมืองได้ไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ไม่ต้องปวดหัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ไม่ต้องมาปวดหัว ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันทำงานอย่างเดียว เพราะว่าอภิปรายฉันอะไรไม่ได้ ฉันขอทำงาน นี่คือที่มาของมัน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าตัวนายกฯทักษิณ ก็ต้องการที่จะพัฒนาในเทอมที่สอง ด้วยการที่จะทำอย่างไรดี ที่จะเอาคนที่ไม่ยี้ หรือไม่เป็นภาพสีเทา หรือสีดำออกมาร่วมกระบวนการตรงนี้ นะครับ ซึ่งตรงนี้นายกฯทักษิณจะทำได้ยาก และนายกฯทักษิณเองนี้ก็เริ่มที่จะยอมรับในบางจุด คือใจนายกฯทักษิณ คือตัวนายกฯ สังเกตอย่าง เขาไม่ใช่คนดึงดันนะครับ เขามีบุคลิกของผู้นำอย่างหนึ่ง ซึ่งผมยอมรับเขา คือเมื่อเขารู้ว่าอันนี้ไปไม่ได้ เขาหยุด เขาถอยเป็น สังเกตหลายๆ เรื่อง เรื่องอาวุธปืนจำได้ไหม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ที่เขาพูดแล้ว เสร็จแล้วมีคนทักท้วงเขาว่าไปแย่งปืนจากคนดี เขาก็บอกว่าเรื่องนี้ยังอีกนานยาวนาน กว่าจะถึงนี้จะต้องมีการประชาพิจารณ์กันอยู่ หรือว่าเรื่องปัญหาท่อก๊าซไทย – มาเลเซีย มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์บอกว่าไม่พูดแล้วอย่ามาพบผม เป็นไงเป็นกัน แต่พอคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เข้าไปพบเขาเรื่องบ้านเอื้ออาทร ซึ่งคุณไพบูลย์นี้เป็นเอ็นจีโออาวุโส เขาก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าคุณไพบูลย์จะเป็นตัวประสานเชื่อมต่อ เขาก็ยินดี ตรงนี้ผมคิดว่าเขามีคุณภาพ คือเขาไม่มีอัตตา แต่ผมคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาภายในพรรคการเมืองของเขาเองในการเลือกตั้งงวดหน้าได้โดยการไม่มีอัตราในบางครั้งก็ลำบากเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า เพราะว่าในขณะนี้ปัญหาใหญ่ก็คือว่า เขาได้ลั่นสัจจะวาจาไปแล้ว ถ้าจุดอ่อนเขามีก็คือว่าเขามักชอบพูดอะไรก่อนที่จะมีการกระทำอะไรเกิดขึ้นมา มันก็เป็นข้อดี แต่ในขณะเดียวกันข้อเสียเขาก็มีเยอะ เช่นเขาประกาศว่าเขาต้องได้ 400 เสียง ถ้าเขาประกาศว่าเขาได้ 400 เสียง เขาก็ต้องทำทุกวิถีทางให้เขาได้ 400 เสียง นั่นคือการ compromise ในหลักการ เข้าใจยัง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ก็คืออาจจะต้องเสียสละบางประการไปเพื่อให้ได้มาซึ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ถูกต้อง นี่คือจุดอ่อนของเขา นายกฯทักษิณไม่ใช่เทวดา อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่เทพ แต่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพราะฉะนั้นแล้ว ผมกลับมองว่าจุดอ่อนของตัวท่านนายกฯทักษิณ ก็คือจุดแข็งของตัวท่านนายกฯทักษิณนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งผมคิดว่า เราจะต้อง วันหน้าวันหลังนี้มีเวลา มีตัวอย่าง เราต้องคุยกันอีกทีหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้นายกฯ ทักษิณ กำลังซื้อเวลาอยู่ ซื้อเวลาที่จะจัดระเบียบจัดระบบทุกอย่าง เมื่อซื้อเวลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำถามคือเขาจะซื้อเวลานานแค่ไหนที่จะพลิกผันให้พรรคไทยรักไทยนี้เป็นพรรคในลักษณะที่เขาคิดว่าอยู่ในอุดมการณ์ตั้งแต่แรกที่เขาตั้ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ภาพที่วาดไว้เมื่อไหร่จะเกิด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – นั่นคือการซื้อเวลา เขาคิดว่าจะเกิดเทอมสอง แต่ผมเข้าใจว่ามีจุดอ่อนอีกหลายจุดซึ่งเขาจะทำให้เกิดไม่ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ยังต้องแก้ไขกันไปอีกหลายต่อหลายประการทีเดียว ซึ่งก็เห็นภาพรวมกันคร่าวๆ นะคะ มีหลายต่อหลายคำถามนะคะซึ่งดิฉันเชื่อว่าอยู่ในใจคุณผู้ชมที่ถามออกไปแล้วได้รับคำตอบมาซึ่งคงจะกระจ่างในหลายๆ ประเด็นนะคะ คุณทักษิณ ชินวัตร คนนี้ นายกฯของเรา ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งล่ะค่ะ ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อเสีย มีเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะคะที่จะพยายามจะทำอะไร พยายามที่จะพาพรรคพวกเข้ามา พรรคพวกที่มีคุณภาพ ที่เห็นความสามารถ ที่สามารถที่จะทำได้ ก็พยายามจะขึ้นมาและสร้างตรงนี้ แต่ที่แน่ๆ ภาพรวมต้องมองกันไม้ทั้งป่าค่ะ ไม่ใช่ไม้เพียงต้นเดียวเท่านั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ไม่ใช่ไม้เพียงต้นเดียว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – ที่คุณสนธิเคยพูดไว้นะคะ ไม้ทั้งป่ามองไปก็จะเห็นค่ะว่าความพยายามที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็ไม่มีคนจน อันนั้นคือที่ตั้งใจไว้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – นั่นคือสิ่งที่ท่านนายกฯตั้งใจไว้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – โอเคค่ะ หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ในวันนี้นะคะ กลับมาพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้า เวลาสามทุ่มค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – สด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สโรชา – สดค่ะ อาทิตย์หน้าสดแน่ๆ กลับมาอาทิตย์หน้าค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สนธิ – ครับ สวัสดีครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-112681352137262469?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/112681352137262469/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=112681352137262469' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112681352137262469'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112681352137262469'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/09/when-empire-strike-back-1.html' title='When the empire strike back ตอนที่ 1'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-112107638935305250</id><published>2005-07-11T02:48:00.000-07:00</published><updated>2005-07-11T03:06:29.873-07:00</updated><title type='text'>ที่มา "ไทยรักไทย"</title><content type='html'>นานๆทีจะมีโพสต์อินไซด์ของ การก่อตั้งพรรคการเมือง ซึ่งผมชอบมาก แนวคิดเริ่มต้นดี&lt;br /&gt;แต่แนวการปฏิบัติมีปัญหา ซึ่งถ้าวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง และใช้เศรษฐศาสตร์การเมืองมาช่วยจับ&lt;br /&gt;ก็พอจะทำความเข้าใจได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง&lt;br /&gt;- การเมืองย่อมต้องใช้ทุน และต้นทุนนั้น "สูง" &lt;br /&gt;- พิชัยสงครามว่าไว้ว่า เมื่อตีเมืองข้าศึก ให้กินข้าว กินเสบียงข้าศึก คุณทักษิณจึงย่อมไม่ใช้ทุนของตัวเอง หรือใ้ช้ก็ใช้ให้น้อยที่สุด&lt;br /&gt;- คุณทักษิณ ก็ยังต้องการควบคุม เงินทุนของพรรค (ซึ่งเงินทุนหลักก็เป็นเงินทุนของคุณทักษิณเอง) เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมืองต่างๆ (อำนาจของคุณทักษิณเกิดจาก เงินทุน, ชื่อเสียง, และอำนาจตามระบบนายกรัฐมนตรี) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่สามารถมอบภาระตรงนั้นไปให้กับ nominee ใดๆได้&lt;br /&gt;- คุณทักษิณเป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง แต่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการ และจำเป็นต้องพึ่งพาองก์ความรู้จาก ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมักเห็นแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประหลาดๆ ออกมาจากความคิดคุณทักษิณเสมอๆ&lt;br /&gt;- ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะ theory ทางเศรษฐศาสตร์จะตามหลังมาอธิบาย ดังนั้นจึงอาจไม่ทันการ , dual track policy ประกอบกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านวิธีทางการตลาด ที่เคยใช้ได้ผลในสมัย 4 ปีแรก ก็ไม่สามารถใช้ได้อีก เมื่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเผชิญขีดจำกัด และปะทะกับวิกฤตระดับโลก (หวัดนก, ภัยก่อการร้าย, tsunami และ ต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้ัน) endownment ที่เคยมี (domestic consumption) ก็เริ่มหายไป เพราะรากหญ้าติดกับดักเรื่องหนี้สินระดับชาวบ้าน สุดท้ายก็ต้องมาพึ่ง real sector ผลิตของจริง ขายของจริง&lt;br /&gt;- เรื่องนี้ (การแก้ปัญหาแบบประหลาดๆ) ไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องมองความจริงให้ออก ยอมรับความจริง และกลับตัวให้ทันให้ได้ ซึ่งการที่คุณทักษิณลากยาวเรื่องกองทุนน้ำมัน สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ยอมรับความจริง เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาภาระเศรษฐกิจของประเทศไปแลกกับคะแนนนิยมในการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงอีกต่างหาก -- กรณีแบบนี้ อาจารย์รังสรรค์ เรียกว่า ประชาธิปไตยที่ขาดดุล&lt;br /&gt;- วิธีการแก้ปัญหาด้วยการ run megaproject นั้นอาจใช้ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่อยู่ในภาวะไม่สมดุลแบบนี้ แต่เมื่อ assumption เปลี่ยน (เกิดการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง , GDP ลด, ค่าเงินตก) จะต้องเปลี่ยนแผน megaproject ด้วย อย่างน้อยต้องลด scope ไปมากกว่าครึ่ง หรืออาจจะไม่ต้องทำเลย&lt;br /&gt;- หันมาใช้ภูมิปัญญาของเราในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยลงทุน (ซื้อทุนจากต่างประเทศ) ให้น้อยที่สุด -- เช่น อย่าไปใช้ .NET ให้ใช้ Open Source สงวนเิงินตราต่างประเทศไว้ให้มากที่สุด หรือการปรับระบบการขนส่งเพื่อพึ่งพาน้ำมัน ต้องพิจารณาแนวทางหลายทาง อาจไม่จำเป็นต้องขุดรถไฟฟ้าก็ได้ การขนส่งด้วยเรือ อาจเป็นทางออกที่น่าสนใจ &lt;br /&gt;- ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ช่วงเริ่มก่อตั้งพรรคน่าสนใจมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000092266"&gt;Manager ความเห็นที่ 47&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;==========================&lt;br /&gt;"เริ่มต้นเลยคุณสมคิดโทรศัพท์มา ขอเชิญไปคุย ก็ไปคุยที่ตึกชินวัตร พหลโยธิน คุยกันสักพักคุณทักษิณลงมา ก็แนะนำให้รู้จัก เพราะผมยังไม่รู้จักคุณทักษิณอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็เริ่มต้นนัดคุยกันเป็นระยะๆ ประเด็นที่คุยกันก็ชัดเจน ว่าคุณทักษิณเขาอยากจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ แล้วก็อยากให้ผมมาช่วย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ความจริงผมไม่ได้รู้จักคุณสมคิดมาก่อน คุณทักษิณก็อาจจะเคยคุยๆ กันมาในช่วงพรรคพลังธรรม" อาจารย์ธีรภัทร์เล่าว่าเขาเคยช่วยให้คำแนะนำทางวิชาการกับพรรคการเมืองต่างๆ "ใครขอให้ช่วย ผมก็ช่วย ไม่ว่าจะประชาธิปัตย์ พลังธรรม คุณสุดารัตน์นี่ไม่ว่ามีอะไรผมก็ช่วย-แบบนักวิชาการนะ ไม่เกี่ยวกับการเมือง เช่น ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ พรรคพลังธรรมช่วงปลายๆ ที่คุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรคผมก็ช่วย นำเสนอหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องปฏิรูปการเมืองรู้สึกมี 10 หัวข้อ แม้กระทั่งเลือกตั้ง ส.ว. ผมก็เสนอมาแล้ว ว่าให้มีการเลือกตั้งโดยตรง เอกสารพวกนี้มีหมด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เข้าใจว่าตรงนั้นแหละครับที่คุณทักษิณเขารู้จักผม อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่คุณสมคิดเขาโทร.มา ก็ได้นั่งปรึกษาหารือกันว่าถ้าจะตั้งพรรคใหม่ผมก็เห็นด้วย เพราะพรรคเดิมที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าไม่ได้มีแนวทางปฏิรูปการเมืองเลย นโยบายเดิมๆ ประกอบกับการที่คุณทักษิณก็ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ ภาพชัดเจนว่าไม่น่าจะมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในทางการเมืองหรือทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ด้วยสมมติฐานดังกล่าวนั้นผมก็คิดว่าน่าจะเป็นความโชคดีของประเทศที่เราจะได้ปฏิรูปการเมืองกันอย่างจริงจัง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมได้ดำเนินการเรื่องปฏิรูปการเมืองในเชิงทฤษฎีมาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณบรรหาร ผมก็เป็นกรรมการปฏิรูปการเมือง เสนอแนวคิดต่างๆ จนกระทั่งมาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 211 ผมเป็นรองประธานแก้ไขมาตรา 211 ตอนนั้นมีการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ผมก็ไม่มีโอกาส เนื่องจากในสายรัฐศาสตร์ เขาเอา 8 คน ผมได้ที่ 11 ก็ไม่ติด คุณทักษิณสมัคร ส.ส.ร.ที่เชียงใหม่ ก็ไม่ติดเหมือนกัน พูดง่ายๆ ว่าก็ว่างกันทั้งคู่ มาคิดว่าถึงเวลาที่จะปฏิบัติหลังจากที่เราทำด้านทฤษฎีมานานพอสมควร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นเป็นปี 2539 ระหว่างที่ ส.ส.ร.ยังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ก่อนก่อตั้งพรรคจริงๆ 2 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ก็คิดว่าดีล่ะ เมื่อ ส.ส.ร.คิดร่างรัฐธรรมนูญ เราก็มาคิดเรื่องตั้งพรรคมาสอดรับกับการปฏิรูปการเมืองใหม่ ซึ่งในขณะนั้นภาพลักษณ์ของคุณทักษิณก็ไม่เสียหายอะไร และประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาสูงเกินกว่านักธุรกิจโดยทั่วไป ทำให้คาดการณ์ว่าไม่น่าจะมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ อีก ก็ประจวบกันด้วยความคิดนี้ ผมก็เห็นว่าควรที่จะสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองใหม่ นี่คือที่มาของจุดเริ่มต้นของการตั้งพรรคไทยรักไทย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอกว่าในกลุ่มที่หารือกัน ต้องนับว่าเขาเป็นคนนอกคนแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ต้องเข้าใจก่อนนะว่าคุณสมคิดเขาเป็นลูกจ้างคุณทักษิณ กินเงินเดือนคุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษามานานหลายปี คุณภูมิธรรมก็ลูกจ้างคุณทักษิณ แม้กระทั่งหมอพรหมินทร์ จึงอาจจะกล่าวได้ว่าผมเป็นคนนอกคนแรกที่เชิญไปตั้งพรรค แล้วก็เป็นคนลงมือทำจริงๆ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เริ่มต้นผมก็คุยกับคุณทักษิณก่อนว่าผมเห็นนายกรัฐมนตรีมาหลายคนแล้ว ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาพอสมควร เราก็เห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองเราที่สะสมมา ใครก็ตามที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะมีทั้งคนดีคนเลวก็ตาม แต่ขาดองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาประเทศ เนื่องจากว่าพอมารับตำแหน่งไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน พอเข้ามาแล้วต้องมาเผชิญปัญหา เหมือนนักมวยขึ้นไปต้องเจอคู่ต่อสู้เลย ต้องชก ไม่มีสิทธิ์จะมานั่งคิดหรอกว่าจะทำยังไง เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีที่ดีๆ หมายถึงว่าประวัติขาวสะอาด เสียหายไปก็เยอะ เพราะว่าทำหน้าที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องไปพูดถึงนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลนะ เอานายกรัฐมนตรีที่เป็นคนดี หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์เสนีย์ ปราโมช อาจารย์คึกฤทธิ์ อาจารย์สัญญา รวมทั้งป๋าเปรม ก็เป็นคนดี แต่พอเผชิญปัญหาขนาดนั้นมันแก้ไม่ได้หรอก ก็เสียคนไปหมด ผมก็ไม่อยากเห็นคุณทักษิณเขาเสียคน เพราะเมื่อเขามีความตั้งใจจะมาทำงานการเมือง เราก็อยากให้เขาเป็นรัฐบุรุษ ไม่อยากเห็นเขาถูกโห่หลังลงจากตำแหน่ง ก็เลยบอกเขาไป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทางแรกเลยก็คือต้องเตรียมความพร้อม เตรียมองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาประเทศก่อน ท่านทักษิณท่านถามว่าต้องทำอย่างไร ผมก็บอกว่าคนเก่งๆ ในบ้านเมืองเรามีเยอะ เราน่าจะจัดตั้งองค์กรขึ้นมาสักองค์กรหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรเอกชน เช่น อาจจะเป็นมูลนิธิ แล้วเราก็เอาผู้ที่มีองค์ความรู้ทั้งหลาย คนที่มีความเชี่ยวชาญ ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้ในแขนงวิชาการต่างๆ มาช่วยสร้างความรู้ และนำความรู้ไปปรากฏเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่เราจะทำขึ้นมา หากเป็นรัฐบาลจะได้เอานโยบายตรงนี้ไปใช้ปฏิบัติได้เลย เพราะได้ผ่านการกลั่นกรองจากผู้รู้มาในระดับหนึ่งแล้ว น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ น่าจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาประเทศ แล้วต้องให้องค์กรนี้เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง คือจะเป็นความสัมพันธ์ในแง่นำความรู้มาใช้เท่านั้นเอง แต่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพรรคการเมือง ต้องให้เขาอิสระจริงๆ คนไหนอยากจะเล่นการเมืองมาอยู่พรรคการเมืองทีหลังได้ ถ้าไม่อยากเล่นการเมือง แต่เขาอยากจะช่วยชาติ เขาจะได้อยู่ตรงนี้ได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คุณทักษิณก็ get idea ก็บอกว่าเออดี เห็นว่าควรจะสนับสนุนให้ตั้งมูลนิธิแบบนี้เลย ท่านจะ support เงินให้เลย สัก 20 ล้าน ผมยังบอกเลย เอาดอกเบี้ยมาทำก็แล้วกัน ท่านบอกไม่เป็นไร เตรียม 20 ล้าน แล้วจะไปเชิญใครมาเป็นประธานดีล่ะ ก็หารือกัน ตอนนั้นก็มีอยู่ 4 คน-ผม คุณทักษิณ สมคิด แล้วก็ภูมิธรรม ผมก็บอกว่าต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคม อยากให้ไปเชิญท่านอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน ส่วนกรรมการมูลนิธิก็อาจจะประเภทศาสตราจารย์ทั้งหลายในแขนงวิชาต่างๆ เช่น เชิญ ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ทางด้านการศึกษา หมอประเวศ ด้านสาธารณสุข ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ด้านพัฒนาการเมืองระบบราชการ ด้านเทคโนโลยีก็ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ก็ล้วนแต่คนดีๆ ที่คัดเลือกมา ก็ตกลงกันอย่างนั้นว่าจะทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้น มี body of knowledge ให้ความสำคัญกับความรู้ของการแก้ไขปัญหาประเทศ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมก็ยังมีเรื่องตลก หลังจากประชุมวันนั้นเสร็จ เดินออกมาหน้าลิฟต์ ชั้น 30 ตึกชินวัตร คุณสมคิดเขาก็พูดกับคุณภูมิธรรมว่าคอนเซ็ปต์ที่ผมเป็นคนเสนอ คุณทักษิณโอเคแล้วให้รีบดำเนินการเลย ให้รีบดำเนินการโดยด่วนเดี๋ยวท่านเปลี่ยนใจ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมก็ยังรู้สึกว่า-เอ๊ะ แสดงว่าคุณทักษิณท่านเปลี่ยนใจง่าย หรือเปลี่ยนใจบ่อย ก็ยังตะขิดตะขวงใจอยู่ จนกระทั่งวันนี้ก็ไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว (หัวเราะ) ก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าคอนเซ็ปต์นี้ไม่เป็นจริง "มาทราบภายหลังว่าเขาไปทาบทามท่านนายกฯ อานันท์จริงนะ แต่ตอนนั้นติดเป็น ส.ส.ร.อยู่ ท่านก็บอกท่านรับไม่ได้ ผมบอกอย่างนั้นก็เอาคนอื่นมาเป็น ผมเสนอไว้หลายคน แต่เข้าใจว่าคุณทักษิณเขาคงเปลี่ยนใจ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หลังจากนั้นคุณทักษิณก็ค่อนข้างจะเปลี่ยนใจบ่อย ที่ตกลงว่าจะตั้งพรรคใหม่ จู่ๆ ท่านก็ไปเป็นรองนายกฯ ของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกไม่แฮปปี้ เอ๊ะ แสดงว่าค่อนข้างจะเป็นคนโลเล ไม่มีจุดยืน ตกลงจะตั้งพรรคใหม่แล้วจู่ๆ ก็ไปเป็นรองนายกฯ เป็นได้ประมาณสักเดือนเศษก็ออกมา เสร็จก็มานัดผมคุย ผมก็ต่อว่า เอ๊ะ จู่ๆ ไปรับเป็นรองนายกฯ นี่ผมว่าไม่เหมาะ ท่านก็บอกว่าสถานการณ์มันบังคับ ผมยังจำได้ท่านบอกว่ากำลังตีกอล์ฟอยู่ พล.อ.ชวลิตโทร.มา แล้วบอกขอให้ตัดสินใจเลย เพราะจะต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันนั้น เลยตกกระไดพลอยโจนรับไป อีกครั้งหนึ่งก็รู้สึกจะไปตกลงเทกโอเวอร์พรรคชาติพัฒนาจาก พล.อ.ชาติชาย แล้วในที่สุดท่านก็มาบอกว่าไม่เอาแล้ว คล้ายๆ กับพรรคชาติพัฒนามีปัญหาเยอะ แล้วคุณกร ทัพพะรังสี ขวาง-ท่านใช้คำว่า กรมันขวางผม-ก็เลยกลับมาสิ่งที่ตกลงเดิมไว้ว่าจะตั้งพรรคใหม่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นี่ตอนต้นๆ คือท่านยึกยักไปยึกยักมา ในที่สุดเมื่อออกจากตำแหน่งรองนายกฯ นั่นแหละ ก็มีข่าวลอยตัวค่าเงินบาท ครั้งนั้นท่านเชิญไปอีก วันนั้นผมก็กะว่าต้องคุยกันให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไงแน่ โดยเฉพาะมีข่าวว่าท่านทราบข้อมูลเรื่องการลอยตัวค่าเงิน ผมก็ถามเลย ว่าเรื่องนี้เป็นยังไง คนภายนอกเขาพูดกันแซดเลยว่าท่านมีส่วนรู้เห็น พูดไปเท่านั้นแหละครับท่านก็หน้าแดง-เห็นชัด แล้วท่านก็ใจเย็น ค่อยๆ เล่าให้ฟัง ปกติท่านไม่เคยใช้อารมณ์กับผมนะ คงรู้ว่าผมเป็นคนค่อนข้างจะตรงไปตรงมา เมื่อถามอย่างนั้นไปท่านก็อธิบาย ในทำนองโดยสรุปว่ามันเป็นเรื่องเทคนิคกลไกที่ท่านในฐานะนักธุรกิจสามารถที่จะวิเคราะห์หรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลล่วงหน้า ซึ่งผมก็เป็นคนที่ไม่มีความรู้เลยด้านค่าเงินทางเศรษฐกิจ ก็ต้องฟังแล้วก็ต้องยอมรับไว้ก่อน มันก็เป็นการให้เกียรติกัน เมื่อท่านพูดอย่างนั้นก็ต้องเชื่อ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ในที่สุดก็ตั้งพรรคแน่ ผู้ที่เริ่มต้นก็มีผมกับสมคิดในการทำงาน ผมเป็นคนยกร่างข้อบังคับ ยกร่างนโยบาย ปณิธานเจตนารมณ์ของพรรค ส่วนสมคิดเขาจะถนัดด้านการตลาด ก็มีทีมงานคุณทักษิณมาช่วยผม-หมอพรหมินทร์ นักกฎหมายของเอไอเอส 2-3 คน มาช่วยในการยกร่าง จนกระทั่งเสร็จ ตอนนี้แหละเริ่มมีการประชุม มีผู้เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง คุณสุธรรม แสงประทุม คุณสุดารัตน์ คุณปุระชัยก็เริ่มเข้ามา แต่เป็นในเชิงนโยบายด้านการศึกษา ก็คุยกัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ในที่สุดก็มาถึงจุดที่ว่าจะตั้งพรรคชื่ออะไร ก็มีการประชุมกัน คุณทักษิณก็ทำตัวเป็นนักประชาธิปไตยเพื่อให้ทุกคนเสนอชื่อ วันนั้นคุณหญิงอ้อประชุมด้วย คุณหญิงอ้อเป็นคนเสนอชื่อไทยรักไทย โหวตกันในที่ประชุม-โหวตลับด้วยนะ ก็ปรากฏว่าชื่อไทยรักไทยมีผู้สนับสนุนมากที่สุด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"แต่คุณทักษิณก็ยังแสดงความเป็นนักประชาธิปไตย เพื่อต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อพรรค ก็เอาชื่อพรรคที่ได้รับเสียงโหวตมากๆ 4-5 ชื่อ ให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ นี่คือที่มาที่ประกาศลงหนังสือพิมพ์แล้วให้ประชาชนโหวต แต่ผมก็คิดในใจว่าทำเป็นพิธีไปอย่างนั้นแหละ ในที่สุดก็คงต้องเอาไทยรักไทย นี่คือที่มาของชื่อไทยรักไทย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชื่อได้แล้ว นโยบายพรรคเสร็จแล้ว ก็มาผู้ก่อตั้ง ซึ่งกฎหมายบอกว่าต้องไม่น้อยกว่า 15 คน ตรงจุดนี้คนที่จะเริ่มเข้ามามากขึ้น ก็มี พล.อ.ธรรมรักษ์ อ.คณิต ณ นคร ไปทาบทามมา ในที่สุดถึงวันที่จะไปจดทะเบียนก็มีการประชุมว่าควรจะไปจดทะเบียนวันไหน คุณทักษิณก็กำหนดวันที่ 14 ก.ค. ผมไม่ได้แย้ง แต่บอกข้อมูลว่าวันที่ 14 ก.ค. เป็นวันชาติฝรั่งเศส เป็นวันปฏิวัติฝรั่งเศส ก็หมายถึงวันที่ประชาชนลุกฮือกันโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยกเลิกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ต้องระมัดระวังว่าคนอาจจะคิดไปในทิศทางนั้นได้ ท่านก็บอกว่าข้อมูลนี้ผมจะต้องไปคิดดูใหม่ ก็ประมาณสัปดาห์หนึ่งกลับมาท่านก็บอกว่าดีแล้วละ เขายืนยันว่าวันนี้ดีแล้ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูหมอมา? "ท่านไม่ได้บอกว่าไปดูหมอนะ แต่ท่านบอกว่าท่านคิดว่าวันนี้ดีแล้ว ก็คงอย่างที่คุณคิดๆ กัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ก็เป็นว่า 14 ก.ค. 2541 ไปจดทะเบียน ก่อนจะไปจดทะเบียนก็ประชุมผู้ที่จะก่อตั้งพรรค วันนั้นก็ตกลงคุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค อ.คณิตเป็นรองหัวหน้าพรรค เลขาธิการ ดูแล้วอาจจะยังหาตัวไม่ได้ คุณทักษิณก็เสนอให้ อ.ปุระชัยเป็นไปก่อน ความเข้าใจตอนนั้นคือเป็นไปก่อน ในที่สุดก็ไปจดทะเบียนวันนั้น ไปยื่นกับ กกต. แล้วก็มาแถลงข่าวที่สยามซิตี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง 23 คน แต่อาจารย์ธีรภัทร์ก็บอกว่าเขาไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค และไม่เคยมีตำแหน่งในพรรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เนื่องจากตอนนั้นผมมีตำแหน่งทางวิชาการ ผมไม่ได้ลาออก เพราะฉะนั้นผมก็เป็นผู้ก่อตั้งธรรมดา ผมเป็นกรรมการบริหารพรรคไม่ได้ เพราะถ้าเป็นต้องลาออกจากราชการ จริงๆ แล้วตำแหน่งผมในพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพ้นมาคือผู้ก่อตั้ง ทั้งผู้ก่อตั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติจริง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมไม่มีตำแหน่งอื่นเลย แม้กระทั่งเป็นสมาชิกพรรค ผมไม่เคยสมัคร ก่อตั้งแล้วถ้าจะมาเป็นสมาชิกกฎหมายต้องให้มายื่นสมัครเป็นสมาชิก มีแบบฟอร์ม ลงชื่อ ผมก็ไม่ได้สมัคร แต่คุณทักษิณให้เอาชื่อผู้ก่อตั้งทั้งหมดไปใส่ชื่อสมาชิก ซึ่งผิด แล้วตรงนี้มีผลตอนที่ผมสมัคร กกต. คณะกรรมการสรรหาส่งเรื่องไปที่ กกต. ใครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมืองใดหรือไม่ กกต.ส่งไปตามพรรค พรรคไทยรักไทยก็บอกว่าผมเป็นสมาชิกพรรค ผมก็บอกว่าผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค เพราะฉะนั้นถ้าคุณตัดชื่อผมออกในฐานะที่ขาดคุณสมบัติ ผมฟ้องแน่ เขาก็ไม่กล้าตัด แต่เขาไม่เลือกผม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เขาไม่เลือกผม แต่เขาไม่กล้าตัดชื่อผม เพราะไปดูแล้วพรรคไทยรักไทยไม่มีใบสมัครสมาชิกของผม เขาใส่เอง หลายๆ พรรคการเมืองทำแบบนี้ กกต.ก็แย่ ความจริงระบบการสมัครเป็นสมาชิกนี่สำคัญ เมื่อพรรครับใครเป็นสมาชิกต้องส่งใบสมัครไปให้ กกต. ว่าเขาสมัครจริง นี่ กกต.ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนกระทั่งบัดนี้ผมก็ว่ายังไม่ได้เรื่อง พรรคบางพรรคก็ไปใส่ชื่อคนซ้อนๆ กัน บางคนเขาไม่รู้เรื่องก็มี ไปมีชื่อเป็นสมาชิกได้ยังไง ผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและไม่สมัครด้วย ผมยังไม่พร้อมที่จะสมัคร แต่ผมเป็นผู้ก่อตั้งให้ ถ้าผมพร้อมผมจะลงสมัครหรืออะไรก็ว่าไป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการ 3 ข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เมื่อตั้งพรรคเสร็จแล้ว ช่วงปีแรกก็ยังดีอยู่นะครับ" บอกว่ามีหลักการ 3 ข้อที่เขาเสนอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อแรกคือเรื่อง body of knowledge ต้องสร้างองค์ความรู้ อย่างที่เขาเล่าแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หลักการที่สองที่เล่าข้ามมา ตอนก่อตั้งพรรคผมบอกคุณทักษิณว่าผมอยากเห็นพรรคการเมืองที่ดี พรรคของประชาชน คุณทักษิณจะเป็นผู้นำรัฐบาลก็เป็นไป แต่อย่าทำให้พรรคนี้เป็นพรรคของคุณทักษิณ ทำให้เป็นพรรคของประชาชน เป็น mass party ฉะนั้นพรรคต้องกลั่นกรองให้ได้คนดีเข้ามา อย่าเอาคนเลวเข้ามา นี่คือหลักการที่สอง จะเห็นได้ว่าหลังจากตั้งพรรคไปแล้วได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองผู้ที่จะสมัครับเลือกตั้งโดยเฉพาะ มี อ.คณิต เป็นประธาน กรรมการก็มีทั้งท่านปุระชัย คุณสมคิด ผม เป็นหลัก เวลาผู้รับผิดชอบไปหาผู้สมัครในภาคต่างๆ เสนอรายชื่อเข้ามาจะต้องมาผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที ซึ่งเรามีอำนาจจะเอาใครไม่เอาใคร ก่อนจะเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ป้องกันให้ได้คนดีเข้ามา ที่สำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องเอานักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่เสียหาย ทุจริตฉ้อฉล จะไม่เอาเข้ามาเลย ก็พูดกันอย่างนั้น นี่หลักการข้อที่สอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ประการที่สามที่พูดกัน ผมพูดกับคุณทักษิณชัดเจนมากเลยนะ ผมบอกว่าท่านเป็นนักธุรกิจ การจะมาเล่นการเมืองต้องแยกระหว่างธุรกิจกับการเมืองให้ขาดกัน เอามาปะปนกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าให้ท่านตั้งทรัสต์หรือกองทุนนิติบุคคลมาดูแลทรัพย์สินของท่านในบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปจนกระทั่งอาจจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ก็ตาม ท่านจะมายุ่งกับทรัพย์สินต่างๆ ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของทรัสต์มาดูแล"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตอนนั้นรัฐธรรมนูญยังไม่ออกเลย เรื่องนี้ถ้าทำและประกาศต่อสาธารณชน นำร่องเลย จะเป็น leader ในเรื่องการสร้างความโปร่งใส มาตรฐานการแยกการเมืองกับธุรกิจออกจากกัน แม้กระทั่งตึกชินวัตร ท่านก็มานั่งไม่ได้ ชั้น 30 มานั่งไม่ได้เมื่อเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ต้องไปนั่งที่พรรค ตกลงกันอย่างนั้น ต้องทำตัวให้สื่อมวลชนให้สังคมยอมรับเป็นแบบอย่าง เพราะนี่จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นรัฐบุรุษ ไม่ใช่เล่นแบบการเมืองธรรมดา คุณทักษิณก็บอกว่าความคิดอาจารย์ดีมาก แล้วเชิญผู้ที่จะมาจัดการเรื่องนี้ให้คือ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมก็เสนอคอนเซ็ปต์นี้ไป คือคอนเซ็ปต์ที่ไม่ทำให้เกิด conflict of interrest ผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง แล้วคุณทักษิณก็ยอมรับด้วย แล้วเรื่องของสำนักงานพรรคท่านก็บอกว่าให้ไปใช้เซฟเฮาส์ ซึ่งเป็นบ้านในซอยข้างๆ ตึกชินวัตร ไปก่อน แทนที่จะไปประชุมที่ตึกชินวัตร ก็เป็นการนำร่องที่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะทำ-ตอนนั้นเชื่อว่ามีเจตนาที่จะทำ หลักการที่ตกลงกัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมจึงเห็นว่าเออเราก็คงจะได้ผู้นำที่ดีได้ ได้พรรคการเมืองที่ดีได้ ก็ยังรู้สึกว่าอาจจะเป็นความโชคดีของประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้นในปีแรกของการตั้งพรรคไทยรักไทยเราอยู่ในเกณฑ์แบบนี้ ซึ่งผมก็สบายใจ เพราะการเลือกคนเข้ามาเราก็เลือกคนดีๆ คนใหม่ๆ จะเห็นว่าตอนแรกๆ เราจะมีแต่คนใหม่ๆ แต่ตอนนี้คนใหม่ๆ ที่ผมเห็นก็รู้สึกว่าจะเสียผู้เสียคนไปหมดแล้ว เพราะวัฒนธรรมองค์กรของพรรค"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ปีแรกที่เราคุยกันมีการสัมมนากันหลายครั้ง คุณทักษิณเองเคยพูดว่าเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากตั้งพรรคไทยรักไทยแล้วคงไม่คาดหวังจำนวน ส.ส.มากนัก คุณทักษิณพูดว่าต้องการแค่ 50-60 คนเอง แต่ผมเสนอว่าพรรคเกิดใหม่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ควรจะทำให้ได้สัก 100 คน รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด 500 เสียง คิดว่า 100 เสียง ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องไปเอานักการเมืองเก่าเข้ามานะครับ นั่นคือการพูดคุยกันถึงจำนวน ส.ส. หลังจากนั้นแล้วแต่ละฝ่ายก็ทำงานไป เบื้องต้นในเรื่องการหาผู้สมัครมีการมอบหมายแต่ละคนไปดูแลแต่ละภาค สุดารัตน์กับพงศ์เทพก็ดูภาคกลาง พล.อ.ธรรมรักษ์ดูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณสุธรรมภาคใต้ ส่วนคุณทักษิณกับคุณชานนท์ สุวสิน ดูแลภาคเหนือ เรื่องนโยบายพรรคตอนแรกเรามีคณะกรรมการนโยบายพรรค ซึ่งคุณทักษิณมอบหมายให้คุณจาตุรนต์เป็นประธาน มีผม คุณสมคิด อ.พันศักดิ์ อ.ปุระชัย คุณสิริกร แล้วอีท่าไหนไม่ทราบคุณจาตุรนต์ก็ออกไป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่าว่าจาตุรนต์เข้ามาร่วมงานพรรคไทยรักไทยตั้งแต่เริ่มต้น โดยที่ชื่อยังอยู่พรรคความหวังใหม่ หลังจากนั้นกลับไปเป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ แล้วจึงกลับมาอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการร่างนโยบายบอกว่าเขาเป็นคนร่างนโยบายด้านการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าจะคุย ผมถือว่านโยบายที่ผมทำให้ค่อนข้างสมบูรณ์มากที่สุด มากกว่านโยบายด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา ผมจึงพูดเสมอว่าการทำนโยบายต้องมาโดยพื้นฐานขององค์ความรู้ ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำง่ายๆ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค เวลามาพูดในพรรคผมพยายามจี้ว่าผมขอดูงานวิจัยที่รองรับนโยบาย-ไม่มีครับ เชิงเปรียบเทียบมันเหมือนนโยบายเชิงการตลาด แผ่นเดียว ผมรู้สึกว่ามันไม่มีพื้นฐาน ที่มาที่ไป ผลกระทบการบวกด้านลบ แล้วจะแก้ยังไง ไม่มี ถ้าจะคิดแต่ว่าเป็นนโยบายที่จะนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่เห็นด้วย มันจะสร้างปัญหาในระยะยาว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นโยบายของไทยรักไทยหลายนโยบายจึงเป็นนโยบายที่ไม่ได้มีการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจึงโยงไปถึงหลักการที่ผมเสนอตั้งแต่แรก สถาบันที่จะรวบรวมความรู้ไม่เกิด คุณทักษิณไม่ได้ทำให้มันเกิด เมื่อไม่เกิดมันก็นำไปสู่นโยบายผิดๆ ถูกๆ และขาดสาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ถึงวันนี้ให้คำตอบได้แล้วใช่ไหมครับ สิ่งที่ผมพูดจริงใช่ไหม ดูซิครับว่านโยบายทักษิณ 1 ทักษิณ 2 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งสิ้น วันนั้นถึงได้อภิปรายที่ธรรมศาสตร์ว่า ขอให้ยกผลงานชิ้นโบแดงรัฐบาลมาซักชิ้น ผมอาจจะพูดได้เลยว่า รัฐบาลทักษิณ 1-2 ไม่ได้วางรากฐานที่ดีให้กับสังคมไทยแม้แต่เรื่องเดียว มีแต่วางรากฐานในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันนโยบายทางด้านการเมืองที่ผมศึกษาและนำเสนอก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้นเลยแม้แต่เรื่องเดียว นโยบายการปฏิรูปการเมืองไม่มีเลย นโยบายปฏิรูประบบราชการล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่ได้ทำตามแนวทางที่ได้วางเอาไว้ นโยบายปฏิรูปการเมืองพูดชัดเลยมากเลย ที่สำคัญก็คือเป็นการแก้ไขผลประโยชน์ทับซ้อน ผมเสนอให้ออกกฎหมาย conflict of interrest ไปดูเอกสารของพรรคไทยรักไทยก็จะมีนโยบายรากฐานไว้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"กฎหมายที่ผมเสนอ หัวใจสำคัญคือเรืองทุจริตคอรัปชั่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลที่คอรัปชั่นมากที่สุด ผลประโยชน์ทับซ้อนมากที่สุด มันเป็นไปได้ยังไง ปฏิรูประบบราชการล้มเหลวไม่เป็นท่า การกระจายอำนาจก็ตรงกันข้ามเลย กระบวนการที่ทำผมเน้นสิทธิมนุษยชน นี่ก็ฆ่ากันเป็นว่าเล่น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วอาจารย์ร่างนโยบายปฏิรูประบบราชการอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมมองระบบตั้งแต่ส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เอาส่วนกลางอย่างเดียวก็เน้น 3 ป. ประหยัด มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด เราไม่เน้นเรื่องการสร้างกระทรวงใหม่ ลดกระทรวงลง แล้วสร้างองค์กรบริหารประสิทธิภาพขึ้นมา ภารกิจอะไรให้เอกชนทำได้ให้เอกชนทำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระจายอำนาจให้เขาทำ อะไรที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็เป็น กระทรวงก็เล็กลง เหลือน้อยลง แต่นี่จาก 16 เป็น 20 และในที่สุดคำตอบก็เห็นชัดแล้วว่ามันล้มเหลว และจะล้มเหลวต่อไป เพราะแก้ไม่เป็นอีก ไม่อยากจะย้ำคำที่ประชาธิปัตย์เขาว่า ลิงแก้แห แก้ไปแก้มาพันตัวเองหมด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พอถึงช่วงหนึ่งที่มีข่าวว่าคุณทักษิณเปลี่ยนแนวความคิด ที่จะเริ่มต้นไปเอานักการเมืองเก่าๆ จากพรรคอื่นมามากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าจากที่คุยกันตอนเริ่มต้นตั้งพรรคคุณทักษิณโกหกทั้งนั้น มาจนกระทั่งเรื่องสุดท้ายที่จะเอานักการเมืองเก่าเข้ามา คุณทักษิณก็ยังปฏิเสธหน้าตาเฉยนะ ไม่จริง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในที่สุดมันก็เป็นความจริง เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าผมคงจะอยู่ช่วยคุณทักษิณต่อไปไม่ได้ ตอนนั้นผมมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก็บังเอิญได้รับเลือกให้เป็นคณบดี เลยทำหนังสือลาออก โดยอ้างว่าผมต้องมาเป็นคณบดี คงไม่สามารถทำงานในพรรคต่อไปได้ แต่ผมก็ยังบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรที่จะต้องให้ผมให้คำปรึกษาเป็นครั้งคราวผมก็ยินดี เพราะตอนนั้นผมก็ยังไม่มีอคติหรือไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดีกับคุณทักษิณ เพียงแต่รู้สึกว่ามันชัดเจนขึ้นตามลำดับว่ามันไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ผมวางไว้ตอนเริ่มต้น ผมก็มีหนังสือลาออก คุณทักษิณเขาก็เชิญผมไปคุยสองต่อสองในห้อง ที่ทำการพรรคตรงข้ามสวนจิตรฯ เขาก็ถามว่าผมออกทำไม ผมก็บอกว่าท่านอยากรู้ความจริงผมก็จะเล่าให้ฟัง ก็อย่างที่เล่าให้คุณฟัง 3 เรื่อง ผมบอกว่าที่ตกลงกันตอนแรกว่าเราจะตั้งมูลนิธิ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันคิดทางออกของประเทศ มันก็ไม่เกิดขึ้น เรื่องที่สองเราต้องการทำให้พรรคการเมืองนี้เป็นของประชาชน ไม่เอานักการเมืองเก่าๆ ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี มันก็ไม่เป็นความจริง ประการที่สามคือ แยกธุรกิจออกจากการเมือง ในที่สุดแล้วคุณทักษิณก็ไม่ทำ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทั้ง 3 ข้อ ผมถามว่าผมทำให้ตัวผมเองหรือผมทำเพื่อท่าน คุณทักษิณเขาก็-ฟังแล้วคล้ายๆ กับสังคมไทยมันเป็นสังคมหลากหลาย จะทำในสิ่งที่ตั้งไว้นี่อาจจะไม่สำเร็จ แต่จะเป็นความปรารถนาดีของเขาหรือไม่ก็ตาม เขาก็ยื่นข้อเสนอให้ผมว่า เอางี้ดีกว่าอาจารย์ลาออกจากราชการมาอยู่กับผมดีกว่า อาจารย์มีหนี้มีสินเท่าไหร่บอกมาผมจะจัดการให้ ทางที่สองถ้าอาจารย์ไม่ลาออกจากราชการถึงเวลาเลือกตั้ง ตอนนั้นก็คง 7-8 เดือน อาจารย์ก็มาลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมจัดชื่ออาจารย์ไว้ปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้นๆ ประการที่สาม ถ้าอาจารย์ไม่มาลงเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีอาจารย์อยากจะเป็นอะไร อาจารย์มาบอกผม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นั่นคือข้อเสนอ 3 ข้อ ในวันนั้น แล้วก็หลังจากนั้นประมาณเดือนหนึ่ง วันเกิดเขา 26 ก.ค. 2543 ผมก็ไปอวยพรวันเกิด ที่อาคารชินวัตร เขาก็ขอบคุณที่ผมยังระลึกถึงอยู่ และยังบอกว่าผมไม่ลืมนะสิ่งที่ผมพูดกับอาจารย์วันนั้น อาจารย์ลองคิดดูแล้วกัน แต่ผมไม่เคยไปขออะไรเขา ในชีวิตนี้ไม่เคยขออะไรเลย และไม่คิดจะขอ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การตั้งพรรคไทยรักไทย ในที่สุดมันอาจจะสำเร็จได้เป็นรัฐบาล คุณทักษิณอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นสิ่งที่ผมได้คาดการณ์ไว้แล้วว่ามันเป็นความสำเร็จบนพื้นฐานที่นำไปสู่ความเสียหายแก่ส่วนรวม คุณทักษิณก็จะไม่แตกต่างอะไรจากผู้นำในอดีต ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ในอีกลักษณะหนึ่งที่ถูกคนเขาด่าเอา และตอนนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ได้พูดมาทั้งหมดไม่ผิดหรอก ว่าวาระสุดท้ายทางการเมืองของคุณทักษิณก็คือการล่มสลาย คุณทักษิณล่มสลายคนเดียวก็ไม่ว่าหรอก แต่ถ้ามาดึงประเทศล่มสลายไปด้วยนี่ผมยอมไม่ได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมต่อสู้ทางการเมืองในฐานะนักวิชาการมาตลอด ไม่ว่ากับรัฐบาลใด ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ซึ่งผมก็เคารพนับถือท่าน แต่ผมเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งยื่นถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัว ที่เรียกกันว่ากลุ่มฎีกา 99 ขอให้ พล.อ.เปรมวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ และในที่สุดก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.เปรมตัดสินใจไม่รับตำแหน่งนายกฯ ในเวลาต่อมา พอมาสมัย พล.อ.ชวลิต ที่ใกล้เศรษฐกิจล่มสลาย ผมก็ทำเรื่องเสนอให้แก้ไขปัญหา โดยการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก คือการรวมตัวกันของความหวังใหม่ ชาติพัฒนา ประชาธิปัตย์ และชาติไทย ก็นำเสนอป๋าเปรมให้เป็นคนกลางในการประสานหัวหน้าพรรคทั้ง 4 แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคใหญ่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"รัฐบาลประชาธิปัตย์ทั้ง 1 และ 2 ค่อนข้างจะเป็นคู่รักคู่แค้นกันพอสมควร หลายเรื่อง ปรส. ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ ฉะนั้นบทบาทของผม ผมค่อนข้างมีจุดยืนชัดเจน ทุกรัฐบาลผมวิพากษ์วิจารณ์ทั้งนั้น พอมีรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นผู้ก่อตั้งไทยรักไทยแล้วไม่สมควรวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีปัญหาอะไรถึงมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งคนอาจจะเข้าใจผิด-ไม่ใช่ครับ จะเป็นรัฐบาลไหนทำความไม่ดี ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ทั้งนั้น ผมไม่ได้มีอะไรที่อยู่เบื้องหลัง เช่น วางแผนให้คุณเสนาะออกมาพูด ด่ารัฐบาล"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สิ่งที่ผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคุณทักษิณ ถ้ารัฐบาลทำอะไรไม่ถูกต้อง ผมต้องวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ไม่มีใครมาปิดปากผมได้หรอกครับ ผมวิจารณ์มาตั้งแต่ 4 ปีแรกเลย ตั้งแต่คดีซุกหุ้นมาเลย เพราะกรณีนี้ผมรับคุณทักษิณไม่ได้ และถ้าไปดูย้อนหลังตั้งแต่ก่อนจัดตั้งรัฐบาลทักษิณผมวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ไม่เห็นด้วยกับกรณีซุกหุ้นเลย การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างนั้นเป็นการขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ก่อนตัดสินไม่กี่วัน อ.กระมล (ทองธรรมชาติ) มานั่งตรงนี้กับผม-โต๊ะนี้เลย อ.กระมลเคยเป็นที่ปรึกษาคณบดี ท่านเป็นอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ สอนมาตั้งแต่ผมปริญญาตรีจนกระทั่งปริญญาเอก นั่งพิจารณาหน่วยอยู่ตรงนี้ ผมก็ถาม-อาจารย์ เรื่องคดีซุกหุ้นไปถึงไหนแล้วครับ อ.กระมลเขาบอกว่า เออ ผมยังไม่ได้อ่านเลย เอกสารเยอะเหลือเกิน พอท่านพูดอย่างนั้นผมก็เริ่มรู้แล้วว่าท่านไปทางไหน พอพิจารณาหน่วยเสร็จ เดินออกไปด้วยกัน ผมก็เดินไปส่งท่านที่หน้าประตู ผมก็บอก-อาจารย์ครับ ผมหวังว่าระหว่างหลักการกับตัวบุคคล อาจารย์คงจะยึดหลักการมากกว่าตัวบุคคลนะครับ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไปถาม อ.กระมลสิครับว่าผมพูดจริงหรือเปล่า และเมื่อผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมาความรู้สึกที่ผมมีต่อท่าน อ.กระมลก็สูญเสียไปเยอะ อย่าให้ผมพูดแรงกว่านี้เลยนะ ท่านก็เป็นอาจารย์ จากวันนั้นผมแทบจะไม่ได้ไปสุงสิงไปเจอกับท่านจนกระทั่งบัดนี้"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-112107638935305250?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/112107638935305250/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=112107638935305250' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112107638935305250'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/112107638935305250'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/07/blog-post.html' title='ที่มา &quot;ไทยรักไทย&quot;'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-111028344264679670</id><published>2005-03-08T04:02:00.000-08:00</published><updated>2005-03-08T04:04:02.646-08:00</updated><title type='text'>คุณสมบัติ 7 ประการ --rerun</title><content type='html'>ผมขอยกคุณสมบัติ 7 ประการที่จะทำให้ ผู้ปฏิบัตินั้นประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;ดังที่ใจมุ่งหวังเอาไว้ (เอาไว้เตือนตนเองด้วย) แล้วถ้าเรามีคุณสมบัติ&lt;br /&gt;เหล่านี้ก็ไม่เห็นจะต้องกลัวว่าไม่ประสบความสำเร็จ (เอาไว้ปลอบตัวเอง&lt;br /&gt;อีกนั่นแหละ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา&lt;a href="http://www.manager.co.th/politics/PoliticsQAQuestion.asp?QAID=4413"&gt;จากเว็ปผู้จัดการ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"&lt;br /&gt;ท่านได้อ้างอิงคำของท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ที่กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่โชคลาภจะหลั่งไหลเข้ามาหาไว้รวม 7 ประการ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. จะต้องเป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียรอยู่อย่างต่อเนื่อง (วิริยะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ไม่ผัดเพี้ยนเวลา คือ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. มีความช่ำชองรู้ชั้นเชิงในการประกอบการงานที่ตนเกี่ยวข้องรับผิดชอบ (มีปัญญารู้ธรรมชาติของงาน รู้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของงาน และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. มีความกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นในตัวเองกล้าตัดสินใจ (ศรัทธา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ไม่เกลือกกลั้วกับความชั่วคืออบายมุขทั้งปวงได้แก่ ไม่คบคนชั่ว ไม่เป็นนักการพนัน นักเลงสุรา นักเที่ยวผู้หญิง (ศีล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. รู้จักผู้มีอุปการคุณ และตอบแทนบุญคุณท่าน คือ มีกตัญญูกตเวทิคุณนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. มีความปรานีแนบแน่นในสันดาน (คำว่า "สันดาน" แปลว่า ต่อเนื่อง) คือ มีความเมตตา กรุณา อย่างต่อเนื่องจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านจึงเห็นว่าคุณสมบัติทั้ง 7 ประการเป็นสิ่งที่สามารถกระทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเองได้ หากมีจิตสำนึก มีสติรำลึกรู้ หมั่นทบทวนฝึกฝนตนเองอยู่เป็นประจำ โชคลาภย่อมหลั่งไหลมาสู่ตนเองอย่างแน่นอน ไม่ต้องนั่งรอ นอนรอ หรืออ้อนวอนขอพรจากผู้ใดทั้งสิ้น&lt;br /&gt;"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-111028344264679670?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/111028344264679670/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=111028344264679670' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/111028344264679670'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/111028344264679670'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/03/7-rerun.html' title='คุณสมบัติ 7 ประการ --rerun'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-111028258997740457</id><published>2005-03-08T03:46:00.000-08:00</published><updated>2005-03-08T03:52:44.476-08:00</updated><title type='text'>คุยเฟื่องเรื่องหุ้น</title><content type='html'>จริงๆผมอยากจะเขียนเรื่องนี้หลายวันแล้ว แต่ไม่มีเวลา (จริงๆตอนนี้&lt;br /&gt;ก็ไม่มีเวลาหรอก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้เขียนกันเสียที) แต่ยังไง&lt;br /&gt;ก็ต้องบันทึกเอาไว้เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล และไว้เพื่อเตือนตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค หุ้นที่ผมจะคุยก็คงไม่พ้นเรื่องของหุ้นไอเน็ตซึ่งผมได้เคย&lt;br /&gt;ส่งเสียงเตือนไปเมื่อวันก่อนแล้ว ว่าสำหรับวอรแรนต์ (INET-W1)&lt;br /&gt;นั้นมันได้ทำราคาเพิ่มขึ้นมาสูง ปิดที่ 0.78 เมื่อ 4 กุมภาพันธ์&lt;br /&gt;ดูโพสต์เก่าเกี่ยวกับเรื่องหุ้นได้&lt;a href="http://sikkha.blogspot.com/2005/02/rerun_110784632051821435.html#comments"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาหุ้นก็ไล่ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;7 กพ 0.81&lt;br /&gt;8 กพ 0.83&lt;br /&gt;9 กพ 0.82&lt;br /&gt;10 กพ 0.84&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปพีคที่ 15-16 กพ ที่ 1.35 บาท&lt;br /&gt;จากนั้นหุ้นก็ค่อยๆโรยตัวลงมา&lt;br /&gt;17 กพ 1.25&lt;br /&gt;18 กพ 1.16&lt;br /&gt;21 กพ 1.08&lt;br /&gt;22 กพ 1.06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วมาในวันที่ 24 กพ เพียงวันเดียวราคาปรับตัวลงไปถึง 0.49 (ลดลง 47%)&lt;br /&gt;ภายในวันเดียว จากนั้นก็ลดลงไปจนถึง 0.13 ในวันที่ 4 มีนาคม 2548 ซึ่ง&lt;br /&gt;เป็นวันสุดท้ายที่มีการอนุญาตให้ซื้อขายในตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(จะสามารถใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นแม่ได้ในวันที่ 31 มีนาคม 2548)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* สำหรับคนที่ไม่ทราบว่า warrant คืออะไร ขออธิบายตรงนี้สั้นๆว่า มันคือ&lt;br /&gt;ใบแสดงสิทธิ์ว่าจะได้ซื้อหุ้นแม่ในราคาที่กำหนดไว้ในวันที่ที่กำหนดไว้&lt;br /&gt;คิดง่ายๆว่าเปรียบเสมือนใบจองนั่นเอง เช่น INET-W1 ก็เหมือนกับว่าเรา&lt;br /&gt;ได้ซื้อใบจองนี้ในราคาตลาด เพื่อได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้น INET ในราคา 5.35&lt;br /&gt;บาท (ซึ่งเขาเรียกว่า strike price) ในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งเมื่อถึง&lt;br /&gt;วันดังกล่าว เราจะใช้สิทธินี้หรือไม่ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค, กลับมาคุยต่อกัน ผมคงต้องบันทึกไว้ เพราะนี่เป็นตัวอย่างที่แสดง&lt;br /&gt;ให้เห็นถึงความชั่วร้ายของตลาดหุ้นไทยอย่างที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;volume การซื้อขาย เฉพาะช่วงวัน peak ตั้งแต่ 11-16 กพ รวมกันถึง&lt;br /&gt;43.4 ล้านหุ้น และมูลค่ารวมกัน 45.4 ล้านบาท ลองคิดคร่าวๆว่าปริมาณ&lt;br /&gt;การซื้อน่าจะเป็นครึ่งหนึ่งคือ 22.7 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 1.28 บาท&lt;br /&gt;(เทียบคร่าวๆได้เท่ากับ  17.73 ล้านหุ้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17.73 ล้านหุ้นนี้ เมื่อวันที่ trade วันสุดท้ายคือ 4 มีนาคม มีมูลค่า&lt;br /&gt;เหลือเพียง 0.13 บาท หรือเท่ากับ 2.3 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ, จาก 22.7 ล้านบาท เหลือ 2.3 ล้านบาท หายไปเกือบ 90% ภายใน&lt;br /&gt;ครึ่งเดือน (16 วัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ตอนนี้ราคาหุ้นของไอเน็ต มีค่าต่ำกว่า&lt;br /&gt;strike price ที่กำหนดเอาไว้ที่ 5.35 บาท (ตอนนี้มีค่าอยู่ที่ 4.95 บาท)&lt;br /&gt;นั่นหมายความว่า เมื่อถึงเวลาต้องแปลงสภาพ หากราคาไม่สูงกว่า 5.35&lt;br /&gt;(จริงๆต้องบวกต้นทุนที่ซื้อมา ซึ่งเราคิดที่เฉลี่ย 1.28 เอาไว้ด้วย&lt;br /&gt;รวมเป็น 5.35+1.28 = 6.63 บาท) ก็ให้โยนหุ้นมูลค่า 22.7 ล้านบาท&lt;br /&gt;ที่เราไปซื้อมาช่วงพีคนั่นทิ้งไปได้เลย เพราะไปซื้อเอาในตลาดคุ้มกว่า&lt;br /&gt;ไม่ต้องไปเสียเวลาแปลงสภาพอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.flickr.com/photos/59493030@N00/6115413/"&gt;&lt;img src="http://photos7.flickr.com/6115413_809b8ef478_s.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ผมได้ข้อมูลมาว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่ง พยายามทุบราคาหุ้น&lt;br /&gt;ลงมาเพื่อให้ต่ำกว่า 4.7 บาท (ซึ่งราคามันหลุดลงมาระดับนั้นนิดนึง)&lt;br /&gt;ที่สำคัญผู้ถือหุ้นรายนั้นเป็น กองทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไม่น่าเชื่อ&lt;br /&gt;ว่าเขาจะมาเล่นเกมส์กันแบบนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาลองคิดกันเล่นๆดูว่า ภายในช่วงเวลา 16 วันดังกล่าว fundamentals&lt;br /&gt;ของบริษัทก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมาก ขายของก็ได้ไม่แตกต่างจากเดิม&lt;br /&gt;กำไรก็ไม่แตกต่างกันมาก แต่ทำไมราคาหุ้นมันลดไปกว่า 90%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค, ถึงแม้ว่าตามทฤษฎีแล้ว เมื่อถึงวันใกล้แปลงสภาพราคาวอร์แรนต์&lt;br /&gt;มันจะต้องลดลงน้อยมาก เพราะถือว่าไม่มีโอกาสที่มีราคาผันผวนอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่น่าแปลกที่วอร์แรนต์ตัวนี้ ราคาดีดขึ้นสูงสุด แล้วลดจนแทบไม่มีค่า&lt;br /&gt;ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน แถมตอนนี้ยังอาจไม่สามารถแปลงสภาพได้ด้วย&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้กระทบกับแผนการระดมทุนของบริษัทแน่ๆ ที่คาดกันว่าจะได้&lt;br /&gt;เงินจากการแปลงสภาพนั้นก็อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมแล้ว โชคดีที่ขายไป, แถมยังได้ข้อสรุปว่า สำหรับตลาดหุ้นเมืองไทย&lt;br /&gt;ถ้าเป็นหุ้นเล็กๆ มันก็เป็นแหล่งการพนันที่มีเจ้ามือจอมโกง เตรียม&lt;br /&gt;ทุ่มหน้าตักเพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ, นี่แหละโลกของความเป็นจริง ที่โกงกันหน้าด้านๆ และปั่นราคากันเห็นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ: ดร.ปัญญาเคยพูดไว้ในเว็ปไซต์ของแกว่า ถ้าจะดูว่าหุ้นไหนปั่นไม่ปั่น&lt;br /&gt;ให้ดูราคาในแต่ละวันว่ามันขึ้นไปเกิน 15% ของราคาปิดหรือไม่ ถ้าเกินก็&lt;br /&gt;น่าเชื่อได้ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นปั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเราไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเล็ก&lt;br /&gt;หรือหุ้นปั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไร หรือนักเสี่ยงโชค ก็ลองเข้าไปศึกษาและเพื่อความสนุก&lt;br /&gt;ก็ไม่เลวเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;References : ลองดู record หุ้น INET-W1 ได้&lt;a href="http://www.flickr.com/photos/59493030@N00/6115413/"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-111028258997740457?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/111028258997740457/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=111028258997740457' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/111028258997740457'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/111028258997740457'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/03/blog-post.html' title='คุยเฟื่องเรื่องหุ้น'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-110784691795841850</id><published>2005-02-07T23:12:00.000-08:00</published><updated>2005-02-07T23:15:17.960-08:00</updated><title type='text'>วิเคราะห์การเมืองภาคจบ -- rerun</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000019119&amp;#Comment"&gt;&lt;br /&gt;โพสต์ในคอลัมน์คนปนข่าว ของเซี่ยงเส้าหลง ความคิดเห็นที่ 28&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;=================================&lt;br /&gt;ผลการเลือกตั้งของสามพรรคใหญ่ คือไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ และ ชาติไทย ไม่ต่างจากที่ผมคาดเอาไว้สักเท่าไหร่ &lt;br /&gt;คือผมเดาไว้ล่วงหน้าว่า ไทยรักไทยน่าจะได้รับคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย (ผมเดาว่า 320+ (อาจถึง 350 - 370) &lt;br /&gt;ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น ส่วนประชาธิปัตย์ น่าจะได้น้อยลงกว่าเดิม (คาดว่าต่ำกว่าร้อย) ก็ถูกต้อง &lt;br /&gt;ชาติไทย ก็น่าจะได้ซัก 15-20 ก็ไม่ผิดไปเท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผิดคาดจริงๆคือมหาชนครับ ได้คะแนนเดียวจากที่นั่งสส เขต ในขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้เลย ทั้งที่ระดับแกนนำพรรค&lt;br /&gt;คาดกันว่าที่นั่งสสเขต น่าจะได้ซัก 50 และปาร์ตี้ลิสต์อีก 20 แต่หลังๆมาตัวเลขนี้ภายในพรรคก็ประเมินกันว่าจะได้&lt;br /&gt;ลดลง ก็คงจะเหลือซัก 10+5 ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้ที่นั่งแม้แต่ตัวเลขประเมินขั้นต่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็สมควรแล้วที่เสธ.หนั่น จะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อ เอ็กซิทโพลล์ออกมาประกาศิตว่า พรรคมหาชนจะได้เพียงที่นั่งเดียว&lt;br /&gt;ก็สมควรแล้วที่เวลาต่อมา เสธ.หนั่นจะต้องประกาศความรับผิดชอบ ด้วยการยุติบทบาททางการเมืองและลาออกจากพรรค&lt;br /&gt;มหาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวผมชื่นชมแนวนโยบายของพรรคมหาชน ซึ่งร่างขึ้นด้วยมันสมองของพรรคคือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดย&lt;br /&gt;แนวนโยบายนี้มุ่งที่จะปรับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ผู้ด้อยโอกาส และผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งผมคิด&lt;br /&gt;ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ที่จะปรับสภาพสังคมให้สมดุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้คนด้อยโอกาสเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดโอกาสและขาดฐานทางเศรษฐกิจที่จะปรับฐานะตนเอง&lt;br /&gt;ขึ้นมาให้ลืมตาอ้าปากได้ในสังคม ซึ่งทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้คนเหล่านี้ยิ่งเสียหายกว่าเดิม รอยแบ่ง&lt;br /&gt;แยกระหว่างชนชั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวนโยบายที่เป็นรัฐสวัสดิการของ ดร.เอนก จึงมุ่งหวังที่จะทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสในการมีที่ยืนในสังคมได้ในระยะยาว&lt;br /&gt;แต่ ดร.เอนก ก็เสนอแนวทางที่เป็นอุดมคติจนเกินไป คือให้คนชนชั้นกลาง+ ยอมเสียสละประโยชน์เพื่อคนชั้นรากหญ้า&lt;br /&gt;ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคไทยรักไทย ที่เสนอแนวทางที่เห็นชัดเจนกว่า คือการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้&lt;br /&gt;การจัดให้มีกองทุนที่ใช้ประโยชน์ร่วมของหมู่บ้าน (ไม่นับว่าตนเองเป็นพรรครัฐบาล ดังนั้นความน่าเชื่อถือของนโยบาย&lt;br /&gt;ย่อมมีเหนือกว่าพรรคมหาชนอย่างเทียบกันไม่ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพูดถึงแนวทางหลักในการหาเสียงของมหาชนอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งก็คือเรื่องของการพูดถึงการต่อต้านเผด็จการ และการ&lt;br /&gt;ธำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย แนวนโยบายแบบนี้ซ้ำซ้อนกับแนวทางของประชาธิปัตย์ซึ่งนำเสนอประเด็นของ 201 เสียง&lt;br /&gt;และการถ่วงดุลได้อย่างชัดเจนกว่า ในขณะที่ขนาดของพรรคและความเป็นสถาบันของประชาธิปัตย์ ก็น่าเชื่อถือกว่ามหาชน&lt;br /&gt;คนที่ลงคะแนนเพราะเหตุผลนี้ ก็คงหันไปเลือกประชาธิปัตย์มากกว่า เพราะเชื่อว่าคะแนนเสียงของตนก็จะแปรเป็นที่นั่งให้&lt;br /&gt;กับประชาธิปัตย์ดีกว่าเลือกแล้วสูญเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อมองดูในภาพใหญ่ แนวความคิดในเรื่องการถ่วงดุลของประชาธิปัตย์ ก็ถูกท้าทายและแก้คืนอย่างทันควันจากไทยรักไทย&lt;br /&gt;เมื่อขึ้นแคมเปญให้ประชาชนพิจารณาว่า ระหว่างความมั่นคงของรัฐบาล (เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศ) กับการถ่วงดุล&lt;br /&gt;จะเลือกเอาอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอดคล้องกับที่คุณ กรณ์ จาติกวนิช กล่าวไว้ว่า เมื่อทำแบบสำรวจสอบถามประชาชนถามว่า ต้องการการถ่วงดุลและการตรวจ&lt;br /&gt;สอบรัฐบาลหรือไม่ กว่า 80% ตอบว่าต้องการ แต่เมื่อสอบถามว่าต้องการให้พรรคใดเป็นรัฐบาล กว่า 80% ก็ตอบว่าต้องการ&lt;br /&gt;ไทยรักไทย เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองอย่างนี้ คนก็จำต้องเลือกปากท้องของตนเองก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ดูแตกแยกและไม่มีความชัดเจนในเรื่องนโยบาย ตลอดจนขาดแคลนบุคลากรที่จะสามารถขึ้นมา&lt;br /&gt;นำประเทศได้ มหาชนเองก็จมปลักอยู่กับภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นเก่าซึ่งแสวงหาผลประโยชน์ (ทั้งที่ไทยรักไทยเอง&lt;br /&gt;ก็มีเหมือนกัน แต่คนก็เชื่อว่าคุณทักษิณ น่าจะควบคุมได้) ในขณะที่ 'กระสุน' ของมหาชนเองก็หดหายไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และกระแสของ 'คนรู้ทัน' นับวันก็เริ่มหดหายไป กระแสของ 'วีรบุรุษ' ที่มากับสึนามิกลับมาแทนที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องนับเรื่องความพร้อมทางด้านการตลาดสมัยใหม่ การเมือง และอำนาจรัฐ รวมทั้งกระสุนดินดำพร้อมสรรพ แถมด้วยการ&lt;br /&gt;ตรวจสอบและประเมินคะแนนเสียงของตนเองอย่างถี่ถ้วนตลอดเวลา ของไทยรักไทย (งานนี้แสดงให้เห็นว่างานด้านการข่าว&lt;br /&gt;ของเสธ.หนั่นผิดพลาดไปเยอะมาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ การณ์ก็เลยออกมาเป็นลักษณะอย่างที่เห็นกันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมอยากจะให้กำลังใจกับมหาชน และประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองพรรคควรรวมเข้าด้วยกัน ดร.เอนก แม้จะเชี่ยวชาญทางทฤษฎีด้านการเมือง แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขายังด้อยประสบการณ์&lt;br /&gt;ผมคิดว่าเขาควรจะเป็นมันสมองในการร่างนโยบายเพื่อการปรับสภาพของคนด้อยโอกาสในสังคมให้กับประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ คุณบัญญัติประกาศรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค ซึ่งก็คงเป็นการเปลี่ยนเลือดครั้งใหญ่&lt;br /&gt;และคุณอภิสิทธิ์คงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแทน แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านี้พรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;จะกลับมาเป็นตัวเลือกที่มีพลังแข่งขันกับไทยรักไทยในอีกสี่ปีข้างหน้าที่ตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คนที่จะเป็น candidate นายกรัฐมนตรี ควรจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;และเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ ดูจากตอนนี้ผมไม่เห็นใครอื่นนอกจากคุณปั้น - บัณฑูร ล่ำซำ คนๆนี้ควรจะ&lt;br /&gt;เป็นคนที่สามารถรู้ทันคุณทักษิณ และเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกันในทุกกรณี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เมื่อหมดภาระจาก WTO ก็ควรกลับมารับผิดชอบคุมทีมด้านเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;ในขณะที่คุณธารินทร์ นิมมานท์เหมินทร์ ถ้าคิดว่าเพื่อประเทศชาติอีกครั้ง ก็รับบทเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง&lt;br /&gt;เหมือนกับที่คนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ก็น่าจะยังเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเมืองให้กับคุณอภิสิทธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนรุ่นใหม่ๆอย่าง คุณกรณ์, คุณอภิรักษ์, มล.อภิมงคล, ฯลฯ คนพวกนี้ควรได้รับบทบาทใหม่ๆ ในพรรคด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ, ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยมีทางเลือกเพียงแค่พรรคเดียวเหมือนที่มาเลเซียมีเพียงพรรคอัมโน (ผมไม่พูดถึงสิงคโปร์&lt;br /&gt;เพราะสถานการณ์นั้นแตกต่างกัน) อย่างน้อยมีให้เลือกสองทาง หากว่าในอนาคตแนวทางที่คุณทักษิณนำไปอาจถึงทางตัน&lt;br /&gt;ประเทศชาติยังมีทางเลือกที่เหลือรออยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งก็เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย ผมจึงไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์หมดกำลังใจ และผมขอเอาใจช่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน พรรคไทยรักไทยควรพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าควรเปลี่ยนทิศทางจากแนวทาง&lt;br /&gt;การใช้ทหารนำการเมือง มาเป็นการช่วงชิงมวลชน ตามข้อเสนอของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่เคยเสนอเมื่อครั้งได้รับหน้าที่&lt;br /&gt;ให้ไปรวบรวมข้อมูลจากภาคใต้ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายร้ายแรงไปกว่านี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-110784691795841850?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/110784691795841850/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=110784691795841850' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110784691795841850'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110784691795841850'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/02/rerun_110784691795841850.html' title='วิเคราะห์การเมืองภาคจบ -- rerun'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-110784632051821435</id><published>2005-02-07T23:04:00.000-08:00</published><updated>2005-02-07T23:05:20.516-08:00</updated><title type='text'>ตอบเมลล์เรื่องวิเคราะห์หุ้น -- rerun</title><content type='html'>ตอบเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2548&lt;br /&gt;=================================&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมส่งเมลล์ไปบอกว่าหุ้นไอเน็ตขึ้นนั่นน่ะ&lt;br /&gt;คือ warrant นะครับ (inet-w1) ซึ่งมันขึ้นมาจาก&lt;br /&gt;ซากศพ คือราวๆ 0.5 - 0.6 เป็นราวๆ 0.88 - 0.89&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่วันมานี้ แล้วมีวอลุ่มยันอยู่ด้วย&lt;br /&gt;ลองดูข้อมูลที่ www.settrade.com แล้วกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ต้องบอกเพราะอาจมีบางคนได้ warrant ตัวนี้มา&lt;br /&gt;แล้วยังทำใจเย็นอยู่ เนื่องจากมันจะหมดอายุเดือน&lt;br /&gt;มีนาคมนี้แล้วล่ะ ถ้าพ้นช่วงนี้แล้วหุ้นแม่ยังไม่&lt;br /&gt;พ้น 5.35 บาทแบบนี้ warrant ตัวนี้จะไม่มีค่าเลย&lt;br /&gt;(ต้องหาเงินมาแปลงสภาพอีก 5.35 บาท)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ช่วงนี้ขายได้ก็ขายเสียเถอะครับ&lt;br /&gt;หรือไม่ถ้าเสียดาย ก็ให้ทำ safety ด้วยการขายบางส่วนทิ้ง&lt;br /&gt;แล้วเปลี่ยนมาถือหุ้นตัวแม่ ซึ่งส่วนต่างตรงนี้มัน&lt;br /&gt;ยังได้เปรียบอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ส่วนตัวผมจะขอรอดูผลช่วงหลังเลือกตั้งอีกอาทิตย์หนึ่งก่อน&lt;br /&gt;ว่าจะเป็นอย่างไร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนตัวผม แม้ว่าจะมี inside หลายๆเรื่องซึ่งค่อนข้าง&lt;br /&gt;เป็นภาพบวก แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าขนาดของกิจการไม่สามารถ&lt;br /&gt;แข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง TRUE หรือ CSLOX ได้หรอก&lt;br /&gt;(สำหรับ CSLOX ผมคาดว่าจะมีอภินิหารจากโครงการดาวเทียม&lt;br /&gt;ไอพีสตาร์ในช่วงครึ่งปีหลัง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอเน็ตในตอนนี้เป็นหุ้นเล็กที่ได้กำไรเรื่อยๆ ไม่เยอะมากเกิน&lt;br /&gt;ไม่น้อยเกิน แต่ก็มีปันผลต่อเนื่อง แล้วก็มีสภาพคล่องไม่มาก&lt;br /&gt;ซึ่งหุ้นแบบนี้ คนเล่นหุ้นเขาไม่นิยมถือกันเท่าไหร่ (จะถือ&lt;br /&gt;ตาม set50 พวกหุ้นใหญ่อย่าง SCC, PTT, SHIN, BBL, KTB, KBANK, etc เป็นต้น)&lt;br /&gt;แต่ก็มีโอกาสถูกปั่นได้ง่ายเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องลองสังเกต&lt;br /&gt;ดีๆ ว่าขาปั่นจะเข้ามาเมื่อไหร่ (ผมไม่มีข้อมูลตรงนี้ครับ แต่&lt;br /&gt;อดีตที่มันเคยขึ้นไปถึง 14 บาทได้ มันจะกลับไปตรงนั้นอีกก็ไม่&lt;br /&gt;น่าจะแปลกอะไร แต่เมื่อไหร่เท่านั้นเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับตลาดหุ้นไทยตอนนี้ ผมคิดว่าคงเป็นเหมือนที่ทุกคน&lt;br /&gt;คาดกันคือ น่าจะทะยานได้ต่อเนื่อง (น่าจะไปปิดได้ที่ 800 กว่าจุด)&lt;br /&gt;ด้วยปัจจัยที่สำคัญคือ พรรคไทยรักไทยคงจะสามารถได้รับเลือกตั้ง&lt;br /&gt;ด้วยคะแนนเสียง 320+ (อาจถึง 350 - 370) ซึ่งเพียงพอต่อการ&lt;br /&gt;จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ตรงนี้จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับ&lt;br /&gt;ความเชื่อมั่นสูงมาก ประกอบกับการที่ค่าเงิน $US devalued เมื่อ&lt;br /&gt;เทียบกับบาท เม็ดเงินก็เลยไหลเข้ามาในประเทศมาก (ตอนนี้ 38.63 ฿/ 1 $US)&lt;br /&gt;เงินพวกนี้ก็เลยไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงาน&lt;br /&gt;ยอดซื้อ (NET BUY) ของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสะสมไปแล้วที่ 5 หมื่น ล. บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะแบบนี้มันจะค่อยๆดันหุ้นใหญ่ให้ค่อยๆทะยอยขึ้น แล้วหลังจากนั้น&lt;br /&gt;ก็เป็นหุ้นกลาง และหุ้นเล็กตามลำดับ สำหรับไอเน็ตซึ่งเป็นหุ้นเล็ก&lt;br /&gt;ผมก็คาดว่าจะถูกดันขึ้นรอบนี้แหละ (แต่ไม่รู้ว่าจะดันไปได้เท่าไหร่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้ก็สอดคล้องกับการวิเคราะห์ทางสถิติของเว็ปไซต์ ดร.ปัญญาอีก&lt;br /&gt;(www.drpunya.com) ซึ่งเอาข้อมูลตลาดหุ้นไทย 20 ปีมาวิเคราะห์ทางสถิติ&lt;br /&gt;ซึ่งแกคาดการณ์ว่าตลาดจะวิ่งขึ้นไปที่ 885 ในราว มีค.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหุ้นที่จะขึ้นมากที่สุด ก็หุ้นของ "คุณก็รู้ว่าใคร"&lt;br /&gt;ทั้งหลายนั่นแหละ&lt;br /&gt;SHIN, ADVANC, SATTEL, CSL, ITV, SC&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหุ้นของดาวบริวาร (ใครที่เป็นรมต อยู่บ้างก็นั่นแหละ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูอย่างตอนชินเมื่อปีก่อนขึ้นมา 30 กว่าบาท ผมก็ว่าเยอะแล้ว ตอนนี้มัน 45.50&lt;br /&gt;ลองเดาดูกันซิว่า มันจะไปถึง 70 หรือเปล่า (แล้วแบบนี้เราจะไปเลือกตั้งให้&lt;br /&gt;เค้ารวยกันอยู่ได้เรอะ ...อ้าวๆ อดไม่ได้แฮะ :-P)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ, ขอปิดท้าย ด้วยการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ขอโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;br /&gt;ด้วยนะจ๊ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-110784632051821435?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/110784632051821435/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=110784632051821435' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110784632051821435'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110784632051821435'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/02/rerun_110784632051821435.html' title='ตอบเมลล์เรื่องวิเคราะห์หุ้น -- rerun'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-110784537493951560</id><published>2005-02-07T22:39:00.001-08:00</published><updated>2005-11-26T00:25:19.580-08:00</updated><title type='text'>วิเคราะห์การเมืองภาคต้น (โหวตเชิงยุทธศาสตร์) -- rerun</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000014354&amp;#Comment"&gt;&lt;br /&gt;โพสต์ในเว็ปผู้จัดการ วันที่ 30 มกราคม 2548 (ก่อนการเลือกตั้งเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2548) คอลัมน์ข่าวปนคน ของเซี่ยงเส้าหลง&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ความคิดเห็นที่ 106&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;=========================&lt;br /&gt;วันนี้มากันทั้งคุณปริเยศ และคุณประชาชนซึ่งก็เห็นหายเงียบไปนาน ดูคึกคักดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกตรงๆว่าผมยังไม่ได้ตัดสินใจจะลงคะแนนอย่างไร จนกระทั่งเมื่อผมเก็บรวบรวมข้อมูลได้ค่อนข้างครบถ้วนเมื่อเร็วๆนี้ข้อสรุปที่ผมได้นั้น บ่งชี้ว่าแนวคิดที่ควรจะเป็นสำหรับบ้านเรานั้นควรจะเป็น strategic vote หรือโหวตเชิงยุทธศาสตร์ครับแต่สิ่งที่ผมจะเสนอควรจะเป็นการโหวตเชิงยุทธศาสตร์แบบก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โหวตเชิงยุทธศาสตร์ที่ผมคิดนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับแนวคิดของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มคนเหล่านั้นคาดการณ์ว่าพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันจะได้รับการเลือกตั้งและได้รับคะแนนเสียงแบบท่วมท้น และมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในสมัยหน้า ดังนั้นเพื่อเป็นการถ่วงดุลและเป็นการตรวจสอบอำนาจของรัฐบาล ใครที่เชื่อแนวคิดแบบนี้ควรจะโหวตพรรคใดก็ได้ที่ตรงกันข้ามกับพรรคแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดแบบนี้มีจุดอ่อนหลายประการดังผมจะแยกประเด็นให้ดูนะครับ&lt;br /&gt;ประการแรก : แนวคิดแบบนี้จะถูกชักจูงต่อไปให้เชื่อว่า ควรจะเลือกพรรคที่มีแนวโน้มได้คะแนนเสียงสูงเป็นอันดับสองจากพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งในที่นี้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านนั่นแหละ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คะแนนเสียงที่เราเลือกไปเสียเปล่า (พรรคเล็กที่ไม่ได้รับความนิยมถ้าได้คะแนนเสียงถึงระดับหนึ่งก็จะไม่มีที่นั่งในปาร์ตี้ลิสต์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการถัดมา : เมื่อโดนล็อกด้วยโลจิกแบบนี้ก็เข้าทางของทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคแกนนำฝ่ายค้านล่ะครับ คือแกนนำฝ่ายรัฐบาลก็จะหาว่า พรรคแกนนำฝ่ายค้านไม่มีความพร้อมเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล หาเสียงด้วยวิธีเก่าๆ (ชวนให้คิดถึงการเมืองแบบล้าหลัง) แล้วตนเองก็เป็นคนกอบกู้เศรษฐกิจที่รัฐบาลก่อนหน้าทำให้ประเทศชาติล้มเหลว ในขณะที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านก็จะบอกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นเผด็จการ และควรจะเลือกตนเองเข้าไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ผมคิดว่าแนวคิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อมีแนวคิดขึ้นมาอีกว่า นี่เป็นสงครามระหว่างทุนเก่าและทุนใหม่ ทุนเก่า (กลุ่มนายแบงค์และทุนศักดินา) มันเลวและล้าสมัย ดังนั้นจึงควรถูกแทนที่ด้วยทุนใหม่ (กลุ่มทุนนิยมไฮเทค)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากจะเรียกแนวคิดแบบนี้ว่าเป็นการปิดล้อม &lt;b&gt;ความคิดของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงให้เลือกฝ่าย และไม่มีทางออก&lt;/b&gt; &lt;i&gt;(เพราะดูมันก็ย่ำแย่พอๆกัน อยู่ที่ว่าคุณจะเชื่อแนวคิดแบบไหน)&lt;/i&gt; ถ้าคุณเลือกฝ่ายรัฐบาลคุณก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนิยมเผด็จการและเห็นความสำคัญของเงินมากกว่าประชาธิปไตย แถมด้วยการสนับสนุนให้มีการคอรัปชั่นระดับประเทศอย่าง&lt;br /&gt;มโหฬาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าคุณเลือกฝ่ายค้านคุณก็จะถูกตราหน้าอีกเช่นกันว่าคุณกำลังจะดึงประเทศให้ถอยหลังเข้าคลอง ดึงประเทศกลับไปสู่วังวนของการต่อรองและช่วงชิงอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆเพราะถ้าแกนนำฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว และยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้ประเทศชาติไม่ก้าวหน้า เพราะกลับไปพึ่งระบบปลัดประเทศแบบเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค, แย่ทั้งคู่นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ผมจะชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง แล้วสุดท้ายก็มาถึงข้อสรุปว่า โหวตแบบยุทธศาสตร์ของผมเป็นอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นแรกการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันประสบความสำเร็จหรือไม่ ตรงนี้ผมคิดว่าชัดเจน GDP โต 4-5% ทุกปีแนวคิดแบบ dual-track policy ได้ผล การส่งออกโต เศรษฐกิจขยายตัว แบงค์เริ่มปล่อยสินเชื่อ แน่นอนว่าซ่อมได้อย่างที่โฆษณาเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;แต่เราดูแค่เปลือกนอกไม่ได้หรอกครับ ต้องลงไปดูในรายละเอียดด้วยแล้วจะเห็นอะไรมากขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจของประเทศนั้นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 ชุด คือ การบริโภคภาคเอกชน, การลงทุนภาคเอกชน, การใช้จ่ายของรัฐและการส่งออก (ฉบับ อ.ป๋วยว่าเป็นลูกโป่งสี่สูบ) ย้อนกลับไปรัฐบาลก่อนหน้าเนื่องจากข้อบังคับของ IMF ดังนั้นจำเป็นต้องใช้นโยบายแบบเกินดุล ซึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วยิ่งทรุดหนักอีก แถมการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภาคการเงินก่อนภาคเศรษฐกิจยิ่งทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาผิดพลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณธารินทร์พยายามกลับตัวนาทีสุดท้าย ด้วยการใช้งบมิยาซาวาเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ และกดดันให้ IMF ยอมรับนโยบายแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่น่าเสียดายที่เงินเหล่านี้ไปไม่ถึงมือชาวบ้านจริงๆ ดังนั้นมันวนเวียนอยู่ในระบบได้พักเดียวก็หมดกำลัง ตัวคูณทางเศรษฐกิจไม่ทำงาน (ใครที่เรียนนีโอคลาสสิคคงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค, หมดรัฐบาลชุดนั้น รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งก็ใช้นโยบายขาดดุลเหมือนเดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตรงนี้มีรายละเอียดบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป คือนอกจากงบรายจ่ายประจำของรัฐบาลตามปกติ รัฐบาลชุดนี้ยังมีการใช้เครื่องมือกึ่งการคลัง (quasi-finance) เข้ามาอัดฉีดเศรษฐกิจด้วย เช่นงบกองทุนหมู่บ้าน, ธนาคารธกส, ธนาคารออมสิน ซึ่งพวกนี้เป็นเครื่องมือของรัฐทั้งนั้น ข้อดีของเครื่องมือพวกนี้คือ เงินลงไปถึงกลุ่มรากหญ้าจริงๆ และตรงกลุ่มตรวจสอบได้ เพียงแต่ข้อเสียคือเป็นงบที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาเท่านั้นนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฎว่าเงินที่ไปถึงระดับรากหญ้ามันไม่ไปไหน มันก็หมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวคูณทางเศรษฐกิจก็เริ่มทำงาน ซึ่งนี่จะเป็นจุดที่แตกต่างจากงบมิยาซาว่า เครื่องยนต์หลักตัวแรกเริ่มทำงาน คือ การบริโภคภาคเอกชน ต่อมาเครื่องยนต์หลักตัวที่สองคือการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มทำงานด้วย เพราะ demand ฟื้น และภาคการเงินของรัฐทำหน้าที่แทนภาคเอกชน แล้วพวกนี้อัดฉีดเงินลง SMEs ส่วนภาคส่งออกก็ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน ราคายางเพิ่มขึ้นบอกว่าเป็นผลงานของรัฐบาล 100% ผมว่าไม่ถูก แต่ถ้าบอกว่า 0% เลยก็ไม่ใช่ ก็มีส่วนบ้างแต่ปัจจัยสำคัญคือเศรษฐกิจของจีน สรุปคือคราวนี้เครื่องยนต์ทำงานครบทั้งสี่ชุด นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยฟื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเศรษฐกิจเดินไปได้ นโยบายแบบขาดดุลจึงไม่จำเป็น และปีงบประมาณต่อไปก็จะเป็นการเข้าสู่งบแบบสมดุล ซึ่งเป้าหมายถัดไปของรัฐบาลจะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณูปโภคเพื่อปรับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศนี่จึงเป็นที่มาของเมกกะโปรเจ็กต์ทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนภาระของการอัดฉีดภาคเศรษฐกิจต่อไปก็จะตกเป็นขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีกว่าเจ็ดพันแห่งทั่วประเทศแทนและต่อไปจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้เราๆท่านๆต้องมาติดตามการเมืองท้องถิ่นกันให้มากกว่าที่ควรจะเป็นล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดมา ก็แทบไม่แตกต่างจากแนวนโยบายการหาเสียงของรัฐบาลชุดปัจจุบันแต่ทีนี้ถ้าถามว่านี่เป็นไอเดียจากใคร ผมว่าใครที่สนใจลองไปถามข้อมูลแถวๆ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นมันสมองส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ดู ซึ่งในเมื่อเป็นเครื่องมือของรัฐ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องเดินนโยบายตามแนวทางนี้ทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าถามว่า โอเคเครื่องมือมีอยู่ แต่ใครจะใช้เครื่องมือได้เก่งกว่ากัน ผมก็ต้องยกให้รัฐบาลชุดนี้ เพราะถ้าไปถามๆข้าราชการยุคปัจจุบันดูจะเห็นว่ามันเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในการทำงานบ้างแล้ว ซึ่งถ้าเป็นพรรคฝ่ายค้านเข้ามาบริหารเครื่องมือนี้แม้ว่าจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพของการทำงานผมไม่แน่ใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดมาถ้าจะถามว่าใครโกงใครหรือไม่อย่างไร ประเด็นนี้ผมไม่ลงรายละเอียดแต่อยากให้ใครที่สนใจลองไปหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตดู ลองดู &lt;a href="http://www.unescap.org/icstd/SPACE/documents/RWDM_Bangkok/Powerpoint/THAILAND-iPSTAR_Intro-Yongsit.ppt"&gt;presentation ที่นี่&lt;/a&gt;ก็ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณลองหาความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ อินเดีย พม่า อินโดจีน ออสเตรเลีย และจีนดู ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้เพิ่มเติมดู แล้วก็ลองวิเคราะห์ดูครับว่าสิ่งที่ผมพูดถึงมันหมายถึงอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้กลับมาถึงโหวตเชิงยุทธศาสตร์ที่ผมเสนอบ้าง :&lt;br /&gt;ถ้าพิจารณาจากความเป็นจริง ไม่มีคนปฏิเสธหรอกครับว่า พรรคแกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างถล่มทลายอีกครั้งแน่ๆ ต่อให้ผมหรือใครที่อาจจะเชื่อบทความนี้ หรือใครที่หมั่นใส้พรรคนี้จะไม่เลือกอย่างไรก็ตาม เพราะกระแสหลักของสังคมเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่โหวตเชิงยุทธศาสตร์ของผม จะแสดงให้เห็นว่า &lt;b&gt;เราไม่เห็นด้วยกับการเป็นทุนนิยมสุดขั้ว&lt;/b&gt;และอาจจะสร้างความแตกต่างทางชนชั้นมากเข้าไปอีก อย่างที่รัฐบาลชุดนี้ทำอยู่ แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการที่คุณไม่ทำอะไร ไม่มีผลงานอะไร ไม่มีแนวคิดใหม่ๆขึ้นมาเสนอให้เป็นทางเลือก แบบนี้ยิ่งแย่ใหญ่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคหลักๆตอนนี้มีให้เลือก 4 พรรค ไทยรักไทย, ประชาธิปัตย์, ชาติไทย และ มหาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคหนึ่งเข้าวินแน่ๆ แต่ทีนี้แทนที่จะเลือกพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อย่างเดียว ซึ่งก็ยังเล่นการเมืองแบบเดิมๆโบราณๆไม่คิดที่จะผลักดันประเทศชาติให้เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยแนวคิดใหม่ๆ ผมว่าลองพิจารณาทางเลือกอื่นดูครับ เพื่อแสดงให้ประชาธิปัตย์เห็นว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์จะต้องปรับตัวได้ในระยะยาว ด้วยความเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีมายาวนาน แต่ในระยะสั้นนี้ ผมไม่เห็นสัญญาณแบบนั้น พรรคนี้ยังคงทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยการบริหารการเมือง ไม่ใช่การบริหารประเทศชาติถ้ายังคงเป็นแบบนี้ได้ ถึงจังหวะนี้ถ้าจะฝังก็คงต้องฝังล่ะครับ (แต่ผมก็ยังเชื่อว่าประชาธิปัตย์จะยังเข้ามาได้คะแนนเสียงเป็นลำดับสองอยู่ แต่อาจจะมีคะแนนลดลง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เราควรจะแสดงให้ประชาธิปัตย์เห็นว่า ทิศทางที่ดีควรจะเป็นอย่างไร และควรจะปรับปรุงพรรคอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพูดมาถึงนี้หลายคนอาจจะเดาถูกว่าผมจะให้โหวตแบบไหน ซึ่งในทิศทางแบบนั้นก็ยังมีคำถามอยู่มากซึ่งถ้าพอมีเวลาผมจะมาเล่าให้ฟังต่อครับว่ามันมีความสำคัญอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Reference:&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.ldinet.org/autopage/show_all.php?t=4&amp;page=2&amp;d_id=32&amp;s_id=32"&gt;บทความโหวตเชิงยุทธศาสตร์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเลือกอย่างไรตัดสินใจแบบไหนก็ตาม วันอาทิตย์นี้อย่าลืมไปแสดงสิทธิ์เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศชาติกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-110784537493951560?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/110784537493951560/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=110784537493951560' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110784537493951560'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110784537493951560'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2005/02/rerun_07.html' title='วิเคราะห์การเมืองภาคต้น (โหวตเชิงยุทธศาสตร์) -- rerun'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-110291283646873216</id><published>2004-12-12T20:32:00.001-08:00</published><updated>2004-12-12T21:01:52.716-08:00</updated><title type='text'>เหนื่อยไหม</title><content type='html'>เพื่อนสนิทที่ชมรมเขียนนิยาย (คุณสาวน้อยร้อยแปด) ได้ส่งกลอนมาให้&lt;br /&gt;เพราะและกินใจมาก อ่านแล้วเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ &lt;br /&gt;เผื่อใครมีเรื่องหนักใจ ก็ลองอ่านดูครับ เผื่อจะหายเหนื่อยบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ภาษานี่มีพลังจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหนื่อยหรือจ๊ะ&lt;br /&gt;เธออยากจะพักหรือเปล่า&lt;br /&gt;ที่นี่มีร่มเงา&lt;br /&gt;แนบเนาว์ไออุ่นกรุ่นกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี่มีสายลม&lt;br /&gt;พราวพรมความเหนื่อยจางหาย&lt;br /&gt;มีเสียงนกร้องผ่อนคลาย&lt;br /&gt;คล้ายๆ อยู่ในปรายฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี่เธอมีฉัน&lt;br /&gt;มีความรักมั่น...มีความห่วงหา&lt;br /&gt;มีคำปลอบโยน...มีคำสัญญา&lt;br /&gt;และสายตาบอกว่า...ฉันเข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหนื่อยหรือจ๊ะ&lt;br /&gt;พักแล้วนะ...ดีขึ้นบ้างไหม&lt;br /&gt;ถ้าพร้อมแล้ว จะเดินต่อไป&lt;br /&gt;โปรดจำไว้...ฉันอยู่เคียงข้างเธอ&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-110291283646873216?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/110291283646873216/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=110291283646873216' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110291283646873216'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/110291283646873216'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/12/blog-post.html' title='เหนื่อยไหม'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109902742963770578</id><published>2004-10-28T22:15:00.000-07:00</published><updated>2004-10-28T22:24:40.180-07:00</updated><title type='text'>ไฟใต้ที่ดับไม่ลง</title><content type='html'>ไปอาละวาดฝืนกระแสมาอีกแล้วครับท่านที่ MGR Online ลองไปอ่านดูได้ครับที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000073635&amp;CommentPage=3&amp;#Comment"&gt;ให้คะแนนการแก้ปัญหากรณี"ตากใบ"เปรียบเทียบ"กรือเซะ"&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(post ที่ 164 และ 166)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับโพสต์ที่ 166 เคยเขียนไว้นานแล้วดูได้ที่ &lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2794551/W2794551.html"&gt;ความขัดแย้งของคนชายขอบและคนวงใน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าคนในสังคมไทย กำลังหลงทางกับการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะให้พูดอีกกี่ครั้งก็จะพูดแบบเดิมครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนในสังคมไทยกำลังหลงทางกับการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมันก็สะท้อนถึงแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐบาลไทยในการลงไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เข้าใจ ไม่รับฟัง ไม่ยืดหยุ่น ไม่ประนีประนอม และฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครบังเอิญมาอ่านโพสต์นี้ ขอให้ทนอ่านหน่อย เพราะข้อเขียนส่วนหนึ่ง ผมจะอุทิศให้กับการชำแหละความคิดของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ยอมทำความเข้าใจกับปัญหาของคนในพื้นที่ เหมือนกับที่มีนักคิดคนหนึ่งเคยวิเคราะห์ไว้ถึงกรณีนี้เช่นกัน&lt;br /&gt;"มึงมาบีบบังคับกดดันกู ต้องเจอดี แต่ถ้ามึงมากราบกรานขอร้อง เออ กูจะช่วย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอโทษที่ต้องใช้คำไม่สุภาพ แต่จะให้เข้าใจซึ้งถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ต้องใช้คำแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้เห็นด้วยกับเซี่ยงเส้าหลงทั้งหมด บางเรื่องผมก็ไม่เห็นด้วย ถ้าใครติดตามโพสต์เก่าๆก็คงจะทราบดี บางเรื่องผมก็คัดค้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับเรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับคุณเซี่ยงเส้าหลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และออกจะคัดค้านกับแนวคิดของคุณประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะอ่านความคิดของคนรุ่นใหม่ ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ก็อ่านโพสต์ของคุณประชาชนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณประชาชนเรียกร้องให้ใช้แนวทางเด็ดขาดจัดการกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถ้าดูดีๆ ก็จะเห็นว่า ตรงกับเสียงส่วนใหญ่ของคนที่มาแสดงความคิดเห็นในนี้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียกร้องการเผชิญหน้า และใช้ยุทธวิธีทางการทหารอย่างเบ็ดเสร็จ&lt;br /&gt;แต่รู้หรือไม่ว่าคนที่คุณจะให้เผชิญหน้านั่นน่ะ เป็นประชาชนนะครับ เป็นคนไทยเหมือนกันกับเรานะครับ หาใช่พวกกบฏ พวกบ่อนทำลายที่ไหนไม่&lt;br /&gt;เมื่อไหร่ที่คุณชนกับประชาชน คุณก็แพ้แล้ว เพราะคุณจะแยกแยะออกได้อย่างไร ว่าคนไหนเป็นคนธรรมดา คนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย อ้าวแล้ว พวกคนธรรมดาที่เริ่มเห็นด้วยกับพวกผู้ก่อการร้าย ที่มาชักจูงให้ต่อต้านอำนาจรัฐอันเนื่องมาจากการทำร้ายคนในคราวกรือเซะ แล้วมาที่ตากใบนี่อีกล่ะ คนจะวางตำแหน่งเขาไว้ในจุดไหน ผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดของการใช้ยุทธวิธีการช่วงชิงประชาชนของคอมมิวนิสต์ไม่ได้ล้าสมัยนะครับ แต่ยังใช้การได้ และวิเคราะห์ได้ดีด้วย &lt;br /&gt;เพียงแต่คราวนี้ธงนำเป็นเรื่องของศาสนา และเรื่องของความอยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ (ที่อาจจะผนวกความลำบากยากแค้นของประชาชนเข้าไปด้วย) ก็เท่านั้น&lt;br /&gt;ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใช้ชักจูงคนได้ง่ายกว่า และเข้าถึงตัวคนได้ง่ายกว่า การใช้แนวคิดเรื่องของอุดมการณ์กรรมาชีพและชาวนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดก็พูดเถอะ ถึงแม้จะเป็นในยุคคอมมิวนิสต์ ก็ไม่ได้ใช้อุดมการณ์กรรมาชีพและชาวนา บริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเสียเมื่อไหร่&lt;br /&gt;คอมมิวนิสต์ผสมกับความเชื่อแบบชาวบ้านก็มีให้เห็น และมีอิทธิพลในการชักจูงชาวบ้านได้ดีกว่าด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นสงครามช่วงชิงมวลชนเต็มรูปแบบครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และการใช้การเมืองนำการทหาร ก็คือการหาวิธีช่วงชิงมวลชนกลับมาเป็นฝ่ายเราให้ได้ &lt;br /&gt;ซึ่งเรื่องแบบนี้ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ทำความเข้าใจคนในพื้นที่จริงๆ &lt;br /&gt;การวิเคราะห์เรื่องการใช้อุปกรณ์ทันสมัยเอย หรือประเด็นเรื่องคนตาย 6 ศพตอนเผชิญหน้า หรือตายตอนขนย้าย 70 กว่าศพ นั่นมันเรื่องเล็กน้อยครับ&lt;br /&gt;นักวางยุทธวิธีที่แท้จริง เขาจะไม่มาสนใจประเด็นยิบย่อยเหล่านี้ (แต่แน่นอนว่าต้องไม่ละเลย) แต่แนวทางใหญ่จะต้องกำหนดให้ถูกต้อง&lt;br /&gt;ถ้าไม่เข้าใจมวลชน ถ้ายังทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เข้าถึงหัวอกของคนในพื้นที่ คุณก็ตกเป็นฝ่ายรับตลอด&lt;br /&gt;โอเคสมมติว่าคราวนี้ไม่มีเหตุการณ์  70 กว่าศพ คุณก็จะต้องไปพลาดในสถานการณ์อื่นอยู่ดี&lt;br /&gt;อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ มันก็มีสถานการณ์ที่เกือบจะทำให้เกิดการเผชิญหน้า ระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน หลายต่อหลายครั้ง (แต่ก็รอดมาได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าแนวทางใหญ่คุณไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับตลอด &lt;br /&gt;แล้วมันก็จะพลาดจนได้สักวัน&lt;br /&gt;เมื่อพลาดแล้วก็โดนขยายผลไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้คนที่รับผิดชอบมองสถานการณ์ให้ออก&lt;br /&gt;หรือจะลองใช้แนวทางที่คุณจาตุรนต์ ฉายแสง นำเสนอมาก็ไม่เลว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวที่แล้วกรือเซะ ปัตตานี &lt;br /&gt;คราวนี้ ตากใบ นราธิวาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยเขียนแนวทางการแก้ปัญหาและวิเคราะห์วิจารณ์สถานการณ์ เมื่อคราวกรือเซะ ไว้ในที่อื่น (จะนำมาลงใหม่อยู่ในโพสต์ด้านบน)&lt;br /&gt;คราวนี้ผมต้องมาพูดถึงตากใบในโพสต์ที่นี่อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าคงไม่ต้องมาโพสต์อะไรทำนองแบบนี้ซ้ำซากอีกครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยะลา!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109902742963770578?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109902742963770578/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109902742963770578' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109902742963770578'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109902742963770578'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/10/blog-post_28.html' title='ไฟใต้ที่ดับไม่ลง'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109809153059793908</id><published>2004-10-18T02:21:00.000-07:00</published><updated>2004-10-18T02:27:24.740-07:00</updated><title type='text'>ที่เก็บรูปในเน็ต</title><content type='html'>วันนี้นอกจากจะสมัคร gmail (gmail.google.com) แล้วยังไปสมัครที่ http://www.flickr.com&lt;br /&gt;เพื่อไว้โพสต์รูปที่อยากโพสต์ (แต่เห็นทาง blogger บอกว่าถ้าวินโดวส์ให้ใช้ hello blogger แต่ flickr&lt;br /&gt;นี่น่าจะน่าสนกว่า เพราะเห็น helloฯ ต้องมีดาวน์โหลดซอฟท์แวร์อะไรไปด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองโพสต์รูปที่โหลดขึ้นเอง &lt;img src="http://www.flickr.com/photos/927731_367558e3c4_m.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองโพสต์รูป public &lt;img src="http://www.flickr.com/photos/927728_2451c1a5fc_s.jpg"&gt; &lt;br /&gt;หวังว่าจะใช้ได้นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109809153059793908?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109809153059793908/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109809153059793908' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109809153059793908'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109809153059793908'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/10/blog-post_18.html' title='ที่เก็บรูปในเน็ต'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109781316526980243</id><published>2004-10-14T21:01:00.000-07:00</published><updated>2004-10-14T21:06:05.270-07:00</updated><title type='text'>ธปท กับกรุงไทย</title><content type='html'>เห็นผู้จัดการเล่นข่าวธปทต่อเนื่องแล้วชักเริ่มทนไม่ไหว กับวิธีการอาศัยสื่อในมือมาเป็นประโยชน์กับตัวเอง เลยออกไปแสดงความคิดเห็นเสียหน่อย ใครอยากไปดูของจริงไปดูได้ที่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000067122"&gt;คอลัมน์ของเซี่ยงเส้าหลง&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คคห #22,23 เซี่ยงเส้าหลง ไม่ใช่คุณสนธิครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันศุกร์นี้ผมเปิดหน้าผู้จัดการเข้ามาอ่านบทความของเซี่ยงเส้าหลงแล้วผมผิดหวังมาก คุณเล่นข่าวหม่อมอุ๋ย สามวันติดๆ ก่อนหน้านี้ก็ยังมีความพยายามเสี้ยม ให้หม่อมอุ๋ยชนกับรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดของเซี่ยงเส้าหลง หรือของคุณประชาชน (ที่คุณเอามาโพสต์ต่อท้ายบทความคุณนั่น) บอกให้ลดความเป็นอิสระของธนาคารกลางลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากให้ลองวิเคราะห์ที่มาที่ไปกันหน่อยนะครับ&lt;br /&gt;แนวคิดของการตั้งธนาคารกลางมีความเป็นมาอย่างไร แล้วผูกพันกับนโยบายทางการเงินของประเทศอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธปทสมัยอาจารย์ป๋วย ก็มีความอิสระ (ซึ่งอิสระในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอิสระจากชาติไทย แต่เป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐบาล) ปรากฏว่าสามารถรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทได้ตลอดสมัยของท่าน ผมก็ไม่เห็นจะมีใครไปด่าว่าธปทมีความเป็นอิสระเกินไป มีแต่ชื่นชมว่าเป็นบทบาทที่ควรจะเป็นของธนาคารกลางกันทั้งนั้น (monetary stabilizer)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องที่คุณประชาชน เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า คนของธปท อายุ 40 กว่าไปสู้กับจักรพรรดิโลกการเงินอย่างจอร์จ โซรอส นี่ก็ตลกสิ้นดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธปท ไม่ได้สู้กับจอร์จ โซรอสคนเดียวหรอกครับ แต่ต้องสู้กับเฮดจ์ฟันด์ทั้งฝูง ที่จะทำให้ไทยต้องลดค่าเงินให้ได้ต่างหาก (ไม่ไปด่าล่ะครับ ว่าสมัยธนาคารอังกฤษที่พ่ายแพ้การเก็งกำไรค่าเงิน ก็ฝีมืออ่อนหัด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพูดกันให้ถูกจริงๆ ก็คือธปท ทำผิดพลาด ที่เลือกไม่เคารพกฏ impossible trinity คือ ต้องเลือกเอา สองในสาม ระหว่าง การมีนโยบายการเงินที่เป็นอิสระ การ fixed ค่าเงิน และการเปิดเสรีทางการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสุดท้ายก็ต้องยอมลอยตัวค่าเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนในฝ่ายปริวรรตเงินตรา ถูกออกแบบมาให้ต้องใช้เงินสำรอง เพื่อรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน (ที่ถูกกำหนดให้คงที่ไว้ที่ 25 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐในขณะนั้น) ตรงนี้จะโยนความผิดให้เขาทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำก็ถือว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ แล้วรัฐบาลกับผู้คุมนโยบายตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการลอยตัวค่าเงินไปแล้ว ธปทก็มีมาตรการหลายมาตรการที่เข้ามาจำกัดการเก็งกำไรค่าเงิน จนทำให้ค่าเงินที่ผันผวนเข้าสู่จุดสมดุลในที่สุด หลายคนอาจไม่ทราบที่ผ่านมาในช่วงที่เงินบาทแข็งตัวขึ้น ก็ยังมีการเข้ามาเก็งกำไรของเฮดจ์ฟันด์ (แต่คราวนี้พนันว่าบาทแข็งขึ้น ก็ต้องจงใจหาวิธีทำให้บาทแข็งขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น) ธปท ก็ต้องเข้ามาดูแลการเก็งกำไรเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ในโลกการเงิน จะไม่มีการเก็งกำไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่จะดูแลให้ทำอย่างไรอยู่ในขอบเขตที่สามารถควบคุมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหนึ่งที่ธปทต้องทำและทำไปแล้วคือ การควบคุมระบบธนาคารให้มีประสิทธิภาพ ควบคุมคุณภาพการปล่อยสินเชื่อ ต่อไปนี้การปล่อยกู้ ไม่ได้ตัดสินจากความใกล้ชิดส่วนตัวของผู้บริหาร แต่อาศัยจากความสามารถในการชำระเงิน หรือตัดสินจากเครดิตเรตติ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องพวกนี้ ธปท ก็กำลังดำเนินการอยู่ ผมจึงเห็นด้วยที่ธปทเข้ามาควบคุมเรื่องที่เป็นตัวอย่างกับ กรุงไทย ยิ่งเป็นแบงค์ของรัฐยิ่งน่าชมเชยว่ามีความกล้าหาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หม่อมอุ๋ยก็คงรู้ตัวดีว่าเส้นแบ่งของตนเองอยู่จุดไหน ระหว่าง stabilizer กับการสนับสนุนรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เผอิญลืมไปว่า ความผูกพันของผู้บริหารธนาคารนั้นมันลึกล้ำกว่าที่คิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พายัพ วนาสุวรรณ เอาธานินทร์ ลงได้ แล้วยังมีฟาดงวงฟาดงาเข้ามาธปทอีก นี่จะทำซ้ำรอยหรือยังไงครับ ทั้งสาดโคลน ทั้งเสี้ยมให้ชนกับรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ง่ายเหมือนก่อนแล้วนะครับ&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109781316526980243?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109781316526980243/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109781316526980243' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109781316526980243'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109781316526980243'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/10/blog-post.html' title='ธปท กับกรุงไทย'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109385682220387443</id><published>2004-08-30T02:06:00.000-07:00</published><updated>2004-09-01T05:07:12.463-07:00</updated><title type='text'>กรอบปรัชญาสมัยใหม่</title><content type='html'>วันก่อนพูดถึงหนังสือเรื่องธรรมชาติของสรรพสิ่ง / การเข้าถึงความจริงทั้งหมด กับหนังสือเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ว่าอยากจะอ่าน แล้วก็เหมือนๆว่า ชีวิตคงต้องเดินไปในแนวนี้ เราคงต้องเอาดีในแนวนี้ (ไม่รู้ว่าข่าวดีหรือเปล่านะเนี่ย) ก็เลยมีผลให้หนังสือสองเล่มนี้ระเห็จมากองอยู่บนโต๊ะตรงหน้าผมจนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกๆเท่าที่ผมอ่านคร่าวๆ ผมประเมินไว้ก่อนว่า หนังสือเล่มแรกน่าจะน่าสนใจกว่าเล่มที่สอง โดยเหตุที่ว่าการอ้างถึงศัพท์เฉพาะคำว่า "พุทธ" นั้นผมคิดว่าให้มุมมองที่ค่อนข้างแคบ และเสี่ยงต่อการต่อต้านจากคนในสังคมอื่น แม้ว่าตัวผู้แต่งจะให้คำจำกัดความว่าพุทธนั้นมิได้หมายถึงศาสนาพุทธ แต่หมายถึงความ "รู้แจ้ง" หรือ "การตื่นขึ้น" นอกจากนี้คำว่า "เศรษฐศาสตร์" ก็เป็นอีกมุมมองที่ค่อนข้างจำกัดเช่นเดียวกัน เพราะเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการไม่จำกัด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่เรื่องผิดเนื่องจากจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้มุ่งจะเสนอแนวคิดใหม่ ที่แตกต่างจากรากฐานของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักโดยพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) นั้นมีรากคิดมาจากปรัชญากรีกซึ่งนำโดย โสเกรติส เพลโต และอริสโตเติล ซึ่งกรอบวิธีคิดของนักคิดเหล่านี้จะวิเคราะห์มนุษย์ในฐานะจักรกลแบบหนึ่ง โดยนัยยะเดียวกันกับที่วิเคราะห์ธรรมชาติ ในสาขาฟิสิกส์ว่าเป็นจักรกลของธรรมชาติเช่นกัน แต่ในความคิดของพุทธนั้นไม่ใช่ หากแต่พุทธนั้นมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาตินั้นมีความเกี่ยวข้องและส่งผลต่อกันไปมาอย่างซับซ้อนจนสุดพรรณา และที่สำคัญพุทธนั้นเน้นเรื่องความสุข (จริงๆต้องเรียกว่าความสงบสันติ)ของจิตใจมากกว่า (เรื่องนี้เราได้คุยกันไปบ้างแล้วในเรื่องความแตกต่างของปรัชญาตะวันออกและตะวันตก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นกรอบคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก จึงมุ่งหาวิธีตอบสนองความต้องการ (to manage supply to satisfy the demand) แต่กรอบคิดของพุทธเศรษฐศาสตร์จะเสนอวิธีการจัดการกับความต้องการ (to manage demand to satisfy the supply) อย่างไรก็ตามมีรายละเอียดปลีกย่อยกว่านี้อีกมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดแข็งของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การชำระแนวคิดรากปรัชญาตะวันตก ที่กลายมาเป็นเศรษฐศาสตร์อย่างละเอียดตั้งแต่สมัยกรีกจนถึงยุคสมัยใหม่ (หากอ่านงาน "ตะวันตกวิกฤตคริสต์ศาสนา ของไมเคิล ไรท์ ประกอบด้วยจะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น) ในขณะด้านที่เป็นปรัชญาตะวันออก กลับเน้นแต่แนวคิดของพุทธเพียงอย่างเดียว (เข้าใจว่าน่าจะอาศัยหนังสือพุทธธรรมของพระธรรมปิฏกเป็นหลัก) โดยมิได้มีการชำระแนวคิดรากปรัชญาของตะวันออกอย่างละเอียดเหมือนเช่นด้านฝ่ายตะวันตก นอกจากนี้วิธีการนำเสนอความคิดยังเป็นแบบแบ่งแยก และเปรียบเทียบ แทนที่จะบูรณาการและหลอมรวม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากโดยส่วนตัวผมคิดว่า ไม่ว่าแนวคิดด้านตะวันตก หรือตะวันออก ต่างก็มีจุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง และทั้งสองต่างก็มุ่งเสนอความจริงของธรรมชาติ เพียงแต่วิธีการเข้าถึงนั้นแตกต่างกัน กล่าวได้ว่า ตะวันตกเน้นด้านนอก ในขณะที่ตะวันออกนั้นเน้นด้านใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่หนังสือ ธรรมชาติของสรรพสิ่งฯ กลับนำเสนอกรอบความรู้ทั้งหมดในลักษณะบูรณาการได้ดีกว่า / เนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าจุดตั้งต้นของหนังสือเล่มนี้ อาศัยกรอบคิดของ เคน วิลเบอร์ (A brief history of everything) โดยวิลเบอร์ได้แบ่งองค์ความรู้ออกเป็นสี่ซีก ดังรูปต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.empowermentillustrated.com/mtarchive/images/Wilber1.gif"  width=400 height=400&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซีกซ้าย หมายถึงด้านใน (กรอบตะวันออก) และซีกขวาหมายถึงด้านนอก (กรอบตะวันออก)&lt;br /&gt;ซีกบน หมายถึงจุลภาค ในขณะที่ซีกล่างหมายถึง มหภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้มีองค์ความรู้ที่แตกออกไปเป็นความรู้ทั้งสี่แขนง แต่สุดท้ายก็กลับโยงมาหากรอบใหญ่ (ขอเรียกว่ากรอบบูรณาการของเคน วิลเบอร์) ได้ทั้งหมด นอกจากนี้การผนวกรวมแนวคิดของธรรมบรรยายสายพุทธทาส ก็อธิบายได้ดี เข้าใจง่าย และกลมกลืนกับแนวคิดของเคน วิลเบอร์ได้เป็นอย่างดี โดยองค์ความรู้ทั้งหมดมีตั้งแต่ การทำความเข้าใจในจิตใจของคน (กรอบซ้ายบน) , เรื่องของทฤษฏีสัมพันธภาพและควอนตัมฟิสิกส์ (กรอบขวาบน) , ระบบดวงดาว เศรษฐกิจและระบบซับซ้อน (กรอบขวาล่าง) และระบบสังคมและวัฒนธรรม (กรอบซ้ายล่าง) ซึ่งในแต่ละบทก็ให้บรรณานุกรม และหนังสืออ้างอิง สำหรับการค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างละเอียด สำหรับใครที่อ่านบทแนะแนวแบบย่นย่อ ที่ให้มาในแต่ละบทแล้วเกิดความสนใจอย่างเป็นพิเศษได้ไปศึกษาต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง ที่ตีความได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ : เรื่องอิทัปปัจยตา และ ระบบซับซ้อน (complex systems) ความจริงเรื่องแรกอยู่ในกรอบซ้ายบน แต่เรื่องระบบซับซ้อนอยู่ในกรอบขวาล่าง แต่จริงๆทั้งสองเรื่องกลับสามารถโยงใยแต่อธิบายซึ่งกันและกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยย่อแล้วอิทัปปัจยตา หมายความว่า เพราะเหตุนี้ สิ่งนี้จึงเกิด หมายถึงว่าทุกสิ่งในโลกล้วนเกิดขึ้นแต่เหตุและปัจจัย ในขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็ไปเป็นเหตุและปัจจัยให้กับสิ่งอื่นต่อ (และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ) ทำให้ทุกสิ่งในโลกนี้ส่งอิทธิพลต่อกันไปมา อย่างสุดที่จะคาดเดา ในความเชื่อของพุทธแบบชาวบ้าน อาจอธิบายว่าเป็นระบบกรรม แต่ถ้าเราสาวเรื่องระบบกรรมดู จะพบว่ามันไม่ใช่กรรม แต่มันเป็นอิททัปจยตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับเพลงฝนเอยทำไมจึงตก ...ฝนตกเพราะกบมันร้อง...กบร้องเพราะท้องมันอืด... ที่เราเคยร้องเล่นตอนเด็กๆนั่นแหละครับ (แต่จริงๆมันก็ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลกันเท่าไหร่...เป็นเหตุเป็นผลกันแบบเด็กๆ แต่ก็ให้ไอเดียเรื่องอิทัปปัจยตา ได้เป็นอย่างดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่เรื่องระบบซับซ้อน (complex system) ดูรายละเอียดทั้งบทได้ที่ &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/complexity.pdf"&gt;ระบบซับซ้อน&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพบว่าในธรรมชาตินั้นส่วนใหญ่ จะเป็นระบบซับซ้อนอยู่แล้ว เช่นร่างกายมนุษย์ก็เป็นระบบซับซ้อนของเซลล์ต่างๆนับล้าน (เซลล์แต่ละเซลล์ก็เหมือนกับอมีบาแต่ละตัว) น่าสงสัยว่าทำไมมันถึงมารวมตัวกันได้และทำงานเข้ากันได้เป็นอย่างดี และระบบซับซ้อนแต่ละระบบนั้นก็จะมีระบบซับซ้อนย่อยๆลงไปอีก เหมือนกับในดาราจักร (galaxy) จะประกอบไปด้วยระบบสุริยจักรวาลหลายๆระบบ ระบบสุริยจักรวาลก็จะมีระบบดาวเคราะห์ แล้วก็แยกย่อยไปเรื่อยๆ แต่ละระบบก็จะมีกฏเกณฑ์ของมันเองในแต่ละชั้นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งการค้นพบกฏของธรรมชาติในระบบซับซ้อนชั้นใดๆ ก็สามารถดลบันดาลสิ่งที่เหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้ เช่นการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากการฟิวชั่นของอนุภาคนิวเคลียร์เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่เรื่องอิททัปจจัยตา การที่เราศึกษาตามแนววิทยาศาสตร์แบบตะวันตกเพียงอย่างเดียว (ด้านนอก) โดยคิดในทำนองแยกส่วน ในขณะที่ระบบจริงแท้นั้นเป็นระบบซับซ้อนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ จะทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงต้นเหตุแห่งปัญหาได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นสมมติเราค้นพบข้าวพันธ์ใหม่ที่โตเร็ว (GMO) เราก็ทดลองปลูกในนา แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้โตเร็วกว่าพันธุ์อื่น จึงถูกนกและหนูมารุมกินข้าวจนเสียหายหมด แต่ถ้าโตพอๆกัน ก็จะทำให้ความเสียหายนั้นเฉลี่ยกระจายกันไป ถ้าเราสังเกตดูให้ดี จะพบความสัมพันธ์กันเป็นสายโซ่แบบอิทัปปัจยตานี้ทั่วไปหมดรอบตัวเรา นั่นจึงทำให้โลกมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบซับซ้อนอะไรอย่างหนึ่งที่เหนือขึ้นไปเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวโดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมศึกษางานที่ผมสนใจง่ายขึ้น และเป็นระบบดีมาก และน่าแปลกใจที่ปัจจุบันก็มีแนวความคิดในการสร้างองค์กรธุรกิจที่อาศัยแนวคิดแบบนี้อยู่ด้วยไม่น้อยเช่นเดียวกัน ลองดูข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.fridaycollege.org/index.php?file=forum&amp;obj=forum.view(cat_id=vkn,id=21"&gt;Friday Collage&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งองค์กรแบบนี้กำลังเป็นที่น่าสนใจเพราะมีลักษณะยืดหยุ่น พลวัตร และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ยังมีไอเดียที่อยากจะ illustrate อีกเยอะ &lt;br /&gt;แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต่อไปนี้สหายสิกขาจะพูดถึงสิ่งต่างๆโดยอาศัยกรอบจากหนังสือเล่มนี้เป็นหลักครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109385682220387443?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109385682220387443/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109385682220387443' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109385682220387443'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109385682220387443'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/08/blog-post_30.html' title='กรอบปรัชญาสมัยใหม่'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109290238375306589</id><published>2004-08-19T00:47:00.000-07:00</published><updated>2004-08-19T01:04:41.106-07:00</updated><title type='text'>Jonathan Livingston Seagull </title><content type='html'>นี่เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบที่สุด โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ขอเผาบล็อกหน่อยเหอะ -_-" เวลาไม่ค่อยจะมี เลยเอา brief ของ jonathan มาลงไว้&lt;br /&gt;ได้ข้อมูลมาจาก &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.numtan.com/book/index.php"&gt;http://www.numtan.com/book/index.php&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. วันนี้ไปเดินร้านหนังสือมา เจอหนังสือดีอีกสองเล่ม ธรรมชาติและการเข้าถึงความจริงแห่งสรรพสิ่ง&lt;br /&gt;บรรณาธิการโดย หมอประเวศ (650 บาท) และพุทธเศรษฐศาสตร์ งานวิจัยได้รับรางวัลสกว (450) บาท&lt;br /&gt;รวมเป็นพันกว่าบาท -_-"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแต่เรื่องของหมอประเวศเนี่ย อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าจะมีคน approach แนวคิดแบบ integral ด้วย&lt;br /&gt;แนวนี้ด้วยแฮะ นางนวลโจนาธานอย่างเรา นึกว่าจะเจ๋งแล้ว ยังมีเจียง กะ ซัลลิแวน รออยู่อีกแฮะ... เฮ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;==&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.ctpp.fr/images/seagul.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็น ..... เรื่องของนกนางนวลตัวหนึ่งที่ชื่อ “โจนาทาน ลิฟวิงสตัน” ผู้ซึ่งรักในการฝึกบินระดับสูงด้วย ท่วงท่า และ ลีลา ที่พิสดารต่างจากนกนางนวลตัวอื่น นกผู้ซึ่งคิดแตกต่างจากนางนวลในฝูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง ..... ด้วย ท่วงท่า และ ลีลา ในการบิน ของ “โจนาทาน” ที่แปลกพิสดารขัดกับกฎของฝูง ก็ผ่านเข้าสู่สายตาของนางนวลผู้ใหญ่แห่งฝูง นางนวลผู้ใหญ่จึงเรียก “โจนาทาน” มาประณามท่ามกลางฝูงว่า ... เค้าทำสิ่งที่น่าละอายขัดกับกฎของหมู่นางนวล แล้วได้ขับไล่ “โจนาทาน” ออกจากฝูงไปอยู่โดดเดี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“โจนาทาน” ….. เมื่อถูกขับออกจากฝูง ก็ขยันหมั่นฝึกบินสูง จนค้นพบความลับเบื้องต้นของการบินสูง และ ช่วงเวลาแห่งการฝึกบิน ทำให้เค้าได้พบกับนกพิเศษ 2 ตัว ผู้ซึ่งได้พา “โจนาทาน” บินสูงไปสู่อีกโลกหนึ่ง หรือก็คือ “สวรรค์” ซึ่งห่างไกลจากที่เค้าจากมามากนัก และ ยังไม่เคยมีนางนวลตัวใดจากฝูงสามารถมาถึงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน “สวรรค์” ..... “โจนาทาน” ได้พบ “เจียง” นางนวลผู้อาวุโส แห่งสวรรค์ และ ครูผู้ฝึกนางนวล มีชื่อว่า “ซัลลิแวน” ในที่นั่น “เจียง” นางนวลผู้เฒ่า ได้สอนสิ่งที่ยิ่งใหญ่แก่ “โจนาทาน” คือการบินอย่างไร้ขีดจำกัดของกาลเวลาและสถานที่ เมื่อ “เจียง” ได้สอน “โจนาทาน” แล้วก็ได้หายตัวไป แต่ได้ทิ้งคำสอนสุดท้ายไว้แก่โจนาทานว่า ... “จงฝึกความรักเอาไว้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ยังมีต่อไปอ่านเอาเองนะครับ...)&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109290238375306589?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109290238375306589/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109290238375306589' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109290238375306589'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109290238375306589'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/08/jonathan-livingston-seagull.html' title='Jonathan Livingston Seagull '/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109146350011294052</id><published>2004-08-02T09:11:00.000-07:00</published><updated>2004-08-02T09:18:20.113-07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยรากเหง้าของสยามประเทศไทย</title><content type='html'>ลีลาการบรรยายที่มีความแปลกแยกแตกต่างพอๆ กันกับบุคลิกและการแต่งกายของอาจารย์ผู้สอนที่ดูโดดเด่นจากอาจารย์ผู้สอนท่านอื่นๆ ตรึงความสนใจของนักศึกษาทั้งชั้นเรียนตลอดชั่วโมงการบรรยาย&lt;br /&gt;นั่นยังเทียบไม่ได้กับคำถามในช่วงเริ่มการบรรยายว่า “คุณพิจารณาตัวเองเป็น ประชาชน พลเมือง พลเรือน พสกนิกร หรือว่า เป็นไพร่?” ช่างเป็นคำถามที่กระตุกให้คิดได้ดีแท้ เปรียบเสมือนโกอานที่พระอาจารย์เซนให้ลูกศิษย์ไปตีปริศนาธรรมนั่นทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ทำให้ต้องมานั่งคิดกันว่า ความเข้าใจที่เราเคยเข้าใจอย่างสำเร็จรูป เหมือนกับตอนที่เคยเรียนประวัติศาสตร์มาเมื่อสมัยนักเรียน ที่ว่าชนชาติไทย อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต และมาก่อตั้งเป็นอาณาจักรอ้ายลาว อาณาจักรน่านเจ้า จนเป็นสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันนั้น &lt;br /&gt;อาจมีเรื่องที่ผิดพลาดและไม่ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รากเหง้าของสยามประเทศ ผูกพันกับความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม อำนาจ การเมือง และความนึกคิดของผู้คนในประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราให้เรื่องศาสนาเป็นจุดบ่งชี้ถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์แล้ว อาจมีคำถามว่า เหตุใดจึงพบว่าในดินแดนอาณาจักรขอมโบราณ จึงมักพบเทวสถาน ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดู แต่หากเป็นดินแดนสยามหรือพม่ารามัญ กลับพบสถูปเจดีย์ อันเป็นพุทธสถานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการนมัสการแด่พระบรมศาสดาแห่งพุทธศาสนามากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือว่าศาสนาฮินดู ได้แพร่หลายเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิถึงยังผู้มีอำนาจในดินแดนนี้ (คืออาณาจักรขอมโบราณ) ก่อนศาสนาพุทธ อันเนื่องจากศาสนาฮินดูมีความเก่าแก่กว่า แต่ต่อมาเนื่องจากอาณาจักรขอมโบราณได้มีการสร้างเทวสถานขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้น อย่างนครวัดและนครธม ทำให้อาณาจักรไม่สามารถรักษาสภาพสมดุลย์ของการจัดการทรัพยากรได้ จึงต้องล่มสลายในกาลต่อมา ประจวบเหมาะกับการถือกำเนิดขึ้นของอาณาจักรที่ทรงอิทธิพลรุ่นหลังอย่างอาณาจักรสุโขทัย และอยุธยา อีกทั้งอาณาจักรรุ่นหลังเหล่านี้ล้วนแต่นับถือพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนารุ่นใหม่ที่เน้นแนวคิดเรื่องความพอดี ความสันโดษ จึงไม่มีความคิดที่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรสร้างเทวสถานขนาดใหญ่เช่นขอม จึงทำให้มีกำลังทางทหารและเศรษฐกิจที่เข้มแข้ง จนสามารถแผ่อำนาจแทนที่อาณาจักรขอมโบราณได้ในภายหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฏีข้างต้นมีทั้งข้อถูกและไม่ถูก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ไม่ถูกแน่ๆคือไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่อาณาจักรขอมเรืองอำนาจ หรือช่วงการก่อกำเนิดของสุโขทัยและอยุธยา ล้วนแล้วแต่อยู่ในสมัยพุทธศตวรรษ ที่ ๑๒ และ ๑๓ ซึ่งนั่นหมายความว่า เป็นยุคหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเป็นเวลากว่าพันปี เวลาขนาดนั้นศาสนาพุทธน่าจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วทั้งคาบสมุทรแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เหตุใด ขอมจึงนับถือฮินดู และสุโขทัย-อยุธยาจึงนับถือพุทธ แล้วทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องผูกพันกันเป็นเรื่องราวได้อย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และกุญแจที่จะไขปริศนาเรื่องนี้ อยู่ตรงช่วงที่ไทยเราเรียกว่า “การเสียกรุงฯครั้งที่ ๑“ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้ช่วงหนึ่งเพิ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” เมื่อไม่นานนี้เอง และในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้ให้แนวคิดถึงเรื่อง การเมืองและความสัมพันธ์ของสามตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจ คือสุพรรณภูมิ , สุโขทัย และละโว้&lt;br /&gt;ที่แท้จริงแล้ว สุโขทัยไม่ได้ถูกอยุธยากลืน และขอมก็ไม่ได้ถูกสุโขทัยกลืน แต่ทั้งหมดมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วที่น่าสนใจคือกุญแจดอกนี้ จะช่วยให้เราได้ทำความเข้าใจภาพรวมของประวัติศาสตร์ไม่แต่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นภาพรวมของดินแดนสุวรรณภูมิโดยรวม และที่สุดคือ คนไทยไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต (ตามแนวคิดชาตินิยมสมัยยุคจอมพล ป พิบูลสงคราม) แต่คนไทยเราอยู่ที่ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้มานานแสนนานแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักประวัติศาสตร์-โบราณคดี ลงความเห็นชี้ชัดว่า อาณาจักรขอมโบราณ ได้ขยายอิทธิพล โดยการจัดตั้งศูนย์อำนาจใหม่ขึ้นในดินแดนที่ลึกเข้าไปในสุวรรณภูมิ ซึ่งก็คือละโว้ (เมืองลพบุรี) และจากเมืองละโว้แห่งนี้ ก็มีการจัดตั้งเมืองบริวารโดยรอบเพื่อทำการรวบรวมวัตถุดิบทางธรรมชาติจากผืนแผ่นดินภายใน และลำเลียงมายังละโว้เพื่อจำหน่ายไปยังดินแดนโพ้นทะเลอีกทอดหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมืองบริวารที่ถูกจัดตั้งนั้น ก็เช่นเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) ในบริเวณแถบที่ลุ่มแม่น้ำปิง (ตามตำนานคือพระนางจามเทวีขึ้นไปจากกรุงละโว้เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓) แต่ต่อมาหริภุญไชยก็ปลีกตัวเป็นอิสระจากอำนาจของขอมเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และกลายเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรล้านนา ในกาลถัดมา&lt;br /&gt;และเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นคือ เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ในแถบลำน้ำยม-น่าน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการปลีกตัวออกจากอำนาจของขอมเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การก่อกำเนิดขึ้นของสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย มีความเกี่ยวข้องกับ “เมืองราด” อย่างลึกซึ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากพ่อขุนผาเมืองกษัตริย์เมืองราด ได้รับการอภิเษกจากผีฟ้าเจ้าเมืองศรีโสธรปุระ (เมืองพระนครหลวง หรือเมืองนครธม ศูนย์อำนาจชอบธรรมแห่งจักรวาลในกัมพูชา หรือคือศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรขอมโบราณนั่นเอง) ได้รับสถาปนานามว่า ศรีอินทรบดินทราทิตย์ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระแสงขรรค์ชัยศรี กับได้นางสุขรเทวี ธิดาของผีฟ้าเมืองศรีโสธรปุระเป็นชายา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดง่ายๆว่า กษัตริย์เมืองราด มีความเกี่ยวข้องกับนครธม โดยเป็นลูกเขยของกษัตริย์ขอมโบราณ ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอำนาจเข้มแข็งขึ้นจึงต้องผูกพันให้เกี่ยวดองเป็นญาติเอาไว้ก่อน เหมือนกับที่พระเจ้าฟ้างุ้มแห่งหลวงพระบางก็ได้รับการสนับสนุนจากนครธมในทำนองเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้น่าจะสะท้อนความเชื่อของคนสมัยก่อนได้ประการหนึ่งว่า แม้ว่าจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจและทางการทหารที่เข้มแข็ง แต่ก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับว่ามีบารมีอย่างแท้จริงหากปราศจากการรับรองอย่างเป็นทางการจากศูนย์กลางศาสนาจักรโบราณอย่างนครธม ก็เป็นได้ (แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของนครธมในเชิงจิตวิญญาณ ที่สามารถผูกขาดความเชื่อของคนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างมาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นครธมเกิดเสื่อมอำนาจลง เมืองที่เป็นเครือข่ายภายนอก ทั้งละโว้ และสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย จึงเกิดการแย่งชิงอำนาจกันเอง ตามหลักฐานระบุว่าพ่อขุนศรีนาวนำถมผู้เป็นบิดาของพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นผู้ปกครองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยอยู่ ณ เวลานั้น ได้ถูกขอมสมาสโขลญลำพง (หมายถึงขั้วอำนาจจากขอมที่ปกครองละโว้อยู่?) ยึดได้เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย (ที่ละโว้ได้จัดตั้งขึ้น) พ่อขุนผาเมืองจึงชักชวนสหายคือพ่อขุนบางกลางหาวจากบางยาง เข้าขับไล่ขอมสมาสโขลญลำพงออกไป พ่อขุนผาเมืองจึงได้อภิเษกให้พ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย (โดยอาศัยอำนาจราชสิทธิ์ที่เป็นศรีอินทรบดินทราทิตย์ ที่ได้รับจากนครธม) พร้อมทั้งสถาปนานาม ศรีบดินทราทิตย์ ให้แก่พ่อขุนบางกลางหาวด้วย (ต่อมาพ่อขุนบางกลางหาวจึงเป็นที่รู้จักในนามของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ที่เรารู้จักกันดี) และพ่อขุนผาเมืองก็ได้กลับไปครองเมืองราดตามเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ได้ลงความเห็นว่าเมืองราด ก็คือเมืองทุ่งยั้ง (ท้องที่ของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิษถ์) ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน และอำนาจของเมืองราดก็ยังมีอิทธิพลควบคู่กับกรุงสุโขทัยจนถึง พศ ๑๘๙๐ โดยเมืองราดมีอำนาจเหนือดินแดนแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านตอนบน ตลอดจนเมืองสรลวงสองแคว (พิษณุโลก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาอโยธยาก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ซึ่งหลักฐานแต่เดิมกล่าวว่าเป็นราชวงศ์ที่ก่อตั้งขึ้นเป็นเชื้อสายจากเชียงราย แต่ตามหลักฐานใหม่ที่ลงความเห็นว่าเมืองราดคือเมืองทุ่งยั้ง และหลักฐานเส้นทางการเดินทาง น่าจะบ่งชี้ได้ว่า ตระกูลพ่อขุนผาเมืองจากเมืองราดนี่แหละเป็นผู้เคลื่อนที่ลงใต้ โดยปล่อยพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่านให้แก่ตระกูลของพ่อขุนบางกลางหาว และสถาปนากรุงศรีอยุธยา (อโยธยา) ขึ้น (ตามตำนานกล่าวว่า พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาวเป็นสหายกัน แต่จากเหตุการณ์หลายๆประการ จึงน่าจะกล่าวได้ว่าสองตระกูลนี้น่าจะเป็นเครือญาติกัน หรือไม่ก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวดองกันโดยผ่านการสมรสของคนในตระกูลทั้งสอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเนื่องจากพ่อขุนผาเมืองเป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์กับกรุงละโว้ (ลูกเขยของนครธม) ตระกูลพ่อขุนผาเมืองจึงถือเป็นตัวแทนอำนาจที่ชอบธรรมของละโว้ด้วยเช่นกัน ทายาทชั้นถัดมาของพ่อขุนผาเมือง (โดยอโยธยา) จึงค่อยๆแทนที่อำนาจของละโว้เดิมในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำนาจนั้นไม่เข้าใครออกใคร ทายาทชั้นหลังถัดมาของทั้งตระกูลของพ่อขุนผาเมือง (ซึ่งตอนนี้ได้มาครองกรุงศรีอยุธยา และได้รับอำนาจของขอมเดิม โดยผ่านกรุงละโว้) และตระกูลพ่อขุนบางกลางหาว (ซึ่งได้ครองกรุงสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย) ก็เกิดขัดแย้งกันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี (ทายาทตระกูลพ่อขุนผาเมือง) ได้เข้ามายึดเมืองสรลวงสองแคว (ซึ่งเดิมเป็นดินแดนได้เคยสละให้ตระกูลพ่อขุนบางกลางหาวในฐานะที่เป็นสหายกัน) จากพระมหาธรรมราชาลิไท (ทายาทตระกูลพ่อขุนบางกลางหาว) เมื่อประมาณ พศ ๑๙๐๒ - ๑๙๐๕ ซึ่งเมื่อยึดเมืองได้ ก็ให้ขุนหลวงพ่องั่ว เจ้าเมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ซึ่งเป็นญาติของตระกูลพ่อขุนบางกลางหาวเองเข้ามาครอง (ถือเป็นการให้ญาติต่อญาติ มาปกครองกันเอง จะได้ไม่กระเทือนความสัมพันธ์กันจนเกินไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า พระมหาธรรมราชาลิไท ต้องถวายบรรณาการเป็นอันมากเพื่อขอเมืองคืน ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีก็คืนให้ โดยที่พระมหาธรรมราชาลิไท ต้องไปปกครองเมืองสองแคว ส่วนที่กรุงสุโขทัยก็ให้พระขนิษฐาหรือน้องหญิงของพระองค์ครองแทน และขุนหลวงพ่องั่วก็กลับไปครองเมืองสุพรรณบุรีตามเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพชและอยุธยาสวรรคต สมเด็จพระราเมศวรผู้เป็นโอรสได้ขึ้นครองราชย์ แต่ต่อมาขุนหลวงพ่องั่วก็ได้เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา และสมเด็จพระราเมศวรจึงได้ถวายพระราชอำนาจให้กับขุนหลวงพ่องั่วขึ้นเสวยราชย์ เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ในกาลถัดมา&lt;br /&gt;และเมื่อพระมหาธรรมราชาลิไทสวรรคตลงอีกพระองค์หนึ่งบ้านเมืองในสุโขทัยก็เกิดการแตกแยก ขุนหลวงพ่องั่วก็เข้ายึดเมืองสองแคว (เป็นฐานอำนาจของเมืองเหนือ) และได้ยึดเมืองสุโขทัยคืนให้แก่พระขนิษฐาของพระมหาธรรมราชาลิไทปกครองดังเดิม (มีการสันนิษฐานว่า พระขนิษฐาพระองค์นี้เป็นชายาองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑) ซึ่งเมื่อพระนางได้สิ้นพระชนม์ลง โอรสของพระนางคือพระศรีเทพาหูราช (ราชธิดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑) ก็ได้ครองเมืองสุโขทัยต่อมา ทั้งนี้โดยการสนับสนุนค้ำจุนจากอำนาจของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ถือเป็นขั้วอำนาจราชวงศ์สุพรรณภูมิ-สุโขทัย &lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับเครือญาติที่สืบทางฝ่ายชายของพระมหาธรรมราชาลิไทเดิม อีกทั้งยังมีปัญหาที่ไม่สามารถปราบปรามหัวเมืองทางเหนืออย่างชากังราวได้ แม้เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชได้เสด็จสวรรคตเมื่อ พศ ๑๙๓๑ ดังนั้น ราชวงศ์สุพรรณภูมิ-สุโขทัยจึงได้ถอยกำลังออกจากเมืองสุโขทัย ไปตั้งหลักที่เมืองกำแพงเพชร (เป็นการตั้งเมืองใหม่ให้อยู่ประชิดเมืองในเขตอำนาจของสุโขทัยคือเมืองชุม โดยมีนัยในการควบคุม) โดยปล่อยให้ผู้สืบสายฝ่ายชายของพระมหาธรรมราชาลิไทปกครองกันเอง และรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวใหม่ โดยมีเมืองกำแพงเพชรซึ่งเป็นฐานอำนาจของสุพรรณภูมิคอยหนุนหลังอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายหลังเนื่องจากความเจริญของเมืองกำแพงเพชร จึงเท่ากับกลืนเมืองชุมที่อยู่ติดกันไปโดยปริยาย และจากการแทรกแซงของทางฝ่ายสุพรรณภูมิที่ค่อยๆใช้วิธีการต่างๆ ครอบงำดินแดนสุโขทัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง พศ ๑๙๕๒ อันเป็นปีที่สมเด็จพระนครินทราชาธิราช ได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ข้อยุติต้องกันว่า ณ ช่วงเวลานี้ ดินแดนสุโขทัย ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรศรีอยุธยาโดยสมบูรณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งดินแดนสุโขทัยเดิมได้ถูกเรียกว่า กลุ่มเมืองเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย เมืองพระบาง (นครสวรรค์) เมืองพิจิตร เมืองกำแพงเพชร เมืองสุโขทัย เมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก (ศรีสัชนาลัย) และเมืองพิชัย (แทนที่เมืองทุ่งยั้งซึ่งภายหลังบางช่วงถูกฝ่ายล้านนาเข้ายึดครอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด เราคงจะพอเห็นภาพของตระกูลที่สำคัญทั้งสามตระกูล (ซึ่งต่อมาจะเป็นตัวละครที่สำคัญในเรื่องพระศรีสุริโยไท) คือ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ สืบเชื้อสายมาจากขุนหลวงพ่องั่ว ราชวงศ์สุโขทัย สืบเชื้อสายมาจากพ่อขุนบางกลางหาว และราชวงศ์ละโว้-อโยธยา สืบเชื้อสายมาจากพ่อขุนผาเมือง (ซึ่งมีความสัมพันธ์กับขอมโบราณ ที่มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่นครธม อันศักดิ์สิทธิ์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;====&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บันทึกท้ายเรื่อง:&lt;br /&gt;วันนี้แวะเ้ข้ามาดูสหายสิกขา เห็นคคห นก นจ นักอ่านขาประจำของเพิงโหยหวน เลยมีกำลังใจ เอาบทความซึ่งบันทึกไว้นานแล้ว (ตั้งใจจะให้เป็นเรื่องยาว ของสยามประเทศ ซึ่งจริงๆก็ยังไม่จบ) มาลงไว้ก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราก็อย่างนี้แหละน้อ พอศึกษาระบบความคิดได้ถูกต้อง ก็ศึกษาข้อมูลโดยละเอียดได้มากขึ้น ก็มีความรู้มากขึ้น อยากถ่ายทอด เพื่อแบ่งเบาภาระสมองลงจดจารบันทึก (แล้วก็อยากให้คนมาอ่านความคิด และวิจารณ์) มีความต้องการไม่จบไม่สิ้นจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไป มานั่งคิดว่า เออ... ชมรมนักแต่งนิยาย น่าจะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นกลุ่ม blog ดีกว่า (6) ได้อ่านความคิดหลายๆคน (ซึ่งถ้ายอมรับกัน ก็จะพบว่าต่างคนก็ต่างมีอิทธิพลต่อกันในทางหนึ่งทางใดอยู่ในที) แล้วแต่ละคน ก็จะ illustrate ความคิดในสไตล์ของตนเองออกมา ให้คนอื่นได้อ่าน ได้ตีความ ได้วิเคราะห์ ได้ศึกษา แล้วก็สร้างสรรค์ งานใหม่ขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตาซา ไม่ต้องไปแต่งนิยายใหม่หรอก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาทำ blog นี่แหละ แล้วเดี๋ยวหาระบบที่สามารถ publish blog แต่ละคนมารวมๆกันไว้เป็นศูนย์กลาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าแต่ละคนไม่หายไปไหนกันน้อ &lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109146350011294052?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109146350011294052/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109146350011294052' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109146350011294052'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109146350011294052'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/08/blog-post.html' title='ว่าด้วยรากเหง้าของสยามประเทศไทย'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109107709719167592</id><published>2004-07-28T21:01:00.000-07:00</published><updated>2004-07-28T21:58:17.190-07:00</updated><title type='text'>หลักกาลามสูตร</title><content type='html'>ใกล้จะถึงเทศกาลแห่งพระพุทธศาสนาซึ่งควรแก่การทำจิตใจให้เต็มไปด้วยความสงบเย็นแล้ว เนื่องเพราะมีวันสำคัญของพระพุทธศาสนาเราถึงสองวันด้วยกันคือ วันเข้าพรรษา และวันอาสาฬหบูชา ในวาระโอกาสอันดีอย่างนี้ ควรถือโอกาสเข้าวัดทำบุญ และที่สำคัญคือศึกษาธรรมะ (ด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ) และฝึกปฏิบัติธรรม &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; เปรียบกับการเรียนแล้ว เหมือนกับอ่านหนังสือรับข้อมูลทางทฤษฏี แล้วก็ต้องมีการปฏิบัติให้รู้จริงแหละครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; วันก่อนพูดถึงคดีน้องแนทไป ซึ่งออกจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้จิตใจวุ่นวาย อารมณ์การเขียนเลยออกมาในทำนองนั้น คราวนี้เลยแก้ตัวใหม่ กลับมาเป็นสหายสิกขาเหมือนเดิม = เครียด ? (-; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ตอนนี้ขอพูดถึงหัวใจอีกข้อของเรื่องระบบความคิดก่อน คือหลักกาลามสูตร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; เรื่องนี้ออกจะเป็นเรื่องตรงข้ามกับเรื่องที่พูดมาแล้วสักหน่อย คือหัวข้อเรื่อง ถ้วยชาที่เต็ม ซึ่งเรื่องนั้นบอกให้อย่าปิดกั้นความคิด แต่หัวข้อนี้กลับจะพูดเรื่องตรงข้าม ซึ่งอันที่จริงก็เกี่ยวเนื่องกันคือ แม้จะรับความคิดใหม่เข้ามา แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อทันที แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ก็อย่าเพิ่งเชื่อทันที ซึ่งมีอยู่สิบเกณฑ์ด้วยกัน จะใส่ภาษาอังกฤษลงไปด้วยซึ่งจะทำให้ตีความได้ขัดเจนขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;b&gt;1. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา&lt;br /&gt; &lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt; 2. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการนับถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา (ตำนาน)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	3. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	4. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	5. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการนึกเดาเอาเอง (philosophy)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	6. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเน (logic)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	7. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฏ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	8. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	9. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; 	10. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ภาษาอังกฤษ ว่าดังนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; Rely not on the teacher/person, but on the teaching. &lt;br /&gt; Rely not on the words of the teaching, but on the spirit of the words. &lt;br /&gt; Rely not on theory, but on experience. &lt;br /&gt; Do not believe in anything simply because you have heard it. &lt;br /&gt; Do not believe in traditions because they have been handed down for many generations. &lt;br /&gt; Do not believe anything because it is spoken and rumored by many. &lt;br /&gt; Do not believe in anything because it is written in your religious books. &lt;br /&gt; Do not believe in anything merely on the authority of your teachers and elders. &lt;br /&gt; But after observation and analysis, when you find that anything agrees with reason &lt;br /&gt; and is conducive to the good and the benefit of one and all, then accept it and live up to it.&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; เรื่องนี้ก็สำคัญ เพราะสิ่งที่ควรรับไว้เชื่อ (หรือเป็นหลักการของชีวิต) ควรจะเป็นสิ่งที่เราตระหนักรู้ จากการปฏิบัติมาแล้วนั่นเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; เหตุที่ยกมาไว้ก่อน เพราะต่อไปนี้สหายสิกขา จะชักนำท่านเข้าสู่พรมแดนของความรู้ที่ยากต่อการเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ (6) ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจหลักของความคิด ทั้งสามหลัก คือ เปิดใจรับฟัง , จัดการกระบวนความคิด และ ตระหนักรู้แจ้งแท้จริง ให้ถ่องแท้เสียก่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ต่อไปจะพูดถึงเรื่อง อานาปานสติ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือทดลองหลักของไม่เพียงแต่พระพุทธศาสนา แต่เป็นของโลกตะวันออกอีกด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ในขณะที่ ปฏิจจสมุปบาท จะเป็นเหมือนหลัก micro-economics ศาสตร์ในการทำความเข้าใจเรื่องจุลละ  (คือเรื่องใจจิตใจ) และอิททัปปัจจยตา จะเป็นหลักที่เหมือน macro-economics หรือศาสตร์ในการทำความเข้าใจเรื่องระดับมหภาค (คือเรื่องในระดับธรรมชาติทั้งหมด)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; อานาปานสติก็เปรียบเสมือนเครื่องมือ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบไปแล้วก็เป็นหลักสถิติศาสตร์แห่งโลกตะวันตก เพราะ statistic จะใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาระเบียบวิธีวิจัย ของศาสตร์ตะวันตก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; เช่นกัน อานาปานสติ ก็เป็นเครืองมือในการศึกษาระเบียบวิธีวิจัยของศาสตร์ตะวันออก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ซึ่งใช้กันได้หมด ไม่ว่าจะทำความเข้าใจในเรื่องระดับกายภาพ ไปจนถึงระดับโลกุตร และคนโบราณเขาสร้างระเบียบวิธีวิจัยนี้เอาไว้เป็นเลิศทีเดียว ซึ่งเราจะได้มาพูดกันต่อๆไป&lt;br /&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109107709719167592?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109107709719167592/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109107709719167592' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109107709719167592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109107709719167592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/07/blog-post_28.html' title='หลักกาลามสูตร'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-109093427133020938</id><published>2004-07-27T05:38:00.000-07:00</published><updated>2004-07-27T06:17:51.330-07:00</updated><title type='text'>ความด้อยพัฒนาของเจ้าหน้าที่รัฐในคดีน้องแนท</title><content type='html'>เห็นข่าวนี้แรกๆก็เอะใจว่ามันแปลกๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆมันก็มีเรื่องด้อยพัฒนาทำนองนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้วสำหรับเมืองไทย เริ่มตั้งแต่เรื่อง ส่วยอาบอบนวด ยายไฮ เรื่องถล่มตู้เย็น เรื่องจับมือกลองโพสต์ภาพตั๊ก จนมาถึงเรื่องนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆมันก็เรื่องธรรมดา (ของสังคมนี้) จนกระทั่งผมรู้สึกว่า อย่าไปพูดถึงมันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอได้ดูรายการถึงลูกถึงคนเมื่อคืน มีจนทที่เกี่ยวข้องกับคดีมาพูด ก็รู้สึกทนไม่ไหว ต้องมาพูดถึงเสียหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าน (ยศสูงต้องเรียกท่าน) พูดว่า ท่านไม่ได้ออกหมายเรียก แต่เป็นจดหมายเชิญให้มาเป็นพยาน&amp;nbsp; อ้าวคุณพี่ แล้วที่หนังสือพิมพ์เอาไปลงเป็นตุเป็นตะว่า เป็นหมายเรียก สองครั้งไม่มาเจอหมายจับ และมีความผิดข้อหาค้าประเวณีนี่มันมาจากไหนล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านบอกว่า ต้องเป็นน้องแนท เพราะไปกับนักข่าว แล้วนักข่าวเห็นว่าเป็นแนทที่แสดงหนัง (วีซีดี) แล้วมีชื่อจริงอยู่ เลยต้องตาม ถ้าไม่ตามมีความผิดฐานไม่ดำเนินการ โธ่คุณพี่ ตกลงคุณพี่ต้องรายงานความคืบหน้ากับสื่อเหรอเนี่ย พึ่งรู้นะครับว่าสื่อมีหน้าที่แบบนี้ไปแล้ว แล้วคุณพี่ก็โทษเสร็จสรรพว่า (ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ทำให้เข้าใจว่า) สื่อแหละไม่ดี ไปลงข่าวเกินเลย ลงชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อายุ เรียบร้อย นี่เขามีปัญญาหามาเองเหรอครับ หรือว่ากลัวผิดคน เลยต้องรายงานเจ้านาย (สื่อ) อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งท่อนนี้ยิ่งสำคัญ ดูให้ดีนะครับ&amp;nbsp; ท่านบอกว่า น้องแนทจะถูกกันไว้เป็นพยาน&amp;nbsp; เพราะหน้าที่ของท่านคือชั้นสืบสวน ดังนั้นไม่สามารถออกหมายเรียกได้ (ที่จะกลายเป็นหมายจับ) กระบวนการออกหมายเรียกจะเป็นเจ้าหน้าที่สน ในพื้นที่รับผิดชอบ แต่น้องแนทก็ผิด เพราะมีพฤติการณ์ตามเหตุที่เกิดขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งขอย้ำว่าผิดจริง เพราะประกอบกิจนาน -- เนื่องจากดูมาแล้ว ไม่ใช่เป็นการถูกบังคับแน่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตกลงคุณพี่จะเอาไงกันแน่ครับ จะกันเป็นพยาน จะจับกุม จะดำเนินคดี เอาเสียสักอย่างสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แขกรับเชิญหญิง ซึ่งดูแล้วคงทำงานด้านพิทักษ์สิทธิ์สตรีดังกล่าว ถามมาคำหนึ่ง ซึ่งผมชอบมาก คือ ไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะไม่รู้ว่า กระบวนการเป็นอย่างไร ซึ่งมันก็อีหรอบเดียวกับที่ต้องรู้ว่า ในพื้นที่นั้นมีอาบอบนวดอยู่ (หรือบ่อนอยู่) แต่ทำไมถึงปล่อยให้ดำเนินการ นั่นมันค้าประเวณีกันชัดๆเสียอีกต่างหาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ, แต่อย่าไปคาดคั้นมากนะครับ เดี๋ยวจะเจอว่า กำลังคนน้อยต้องเห็นใจกันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมละเบื่อหน่ายกับความด้อยพัฒนาจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไหร่เราจะมีเจ้าหน้าที่สืบสวน ที่สืบสวนอยู่หลังฉาก โดยไม่ต้องรายงานข่าว ไม่ต้องทำตัวดัง แล้วทำงานทีก็ถึงตัวผู้บงการใหญ่เลย จะมาเอาผิดอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เออ แต่จริงๆผมก็สงสัยว่าจะมีความสามารถสืบสวนได้แค่ไหนอยู่เหมือนกัน เข้าใจถึงกิจกรรมใต้ดินที่มีความเกี่ยวข้องกับมาเฟีย หรือยากูซ่าญี่ปุ่นหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วผลกระทบของหญิงสาวที่อยู่ในวงการนี้อีกล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดหรือว่าจะมีคนอยากทำเรื่องพวกนี้มากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใครเคยอ่านบทวิเคราะห์เรื่องคนชายขอบของผม น่าจะพอเข้าใจในประเด็นนี้&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2794551/W2794551.html"&gt;http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2794551/W2794551.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆผมควรจะออกความเห็นด้วยความใจเย็นกว่านี้ แต่จากเมื่อคืน และประสบการณ์ที่เคยเกี่ยวข้องกับจนท แบบนี้นมา เห็นแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนทดีก็มีอยู่ แต่จนทที่มีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วเห็นกันจะๆแบบนี้ รับไม่ไหวเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนึกถึงคุณชูวิทย์ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้แฮะ เขาน่าจะมาออกรายการโต้กับจนทคนเมื่อคืน แบบนี้น่าจะพอสูสีกันหน่อย &lt;br /&gt;เกลียดพวกจีบปากจีบคอพูดจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือว่าสังคมนี้มันเลวร้ายจนกระทั่ง ไม่สามารถมียาดีที่ไหนมาแก้ได้แล้ว เลยต้องให้ anti-hero มาออกแรงเสียหน่อย แม้ว่าจะแก้ไม่ได้ แต่สะใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำนองเดียวกับ anti-hero อย่าง berserke นั่นประไร&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-109093427133020938?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/109093427133020938/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=109093427133020938' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109093427133020938'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/109093427133020938'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/07/blog-post_27.html' title='ความด้อยพัฒนาของเจ้าหน้าที่รัฐในคดีน้องแนท'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108961805857993108</id><published>2004-07-12T00:16:00.000-07:00</published><updated>2004-07-12T00:40:58.580-07:00</updated><title type='text'>เงาจันทรา</title><content type='html'>ไม่ใช่นิยายเรื่องใหม่นะครับ แต่เป็นหลักการ หลักปรัชญา หลักปฏิบัติ ฯลฯ (อีกล่ะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะๆ ก่อนที่ผู้อ่านจะจรลีลี้หนีไป เข้าเรื่องเลยดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องมีอยู่ว่า รถผมโดนสาดน้ำมันเข้าที่กระโปรงรถเมื่อกลางดึกของศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะโชคดีหน่อยที่น้ำมันนั้นไม่ใช่น้ำมันเบรค แต่คาดว่าคงจะเป็นน้ำมันเบนซิน แต่ก็ทำเอาสีบนกระโปรงรถหม่นเป็นรอยเป็นทาง ตามการกระเซ็นของน้ำมัน แล้วก็โชคดีอีกชั้นที่รถผมเป็นสีสว่างยอดนิยม (สีบรอนซ์)จึงสังเกตเห็นร่องรอยที่ว่าไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ (ไม่อยากจะคิดถ้าสีรถเป็นสีดำ สีแดง หรือสีน้ำเงิน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกถึงสมัยสุทธิชัย หยุ่น โดนน้ำมันเบรกสาดรถ ตอนสมัยรสช นึกไม่ถึงว่าเราจะโดนแบบเดียวกัน (ทั้งๆที่ไม่ดังเหมือนสุทธิชัยเสียหน่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ไม่ประสงค์ดีขว้างถุงน้ำมันถึงสามถุง ดูให้ดีแล้วก็เป็นเหตุการณ์ที่หนักหนาเอาการ ซึ่งคนที่ว่านั่นคงเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นน่าดู จริงๆหากจะให้เดาก็พอจะเดาออก ก็คงเป็นเจ้าเก่าที่ยังคงมีเรื่องมีราวค้างคากันอยู่นั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์ก็กำลังดำเนินไปเรื่อยๆ เกือบจะถึงโรงถึงศาลเข้าทุกทีแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาไว้หลังจากเสร็จกระบวนความในการพิจารณาคดีในศาล ผมคงจะเอามาเล่าเป็นความรู้ให้ฟัง เผื่อเพื่อนๆจะได้รู้เป็นความรู้ติดตัวเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนแรกผมก็ยังไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรมากเท่าไหร่ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าเก่านั่นทำ แต่หลังจากได้ข้อมูลบางอย่างก็พอจะทราบได้ว่าเป็นผู้ต้องสงสัยคนนั้นนั่นแหละ จากตอนแรกที่ยังใจเย็นพยายามประเมินสถานการณ์รอบข้างว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และหาวิธีรับมืออย่างไรดี ต้องเตรียมการอะไรบ้าง (ตอนนั้นสมองคิดอยู่หลายเรื่อง เพราะอย่างว่า ช่วงนี้เหมือนมีวิกฤต ทั้งงาน ทั้งเรียน พุ่งเข้ามาช่วงนี้พร้อมๆกันพอดี เหมือนกับที่ว่าไว้ในบทความก่อน) ...พอมารู้เข้าว่าเป็นคู่กรณีเก่า ก็เริ่มหงุดหงิดว่าทำไมถึงได้ต้องทำกันแบบนี้ ซึ่งเกลียดพฤติกรรมแบบนี้จริงๆ แน่จริงมาชกกันเลยสิโว้ย (คิดแบบนี้จริงๆนะเนี่ย) ...ประกอบกับอาการหวั่นวิตกของแฟน ทำให้ตัวเราเองชักเขวไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดทั้งเรื่องอยากจะแก้แค้น อาละวาดคืนให้หนำใจ ความกังวลทั้งที่อาจจะโดนหาเรื่องอีกในอนาคต ซึ่งมันจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆไหม แล้วยังเรื่องยุ่งเรื่องอื่นอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชักเริ่มทำสติแตก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://home.iprimus.com.au/rsims/pics/gs-lunarzen01s.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำอาจารย์ คำผู้รู้ แม้แต่ตำราพิชัยสงคราม บอกไว้ว่า สติเรานี่แหละ ประคองเอาไว้ให้ดี ยิ่งในยามวิกฤตยิ่งต้องระวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;มิยาโมโต มุซาชิ&lt;/b&gt; : &lt;i&gt;จงมีจิตใจที่หนักแน่น ราบเรียบ ไม่หวั่นไหวโดยง่าย จิตใจเช่นนี้จะได้มาจากการฝึกฝนเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอันขาด&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดนั้นง่าย ฟังก็ง่าย คิดก็ง่าย .... แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทำได้ไม่ง่ายเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตาม พยายามไม่นึกถึงปัญหา (เพราะตอนนั้นถึงนึกถึงแล้วก็ตัดสินใจได้ไม่ดีอยู่ดี) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาเช้านี้พยายามคิดถึงเรื่องในแง่บวก พยายามสงบจิต นึกถึงการสอนการทำสมาธิแนวเซน ที่สอนให้ทำใจให้สงบเปรียบเสมือนน้ำในบ่อที่สะท้อน&lt;b&gt;เงาจันทร์&lt;/b&gt; น้ำที่กระเพื่อมไปมาย่อมสะท้อนดวงจันทร์ได้ไม่ชัดเจน แต่หากน้ำนั้นนิ่ง ย่อมจะต้องสะท้อนดวงจันทร์ได้ดังกระจกเงา (หวงอี้ ก็พูดถึงกับดาบจันทร์ในบ่อ ในมังกรคู่ แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมาจากปรัชญาเซนเรื่องนี้มากกว่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วค่อยๆคิดหากระบวนการแก้ไข : คิดถึงวิธีหนึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีมาช่วย แล้วคิดต่อเนื่องไปถึงกระบวนการแก้ปัญหาหลายๆอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เออ มันก็ไปได้แฮะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักคิดต่อว่า การจัดการกับเรื่องแบบนี้ไม่ง่ายเหมือนกัน แล้วนึกถึงเรื่องใหญ่กว่าอย่างเรื่องบ้านเมือง ศัตรูใช้ยุทธวิธีกองโจร เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม เอาชนะกลยุทธ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการน่าจะเป็นการแสวงหาแนวร่วม การยึดหลักความถูกต้อง และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน (อย่าทำเป็นเรื่องส่วนตัว) และการจัดการกับปัญหาด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง (อย่าใช้อารมณ์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่...อย่างที่ว่า พูดมันพูดง่าย แต่ทำไม่ง่ายอย่างที่พูดเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิน่า มะกันถึงยังติดหล่มอยู่ในสงครามก่อการร้าย อย่างไม่เลิกลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งที่เราก็รู้อยู่ว่า การก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่ามะกันจะล้มเหลวในการแสวงหาแนวร่วม ก็เพราะละเมิดกฏการเอาชนะกลยุทธ์กองโจรข้างต้นนั่นแหละ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108961805857993108?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108961805857993108/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108961805857993108' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108961805857993108'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108961805857993108'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/07/blog-post_12.html' title='เงาจันทรา'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108934555383385762</id><published>2004-07-08T20:19:00.000-07:00</published><updated>2004-07-08T20:59:13.833-07:00</updated><title type='text'>เมื่อข้อมูลล้น</title><content type='html'>อา...มันมาอีกแล้ว &lt;br /&gt;ผมหมายถึงช่วงเวลาที่ทุกอย่างโถมทับลงมาทำให้ห้วสมองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้สมองเกิดการตีความซับซ้อนขึ้นนับเท่าตัว (ซึ่งปกติมันก็ตีความเยอะอยู่แล้ว เกลียดไอ้สมองรุ่นนี้จริงๆ มันจะเปลี่ยนได้แบบเปลี่ยนซีพียูรึเปล่าเนี่ย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องมันเกิดจากว่า สองสัปดาห์ก่อนพยายามจัดระเบียบความคิดของตัวเอง โดยใช้เครื่องมือคล้ายๆกับ mindmap (แผนที่มโนจิต) เข้ามาช่วย ซึ่งมันก็ทำให้วิธีการคิดเป็นระเบียบและมีหลักการมากขึ้น แถมยังช่วยให้เห็นว่าเราจะสามารถค้นหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมโดยเจาะลึกลงไปในส่วนที่สนใจด้านต่างๆได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ ไอ้ข้อมูลที่เราสนใจเจาะลึกลงไปเรื่อยๆเนี่ย แต่แรกที่คิดว่ารู้ดีแล้ว มันยังมีความรู้ให้เราศึกษาต่ออีก อีกนัยหนึ่ง เหมือนกับเราบุกป่าฝ่าดงไปยังพื้นที่ป่า ซึ่งเราไม่เคยคิดว่ามีใครเคยผ่านมาก่อน แต่ปรากฏว่าตามทางมันมีร่องรอยการพักแรมอยู่เต็ม แล้วพอเจาะลึกไปอีกก็จะเจอชุดความรู้ที่ลึกลงไปอีกๆ อุปมาอุปมัยเหมือนแกะลอกเปลือกหัวหอมให้หลุดออกไปทีละชั้นๆ แต่มันก็ยังมีเปลือกหัวหอมให้ลอกต่อไปเรื่อยๆอยู่นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็เลยเริ่มเข้าใจความคิดของ สตีเฟ่น ฮอว์คิง ว่าทำไมถึงใช้รูปโลงศพฟาห์โรห์ อียิปต์เป็นเครื่องหมายแทนการแสวงหาความรู้ของมนุษยชาติ เพราะโลงแบบนี้จะมีหีบย่อยซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ผิดกันแต่ว่าของจริงซ้อนกันประมาณสามสี่ชั้นก็ถึงตัวมัมมี่ แต่โลงศพแห่งความจริงแท้ของฮอว์คิงนั้น ดูราวกับซ้อนกันไม่รู้จักจบจักสิ้น เริ่มตั้งแต่ค้นพบกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน , ทฤษฏีสัมพันธภาพของไอนสไตน์ , ทฤษฏีสัมพันธภาพพิเศษ, กลศาสตร์ควอนตัม , จีสตริง, บิ๊กแบง, ฯลฯ (ไปหาอ่านเอาในหนังสือของฮอว์คิงเอาเองเถิด) แต่ฮอวคิงก็ยังไม่เจอมัมมี่ (หรือที่เขาเรียกว่า จอกศักดิ์สิทธิ์) คือทฤษฏีสุดยอด GUT (General Universal Theory) สักที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำคัญของ GUT ก็เหมือนจอกศักดิ์สิทธิ์นั่นแล เพราะคาดว่าเมื่อใครค้นพบทฤษฏีนี้ก็จะสามารถพยากรณ์ความเป็นไป และเข้าใจธรรมชาติได้ (เป็นพระเจ้า?) รู้แม้กระทั่งว่า ณ ตอนนี้เวลานี้ คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ และต่อไปจะทำอะไร ด้วยเหตุผลอะไร (จริงหรือเปล่า?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ความรู้มหาศาลเหล่านี้เราต้องพยายามตีความและเข้าใจมันให้ได้ และในขณะเดียวกันต้องกลั่นกรองด้วยว่าชุดความรู้เหล่านี้ เข้ากันได้กับชุดความรู้เดิมของเราหรือไม่ ซึ่งต้องกลั่นกรองด้วยใจเป็นกลาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้ก็ต้องพึ่งกาลามสูตร (ชักเริ่มเข้าใจความคิดของชาวบ้านกาลามสมัยพุทธกาลซะแล้วสิ) ประเด็นหลักคือ อย่าเพิ่งเชื่อ (ไม่ว่าโดยเหตุผลใด) แต่ให้รับฟังไว้ก่อน แล้วหลังจากไตร่ตรองและศึกษาโดยวิธีต่างๆจนเข้าใจลึกซึ้งจึงค่อยเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่า เรื่องพวกนี้ในองค์กรก็สำคัญใช่ย่อย เพราะแต่ละคนก็จะมีความรู้เชี่ยวชาญของตนเองอยู่ ถ้ามี knowledge management software ก็คงดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ๊ะ... หนทางทำเงินแฮะ &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108934555383385762?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108934555383385762/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108934555383385762' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108934555383385762'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108934555383385762'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/07/blog-post.html' title='เมื่อข้อมูลล้น'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108839933120704377</id><published>2004-06-27T21:34:00.000-07:00</published><updated>2004-06-27T22:08:51.206-07:00</updated><title type='text'>อย่าทำตนเป็นถ้วยชาที่เต็ม</title><content type='html'>ชา... เครื่องดื่มจากตะวันออกชนิดนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก แต่ก็น่าสนใจที่ว่ามันมีจุดกำเนิดที่ใดกันแน่ระหว่างจีนหรืออินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่แน่ๆคนอังกฤษเมื่อยึดอินเดียเป็นอาณานิคมได้แล้ว ก็นำเข้าชาอินเดียเข้าไปบริโภคกันในอังกฤษกันอย่างเอิกเกริก จนกลายเป็นวัฒนธรรม "น้ำชายามบ่าย" หรือ "tea-time" ไม่เพียงเท่านั้นศรีลังกาประเทศเกาะตอนใต้ของอินเดียก็ยังกลายเป็นประเทศที่ส่งชาออกอันดับหนึ่งไปด้วย (เพราะเป็นประเทศในอาณานิคมหรือเปล่า?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแถบเอเชียตะวันออก ชามีต้นกำเนิดมาจากจีนอย่างแน่แท้ไม่ต้องสงสัย คนจีนมีความละเมียดละไมกับการบริโภคชามานานแล้ว ชาชั้นดีที่นิยมบริโภคกันบางครั้งตั้งราคาขายในระดับพันบาทก็มี ดูเหมือนว่าคนจีนมีวัฒนธรรมในการบริโภคชา คู่กับการบริโภคสุราด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาชั้นดีที่อยากแนะนำให้ลองชิมกันดูก็อย่างเช่น "อู่หลง" (มังกรดำ) , ทิกวนอิม (กวนอิมเหล็ก)จริงๆมีหนังสือไทยดีๆแนะนำถึงชาอยู่เล่มสองเล่มซึ่งน่าจะลองไปหาอ่านดู เพราะมีพูดถึงประเภทของชาจีน และวัฒนธรรมการบริโภคชาอย่างละเอียด (แล้วจะรู้ว่าการบริโภคชา ก็เป็นวัฒนธรรมฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งเหมือนกัน)นอกจากค่าใช้จ่ายเรื่องชาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์ชงชา และอุปกรณ์ดื่มชาอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เท่าที่ลองค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตคร่าวๆ ก็จะพบว่า ชาจีนมีอยู่สามอย่างคือ&lt;br /&gt;ชาเขียวกินได้รสใบไม้ (หลงจิง ตุ้งติ้ง)&lt;br /&gt;ชาเหลืองหอมกรุ่นรสชาติดีเยี่ยม (ทิกวนอิม อู่หลง )&lt;br /&gt;ชาแดงไม่หอมเท่าไหร่แต่ชุ่มคอมากๆ(จุ๊ยเซียน ต้าหงผา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้เจาะลึกเรื่องชาจีน ก็จะค่อยๆ หารายละเอียดเพิ่มเติมมาอีกที&lt;br /&gt;====&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.e-yakimono.net/assets/images-where/k-murata09.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะพูดถึงชาจีนแล้ว ต้องพูดถึงชาญี่ปุ่นกันหน่อย ชาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคกันก็คือ ชาเขียว ซึ่งมีข้อแตกต่างจากชาจีนคือ ชาเขียวไม่ใช่เป็นชาที่ผ่านการหมัก แต่จะทำให้ใบชาแห้งด้วยการผ่านอุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว วันก่อนไปหยิบหนังสืออะไรสักอย่างที่ร้านโออิชิ พูดถึงชาเขียวนี่แหละ (แต่ทั้งเล่มดูเหมือนจะพูดถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นในกรุงเทพ) เขามีการบรรยายถึงกรรมวิธีการทำชาเขียวคร่าวๆอยู่ด้วย (ดูเหมือนจะใช้วิธีนึ่งผ่านไอน้ำร้อน) และชาเขียวก็มีหลายเกรดหลายยี่ห้ออยู่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ กรรมวิธีการผลิต และลำดับครั้งของการเด็ดใบชา รวมไปถึงกรรมวิธีคัดใบชา ถ้ายี่ห้อไหนยิ่งปราณีตเท่าใด ก็จะแพงขึ้นเท่านั้น เพราะมีมูลค่าเพิ่มของแรงงานอยู่ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดื่มชานี่ ต้องเริ่มต้นด้วยกลิ่น แล้วละเลียดรส (ยุ่งยากจัง) ซึ่งดื่มเหล้า ดื่มสาเกก็เหมือนกัน แต่ดื่มสาเกแล้วเมา ดื่มชาแล้วตาค้าง ^^"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนตัวผมนั้นแม้จะเห็นด้วยว่า ชาจีนอย่างอู่หลง เนี่ยดูมีรายละเอียดมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว ผมกับชอบชาเขียวมากกว่า รู้สึกเรื่องพวกนี้จะสะท้อนถึงวัฒนธรรมของสองประเทศเสียด้วยสิ ซึ่งนับแต่อดีตญี่ปุ่นมักจะนำเข้าวัฒนธรรมจากจีน แล้วพยายามตัดย่อให้ดูเรียบง่าย และง่ายต่อการใช้งานขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;===&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลายเป็นบทความเรื่องชาไปได้ไงเนี่ย จริงๆจะพูดถึงปรัชญาเซน หรือคำเตือนอันหนึ่งว่า "พยายามอย่าทำตนเป็นถ้วยชาที่เต็ม" แต่ก็นั่นแหละ ตามสไตล์ของสหายสิกขา ไม่ชอบพูดเรื่องที่อยากพูดตรงๆ แต่ต้องอ้อมโลกก่อน -_-" เมื่อไหร่จะหายนิสัยแบบนี้เสียที เรื่องนี้หลายคนคงเคยอ่านมาแล้ว แต่จะขอยกมาเล่าอีกทีเผื่อท่านที่ยังไม่ได้อ่านจะได้รับทราบนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิทานเซนเขามีว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่ง มีศาสตราจารย์ที่มีความรอบรู้มาก ได้เดินทางมาเยี่ยมอาจารย์สอนเซนที่อารามวัดเซนแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพอเดินทางมาถึง ทักทายกันตามมารยาทเรียบร้อยแล้ว ท่านศาสตราจารย์ก็บรรยายให้อาจารย์เซน (ซึ่งเรามักจะจินตนาการถึงว่าเป็นพระแก่ๆ ในจีวรสีดำ สไตล์ญี่ปุ่น) ให้ฟังว่าท่านได้รับทราบเรื่องอะไรมาบ้าง ตอนนี้กำลังทำการวิจัยศึกษาอะไรอยู่ ทำนองนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านศาสตราจารย์ก็เล่าอยู่เป็นนานสองนาน จนเหนื่อย ก็เลยหยุด แล้วก็ถามอาจารย์เซนในทำนองว่า เนี่ยสมัยนี้โลกนี้ไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว เซนเป็นความรู้โบราณจะมีอะไรเป็นประโยชน์และทันสมัยบ้างไหม (ประมาณนั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเซนก็ไม่ว่าอะไร ยิ้มน้อยๆ แล้วก็หยิบกาขึ้นมารินชาในถ้วยชาของท่านศาสตราจารย์ให้ (ท่านศาสตราจารย์ก็ยิ้มล่ะสิ เพราะพูดมากคอแห้ง อยากกินชาให้ชุ่มชื่นจัง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปรากฏว่าอาจารย์เซนรินน้ำชาลงในถ้วยชาจนเต็มแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด จนกระทั่งชาในถ้วยหกล้นออกมาเลอะพื้นเต็มไปหมด ท่านศาสตราจารย์ก็เลยโวยวายว่า นี่ท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นหรือว่าน้ำชามันล้นถ้วยแล้วท่าน ได้โปรดหยุดเทน้ำชาทีเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านอาจารย์ก็หัวเราะเบาๆ แล้วว่า "เออ นั่นสินะ ถ้วยชามันเต็มแล้ว เลยเทชาลงไปไม่ได้อีกแล้ว"&lt;br /&gt;"งั้นท่านคงต้องทำให้ถ้วยชาของท่านมันพร่องลงไปบ้าง เราถึงจะเติมชาลงไปเพิ่มอีกได้นะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเรื่องก็เอวัง กันคมๆ สไตล์เซนแบบนี้แล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;======= &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชอบเรื่องของเซนก็เพราะว่า ทุกโกอาน จะเสียดแทงความคิดคน และกระตุกให้คนคิด ซึ่งถ้าเราไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วยอยู่นั่น ก็จะคิดได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า อย่าทำตัวเป็นชาล้นถ้วย พยายามทำตัวเป็นนักศึกษาอยู่เสมอ เพราะไม่มีอะไรที่เรารู้จริงไปหมดหรอก ลองคิดดูว่าคนในโลกมีเป็นพันล้าน (ห้า-หกพันล้าน) ชีวิตของคนๆหนึ่งก็เหมือนกับเป็นหนึงสือเล่มหนึ่ง เราจะไปศึกษาเรื่องราวทั้งหลายแหล่ในโลกนี้จนหมดได้อย่างไร ยังไม่นับความรู้จากคนในอดีตอีกมากมายนั่นอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ความคิดของคนที่อ่อนด้อยด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิ บางครั้งก็ยังมีอะไรให้คิด ให้ศึกษาอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องเตือนตนเองอีกว่า เวลาไปเห็นใครทำกร่าง ทำว่าข้ารู้ ข้าแน่ ก็อย่าไปตามคนประเภทนั้น หรือไปเอาชนะคะคาน (บางทีมันจะติดในใจ แล้วพอไปถึงระดับหนึ่งคิดว่าเรารู้เยอะ เราจะแสดงกริยาคล้ายๆกับคนๆนั้นออกมา) แต่พยายามทำตนให้เป็นถ้วยชาที่ว่างเปล่าอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะถ้าทำตัวเป็นชาล้นถ้วยเสียแล้ว เราจะดื่มชาอีกได้อย่างไรเล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาน่ะมันมีหลายยี่ห้อนะ &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108839933120704377?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108839933120704377/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108839933120704377' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108839933120704377'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108839933120704377'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/06/blog-post_27.html' title='อย่าทำตนเป็นถ้วยชาที่เต็ม'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108719142909674128</id><published>2004-06-13T21:39:00.000-07:00</published><updated>2004-06-13T22:37:09.096-07:00</updated><title type='text'>บทสำรวจ: ความแตกต่างระหว่างปรัชญาตะวันออกและตะวันตก</title><content type='html'>ขึ้นต้นว่า "บทสำรวจ" เพื่อให้เป็นหมายเหตุว่าบทความชิ้นนี้เป็นเพียงหัวข้อศึกษา และเป็นเสมือนหมุดปักเพื่อเป็นจุดอ้างอิงในการเริ่มต้นศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาจากสองค่ายนี้ ดังนั้นจึงห้ามอ้างอิงความคิด หรือบทสรุปในบทความนี้เด็ดขาด แต่ให้ถือเอาว่าบทความนี้เป็นเพียง guide line ในการชี้แนวทางเพื่อศึกษาด้วยตนเองต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองจากมุมด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญาตะวันตกน่าจะมีจุดกำเนิดจากกรีกโบราณ อันได้แก่เพลโต  อริสโตเติล และ (ใครอีกคนหว่า) วิธีคิดของนักคิดเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการศึกษาความลี้ลับธรรมชาติของชาวตะวันตก กล่าวคือทำความเข้าใจ ประยุกต์ใช้ และควบคุม ธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดแบบนี้ถูกพัฒนามาเป็นการใช้ระเบียบวิธีทางสถิติ มาวิเคราะห์แบบแยกส่วนต่อสิ่งที่ให้ความสนใจศึกษา และความรู้ใหม่ๆจะต้องอ้างอิงหรือเข้ากับกับพื้นความรู้เดิมให้ได้ด้วย(ต่อยอด) แต่ก็สามารถ "ล้ม" ทฤษฏีเดิมได้หากมีข้อพิสูจน์ที่สามารถหักล้างทฤษฏีเดิมชัดเจน(ระเบียบวิจัยแบบวิทยาศาสตร์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่พื้นฐานความคิดทางตะวันออกน่าจะมีจุดเริ่มมาจากอารยธรรมสองสายด้วยกันคือ แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ (อินเดีย) และแถบลุ่มแม่น้ำฮวงโห (จีน) ในขณะที่อารยธรรมกลุ่มอื่นน่าจะอยู่ในฐานะผู้รับ (adopter) จากอารยธรรมหลักทั้งสองนี้ อย่างไรก็ตามจากการค้าและการสงคราม อารยธรรมทั้งสองก็ดูเหมือนจะผสมผสานกันและกันจนดูเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของชนชาวเอเชีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวคือเป็นระบบการศึกษาที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่คน และความจริงแท้ที่พบจากการศึกษานั้นก็จะอนุมานให้เป็นความจริงแท้ของสิ่งอื่นในธรรมชาติด้วย เพราะในเมื่อคนคือผลผลิตของธรรมชาติ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับคนเอง ก็ย่อมจะต้องเกิดขึ้นในกรอบของธรรมชาติเช่นกัน (or vice versa คือสิ่งที่พบในธรรมชาติก็ประยุกต์กลับมาใช้กับคนต่อ) เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนในแนวคิดการศึกษาของพุทธ (และโยคี) ที่อาศัยร่างกายตนเองเป็นห้องทดลองในการศึกษาหาความจริงแท้ และข้อสรุปที่ได้จากการทดลองก็นำมาอนุมานกับธรรมชาติด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น จิตไม่มีความเป็นเจ้าของที่แท้ (เป็นได้ชั่วคราว) และมีความไม่ยั่งยืน ดังนั้นจึงไม่มีตัวตน (อนัตตา) ดังนั้นโลกก็เป็นเช่นนั้น จักรวาลก็เป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตะวันตกพยายามศึกษาแบบแยกส่วนเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติในรายละเอียดปลีกย่อยที่สุด เพื่อถึงที่สุดนำมาควบรวมกับเป็นทฤษฏีสุดยอด แต่อาจเป็นไปได้ว่าทฤษฏีสุดยอดแบบนั้น ตะวันออกได้พบนานเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประการหนึ่งระบบตะวันออกจะให้ความสำคัญกับจิตใจอย่างมาก (บางทีอาจละเลยด้านร่างกาย และวัตถุไปด้วยซ้ำ) ดูแต่ที่อินเดีย,ที่พักสุดท้ายในเมืองพาราณสี ริมแม่น้ำคงคา ที่เป็นโรงพยาบาลคนไข้ใกล้ตาย ออกจะอนาถาปานนั้น แต่คนอินเดียบอกว่านี่แหละเป็นความไฝ่ฝันสูงสุด เพราะเข้าได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าที่สุด? คนเราจะรวยไปก็ยังเป็นทุกข์อยู่ดี ดังนั้นศานติในวิญญาณจึงสำคัญกว่า (แต่นี่มันหลอกตัวเองหรือเปล่า?) อินเดียจึงไม่จำเป็นต้องมี สนามกีฬาไว้คอยตุ๋นคนใต้ปกครองเรื่อยๆเหมือนโรมัน เพราะอินเดียตุ๋นคนใต้ปกครองตั้งแต่เกิดด้วยระบบกรรมแล้ว (น่าน เอาเข้าไป มองโลกในแง่ร้ายจริงเรา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ตะวันตกจะให้ความสำคัญทางด้านวัตถุมากกว่า (วัตถุดี จัดสรรดี คนก็ย่อมมีจิตใจดีในที่สุดเอง ว่างั้นเถอะ)แนวความคิดของคนตะวันตกจึงยึดติดกับการบริโภคและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ปัญหาก็ต้องมาถามว่าในสังคมที่เจริญมากๆมันก็ยังมีความทุกข์กันอยู่ และระบบกระจายรายได้มันก็ไม่ได้ทำงานได้อย่างเป็นธรรมตามคำโฆษณาเสียหน่อย สุดท้ายคนจน คนด้อยโอกาสมันก็ยังมีอยู่ทุกสังคมนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ,ตั้งโจทย์ทิ้งไว้ดื้อๆแบบนี้แหละ ใครจะทำไม เรื่องของเรื่องคือเวลาไม่ค่อยมีจึงบันทึกไว้เท่านี้ก่อน แล้วเวลาอันเหมาะเราจะมาถกเถียงกันในเรื่องนี้อีกที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108719142909674128?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108719142909674128/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108719142909674128' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108719142909674128'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108719142909674128'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/06/blog-post_13.html' title='บทสำรวจ: ความแตกต่างระหว่างปรัชญาตะวันออกและตะวันตก'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108658254566654652</id><published>2004-06-06T20:38:00.000-07:00</published><updated>2004-06-06T21:33:36.263-07:00</updated><title type='text'>สอบเลื่อนสายไอคิโด</title><content type='html'>เมื่อวานได้มีโอกาสเข้าร่วมการสอบเลื่อนสายไอคิโด ซึ่งเป็นการสอบเลื่อนสายขึ้นเป็น 4 Kyu (สายเขียวปลายน้ำตาล)โดยเนื้อหาการสอบก็ไม่ยากอย่างที่คิดไว้เท่าไหร่ แต่ก็โชคดีด้วยที่มีการเตรียมตัวมาก่อน ท่าสอบจะมีดังต่อไปนี้:&lt;br /&gt;tsuki kotegashi, ryotetori [ikkyo,nikkyo, sankyo, yonkyo] omote/ura, tsuki iriminage, ryotetori kaitennage, ryotetori tenjinage, katatetori shihonage, morotetori kokyunage, ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยข้อกำหนดของการสอบขั้นนี้ จะต้องใช้ท่าทั้งหมดที่เป็น ryotetori (จับสองมือด้านหน้า) และ tsuki (ชก/แทง) ได้ทุกท่า ตั้งแต่ ikkyo - yonkyo และ nage ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ควรดูไว้คือการสอบของสายที่สูงขึ้น (3 Kyu -- สายน้ำตาล) จะต้องเตรียมท่า Koshinage (แบกหลังทุ่ม) สามแบบ ซึ่งโดยส่วนตัวสองแบบแรก คือท่าปกติ และเข้าแบบ shihonage นั้นทำได้แล้ว แต่แบบสุดท้ายคือ รวบสองมือข้ามไหล่ (แต่ยังทุ่มด้วยเอวข้ามตัว) ยังไม่ถนัดนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าถัดมาที่ต้องเตรียมคือ suriwasa technic (นั่งทั้ง uke-nage) โดยที่สอบไปเป็น shomen uchi-ikkyo และ shomen uchi-jujigarami (ทุ่มกากบาท), แล้วยังต้องเตรียมท่า hanmi-handaji (uke ยืน / nage นั่ง) ซึ่งถ้าเป็นท่านี้ที่เป็น shihonage ura จะต้องดัดมือให้ uke เจ็บและเบี่ยงตัวอ้อมไปด้านหลังเรา แล้วจึงทุ่ม (ถ้าเป็น omote ต้องยืนขึ้นด้วย?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาก็เป็น yokomen ซึ่งเวลา apply ท่า irimi-nage, kotegashi, shihonage พวกนี้ จะเข้าได้สามแบบ ตามศัพท์ของ อ.สุวรรณีคือ เข้านอกออกนอก เข้าในออกใน เข้าในออกนอก แต่ถ้าตามหลักของการปะทะแรงคือ ตัดต้นแรงแล้วออกแบบ ura, ตามแรง(เข้าด้านใน) แล้ววนในอีกครั้ง และสุดท้ายคือ ตามแรงแล้วออกแบบ ura ทั้งสามแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอบระดับนี้จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อเนื่องกัน ซึ่งถือว่านานพอสมควร จะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมระดับหนึ่งด้วย ซึ่งที่เตรียมมาคืออย่างน้อยต้องเล่นต่อเนื่อง 1 เดือน และวันศุกร์-เสาร์ ก่อนสอบซ้อมตามปกติ ไม่นอนดึก และเดินทางมาทานข้าวกลางวันตอนเที่ยงก่อน 1 ชม แล้วเข้าสอบเวลาบ่ายโมง (วันอาทิตย์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;===&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับระดับสูงคือ 2 kyu / 1 kyu (ระดับสายน้ำตาลปลายดำ) จะมีเน้นหนักที่ hanmi-handaji, suriwaza technic, katatori (จับไหล่), จับสาบเสื้อ (คอเสื้อ) ไม่รู้เรียกอะไร, ryote ทั้งหลาย (จับด้านหลัง), katatori-men-uchi จับไหล่แล้วฟัน, จับแขนสองข้างด้านหลัง, จับแขนด้านหลังหนึ่งข้างแล้วล็อคคอ, แล้วใช้มีด tsuki , yokomen จากนั้นก็เป็น free sparing การสอบแบบนี้ไม่ควร apply ท่าล็อก ที่ควรใช้คือ nage ทั้งหมด ที่ควรใช้คือ kokyu-nage และอาจใช้ iriminage, sankyo-nage, koshinage, kotegashi (สำหรับ tsuki), udekimenage (สำหรับ tsuki), ถ้าจะเข้ามา ryotetori ให้ใช้การหมุนตัวปัดอย่างรวดเร็ว (kokyu-nage) เป็นหลัก สำหรับ shomen+yokomen ให้ apply iriminage, shihonage หรืออื่นๆ แล้วแต่ละกรณีไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอบระดับนี้ใช้เวลาประมาณ 40 นาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;===&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการสอบระดับสูงด้วยคือ 2 dan การสอบจะรวดเร็วมาก อาจารย์ใหญ่จะบอกท่าเป็นชุด มีการสอบขั้น advance คือ jusannokata (โจ้ 13 ท่า), sanjuichinokata (โจ้ 31 ท่า), tsuburi ท่าดาบ 7 tsuburi และ kata ของดาบ การชิงโจ้ การชิงดาบ และการใช้ท่า 1 ต่อสอง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.yenra.com/animated-akido-techniques/aikido.gif"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สอบสายนี้ทำได้อย่างคล่องแคล่ว (ท่าเยอะแยะไปหมดจำได้ยังไงเนี่ย) แล้วยังลื่นไหลต่อเนื่อง และสวยงามอีกด้วย น่าชื่นชมจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;===&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวแล้ว น่าแปลกที่การสอบครั้งนี้ไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนทุกคราว และการประยุกต์ท่าจะเป็นไปตามขั้นตอนไม่รวดเร็วไม่ใช้แรงมากเหมือนเดิม (เทคนิคชัดเจน) การ uke จะนุ่มนวลขึ้น (คงแก่แล้วมั้ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รู้สึกสงบและเย็น มีสมาธิ เหมือนกับช่วงที่เล่นไอคิโดใหม่ๆ&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108658254566654652?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108658254566654652/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108658254566654652' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108658254566654652'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108658254566654652'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/06/blog-post_06.html' title='สอบเลื่อนสายไอคิโด'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108623609112915167</id><published>2004-06-02T21:09:00.000-07:00</published><updated>2004-06-02T21:17:29.703-07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยเรื่องทุจริต (ภาคจบ)</title><content type='html'>ได้รับเมลล์จากคนรู้จัก เนื้อหาเป็นทำนอง "รู้ทันทักษิณ" ซึ่งจริงๆถ้าใครอยู่ในสายเศรษฐศาสตร์การเมือง ก็ต้องผ่านการวิเคราะห์แบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมารู้เอาตอนนี้ล่ะนี่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านจบเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน จึงต้องเขียนตอบไปในเชิงที่พยายามชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาหลักหรอก และอย่าพยายามทำตนเป็นกบเลือกนายเลย (ระวังจะได้นกกระสามากินกบ) ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหนอื่นไกลหรอก นอกจากอยู่ที่ตัวพวกเรากันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่นำมาลงตรงนี้ เพราะเป็นสิ่งที่อยากจะสื่อออกไปจริงๆ และเนื้อหาเชื่อมต่อกับความเรียงเรื่องด้านล่างพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อความจดหมาย (ที่ตอบไปนั้น) มีว่า:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นเมลล์นี้ต้องรีบตอบ เพราะซีเรียส เพราะฉะนั้นเนื้อหาด้านล่างนี้จะเครียดมากๆ ใครยังไม่ได้กินข้าวไม่ควรอ่าน เดี๋ยวจะกินข้าวไม่ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรกระแสต่อต้านทักษิณรุนแรงจริงๆ กระแสก็มาจากชนชั้นกลางในกรุงเทพนี่แหละ ผมเองก็ "เคย" คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่แล้วก็ต้องมาเปลี่ยนความคิด หลังจากอ่านบทความของ อ.อภิชาต (อ.ผมเอง) แกบอกว่าคนกรุงเทพ เป็นคนไม่มีจุดยืน ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้ตามจุดหมาย เป็นคนปากอย่างใจอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ไหม เราเคยเห็นด้วยกับการฆ่าตัดตอน (พวกค้ายาเหรอ ฆ่ามันไปเลยดีสาสมกับบาปกรรมแล้ว) เราไม่ค่อยชอบกับการยกพวกมาประท้วงของสมัชชาคนจนแต่เราก็จะเอาใจช่วยแม่ใหญ่ไฮ (ทั้งที่ตอนแกยายไฮ แกก็มาประท้วงกับสมัชชาคนจนนี่แหละ) คนยากจนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับ ยายไฮ ยังมีอีกมากแต่เราก็รังเกียจ เพราะปัญหามันใหญ่เกินไป แก้ยากเกินไป เราชอบอะไรฉาบฉวยซึ่งทักษิณก็ดูเหมือนจะจับจุดนี้ได้ จึงให้ยงยุทธ เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา 25 ปี ของคนจนคนหนึ่งภายในชั่วข้ามคืน (อ้าวแล้วคนจนอีกนับพันในสมัชชาคนจนนั่นล่ะ?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับเสียเถิดว่า เรานั้นเป็นคนอย่างไร เราถึงได้ผู้นำแบบทักษิณมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมานั่งครุ่นคิดถึงคำพูดในหลวงที่ท่านได้พระราชทานเนื่องในวันเฉลิมฯท่านพูดถึง มาตรฐานซ้อน (double standard) มาตอนนี้ ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาเฉยๆ เมื่อตระหนักได้ว่า ท่านไม่ได้กำลังว่าผู้นำรัฐบาล แต่ท่านเตือนสติคนไทย ท่านเตือนสติสังคมไทย ท่านเตือนพวกเราเองนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองอ่านบทความนี้ดูครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q2/article2004june03p1.htm"&gt;Corruption of the mind&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ ผมเจอกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง แล้วเรื่องเหล่านี้ ก็เป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องช่วยกันคิดช่วยกันแก้ (แก้ไขไม่ได้ตระหนักบ้างก็ยังดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ปัญหาเรื่องเชื้อชาติในแถบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านหรือปัญหาเรื่องผู้หญิงไทยยากจน ต้องบินไปเสนอตัวเป็นภรรยาให้กับคนอเมริกันหรือคนเยอรมัน หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องที่เราเริ่มชินชากับปัญหาทุจริต(ในบทความที่ให้ลิงค์ไว้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องพวกนี้ไม่ได้แก้ไขได้ในช่วงข้ามคืน แต่มันก็จะยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ถ้าเราทำเป็นลืมปัญหาพวกนี้ แล้วกวาดเก็บมันลงไปเก็บไว้ใต้พรม เหมือนที่เราเคยทำๆกันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อยการเปลี่ยนทัศนะคติเหล่านี้ อาจจะทำให้สังคมเรายกระดับขึ้นเพราะมันจะสะท้อนออกมา เป็นปฏิกริยาทางการเมืองที่ละเอียดรอบคอบ และสุขุมขึ้น กับปัญหา และกับนักการเมือง ในอนาคตเราอาจจะได้นักการเมืองที่ยกระดับขึ้นด้วย เพราะสุดท้าย นักการเมือง ก็เป็นภาพสะท้อนของประชาชนนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อยก็อย่าลืมไปว่า ที่เราลงโทษปชป เพราะเหตุที่เราทนไม่ได้เนื่องจาก ปชป ไปผูกตนเองเข้ากับระบบราชการ ที่ล้าหลัง และเชื่องช้าแถมยังเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น เราจึงต้องการเลือดใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ๆ ซึ่งคำตอบก็คือทรท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองลึกๆ ทรท ก็พยายามปฏิรูประบบราชการตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน หลายด้านจริงๆ แต่ทุกอย่างต้องมีต้นทุน ต้นทุนของทรท ก็คือขุมข่ายกำลังของชินและเขาเองก็ไม่มีวันที่จะทำอะไรโดยไม่ได้ผลตอบแทน เพราะแม้แต่คนไร้เดียงสาก็ยังรู้ว่า ส่วนหนึ่งที่เขาตัดสินใจเข้ามาอยู่ในระบบการเมือง ก็เพื่อข้ามหัวระบบราชการ เนื่องจากธุรกิจหลักของเขาเป็นระบบสัมปทาน การที่จะก้มหัวให้นักการเมืองตลอดเวลา นอกจากธุรกิจจะไม่แน่นอนแล้ว มันยังเสียความรู้สึกอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราได้การปฏิรูประบบราชการ แต่เราก็ต้องจ่ายต้นทุนที่เราต้องจ่ายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าได้หวนกลับเป็นแบบเดิมอีก (กลับไปพึ่งพิงระบบราชการอีก) เรามีแต่จะต้องเดินต่อไปข้างหน้า สุดท้าย เราต้องการนักการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ มีความสามารถ รู้เท่าทันสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ มีความสามารถในการนำ และสามารถสร้างความสมานฉันท์ในชาติให้เดินไปข้างหน้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะทำได้ ก็โดยพยายามอย่าใช้อารมณ์ ใช้เหตุผลให้มากขึ้น และตระหนักถึงปัญหาโครงสร้างระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายมันจะก่อให้เกิดผลอย่างไร แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่อย่างน้อยผมก็ทำได้ และได้ทำ คือเตือนสติพวกเรากันเอง&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108623609112915167?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108623609112915167/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108623609112915167' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108623609112915167'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108623609112915167'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/06/blog-post_108623609112915167.html' title='ว่าด้วยเรื่องทุจริต (ภาคจบ)'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108623510150147542</id><published>2004-06-02T20:14:00.000-07:00</published><updated>2004-06-02T20:58:21.503-07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยการทุจริต</title><content type='html'>จะว่าไปวันนี้ตั้งแต่เช้ามาก็มีเรื่องให้ครุ่นคิดมาก และแต่ละเรื่องก็เป็นหัวข้อได้ยืดยาว ตั้งแต่เรื่องกระบวนการการแก้ไขปัญหาในการทำงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทะลุทะลวงผ่านอุปสรรคที่กางกั้นเอาไว้ได้เลย, เรื่องความเป็นระบบราชการ (beurocratic) ซึ่งขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน แต่ข้อดีก็คือช่วยรับประกันว่าอย่างน้อยกิจการนั้นก็สามารถทำงานไปได้ตามกรอบที่กำหนดและออกแบบเอาไว้ ตลอดจนเมื่อเช้านี้ก็ได้พบกับ OPEN นิตยสารรายตามใจผู้ทำ (เป็นอย่างนั้นจริงๆ แม้ว่าโดยคำสัญญาแล้วเขาจะพยายามออกเป็นรายเดือน) แต่ถึงอย่างไร OPEN ก็ยังเป็นนิตยสารในดวงใจอยู่ตอนนี้ ก่อนหน้านี้ได้ลองซื้อ a day weekly นิตยสาร&lt;strong&gt;รายสัปดาห์&lt;/strong&gt; มาอ่านก่อนหน้าแล้ว ซึ่งนิตยสารในทำนองนี้ก็คือ มติชนสุดฯ, เนชั่นสุดฯ และ สยามรัฐรายสัปดาห์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a day weekly ดูสดใหม่กว่านิตยสารพวกนี้ แต่ราคาก็แพงกว่าคือ 50 บาท แต่ผู้ผลิตก็พยายามเพิ่มมูลค่าโดยให้เป็นหน้าสี่สี่ทั้งเล่ม และเชื้อเชิญนักเขียนมือพระกาฬหลายรายลงสนาม ไม่ว่าจะเป็น อ.พิชญ์ จากรัฐศาสตร์ จุฬา, อ.ใจ นักมาร์กซิส จากจุฬา, โตมร สุขปรีชา จากค่ายจีเอ็ม และอื่นๆ (มีเยอะแต่ผมจำได้เท่านี้) และที่สำคัญบอกอใหญ่ของ a day weekly เป็นคนที่ดูแลจุดประกายจากเครือเนชั่นมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยฐานผู้อ่านเก่าของ a day เป็นกลุ่มผู้อ่านวัยรุ่น ผมพยายามลองอ่านหนังสือของ (*ใครนะเป็นบอกอ ลืมชื่อเฉยเลย วันก่อนนอนดึกอีกแล้วครับทั่น เซลส์สมองส่วนที่เก็บความจำคงตายไปอีกหลายล้านเซลส์แล้ว) เออแต่ชั่งเถอะ เอาเป็นว่า a day ไม่ใช่หนังสือในแนวที่ผมชอบ แม้ว่า (ดูเหมือนกับว่า) a day จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่พอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;a day weekly ก็ดูแปลกประหลาด พยายามจัดแถวของตนเองใหม่ กำหนดตำแหน่งตนเองให้แตกต่างจากหนังสือรุ่นพี่รายสัปดาห์ทั้งสามเล่ม แต่ผมว่าสุดท้าย adw (ขอย่อนะ) ก็จะถูกเปรียบเทียบอยู่ดี และดูๆไปแล้ว ในระยะยาว ถ้า adw ยังไม่มีการปรับปรุงอะไรมากกว่านี้ ก็ไม่น่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาจากนิตยสารทั้งสามนั้นได้ นาทีนี้ต้องบอกว่า การตลาดใช้ได้ แต่ตัวผลิตภัณฑ์ยังต้องแก้ไขอยู่ แต่ก็อย่างว่าอะไรๆก็เปลี่ยนไปได้ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่นมายืดยาว ยังไม่เข้าเรื่องการทุจริตเลย แต่ที่ต้องบ่นต่อเพราะใจจริงชื่นชอบ OPEN เป็นหนึ่งในสองเล่มที่ผมตั้งใจอ่าน (อีกเล่มคือ Quick Linux ที่ต้องอ่านเพราะเขียนบทความให้อยู่ และสนิทสนมกับบอกอเป็นการส่วนตัว) เนื้อหาของ OPEN หนักและเครียด ซึ่งดูเหมือนกองบอกอก็จะรู้ดี จึงพยายามเพิ่มบทสัมภาษณ์ในด้านวิถีชีวิตที่เป็นเชิงศิลปะ บทความด้านศิลปะ ลงไปให้เราได้เกิดความรื่นรมย์มากขึ้นด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หนังสือแบบนี้ ผมคาดได้ว่ากลุ่มผู้จัดทำคงต้องเผชิญความยากลำบากในการทำธุรกิจพอสมควร มาคิดถึงนิตยสารรายไตรมาสที่ผมว่าจะซื้อเป็นประจำอีกเล่มคือ พุทธสาสนา (เขียนแบบบาลี) ของธรรมทานมูลนิธิ เล่มละ 25 บาท เอาบุญกุศลเป็นกำไร OPEN อาจจะจบลงแบบนี้ ซึ่งก็น่าจะดี เพราะเมื่อเทียบกับ adw แล้ว ช่วงแรกมีช่องทางรายได้หลายทางคือจากราคาและความถี่ของนิตยสารเอง และรายได้จากโฆษณาที่ดูเหมือนมาก แต่การจบลงของ adw อาจไม่สวยเหมือน OPEN ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เออ จะว่าไปมาถึงตรงนี้ มาคิดถึงเรื่องจุดจบของดาวฤกษ์ หากขนาดของมวลดาวฤกษ์ เลยขีดจำกัดของจันทรเศกขา ดาวฤกษ์นั้นก็จะกลายเป็นหลุมดำ ในขณะที่ขนาดระดับดวงอาทิตย์ของเรากลายเป็นดาวแคระขาว adw คงเป็นแบบแรก และ OPEN คงเป็นแบบที่สอง (ถ้าจะถึงจุดจบจริงๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ หมดเรื่องที่อยากบ่นแล้ว มาถึงเรื่องที่ว่าจะพูดถึงเสียทีคือเรื่องการทุจริต คำนี้นำมาจากภาษาอังกฤษว่า &lt;em&gt;corruption&lt;/em&gt; เปิดดูจากพจนานุกรมแล้ว worldnet ให้ความหมายดีที่สุด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;corruption&lt;br /&gt;       n 1: lack of integrity or honesty; esp susceptibility to bribery;&lt;br /&gt;            use of a position of trust for dishonest gain [syn: {corruptness}]&lt;br /&gt;            [ant: {incorruptness}]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อยากเขียนเพราะตอนนี้กำลังเผชิญทางเลือกแบบนี้อยู่ แล้วอ่านบทความของอาจารย์ วรากรณ์เข้า &lt;a href="http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q2/article2004june03p1.htm"&gt;corruption of the mind เป็นภัยร้ายแรง&lt;/a&gt; แล้วโดนใจจริงๆ เลยต้องบันทึกไว้ให้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในใจลึกๆรู้สึกขัดแย้งกับวิธีการของเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า end justify means หรือแมวสีอะไรขอให้จับหนูได้เป็นพอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ขอโพสต์ไว้เท่านี้ก่อน เผอิญเพิ่งตอบจดหมายเพื่อนในเรื่องเดียวกันนี้ เสร็จแล้วจะนำเนื้อหานั้นมาโพสต์อีกที เพราะเป็นเรื่องที่ตรงกับที่อยากจะสื่อถึงพอดี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7175087-108623510150147542?l=sikkha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sikkha.blogspot.com/feeds/108623510150147542/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7175087&amp;postID=108623510150147542' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108623510150147542'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7175087/posts/default/108623510150147542'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sikkha.blogspot.com/2004/06/blog-post_02.html' title='ว่าด้วยการทุจริต'/><author><name>sahai_sikkha</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08817521962617557803</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://picdb.thaimisc.com/khumsap55/141-6.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7175087.post-108608636214785411</id><published>2004-06-01T03:36:00.000-07:00</published><updated>2004-06-01T03:39:22.146-07:00</updated><title type='text'>ศรแห่งเวลา ตอนที่ ๑</title><content type='html'>The only reason for time is so that everything doesn't happen at once. Albert Einstein &lt;br /&gt;เหตุผลในการมีอยู่ของเวลา เนื่องเพราะทุกสิ่งไม่อาจบังเกิดขึ้นพร้อมกัน. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Time and the hour run through the roughest day. William Shakespeare&lt;br /&gt;เวลาและโมงยามวิ่งผ่านในช่วงวันที่ยุ่งยากที่สุด. วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;You may delay, but time will not. Benjamin Franklin&lt;br /&gt;ท่านอาจยังสามารถรีรอ หากแต่เวลานั้นไม่. เบนจามิน แฟรงคลิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;~~~~~~&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องยอมรับครับว่านี่เป็นความเรียงที่เข้าใจยากพอควรอีกชิ้นหนึ่ง แต่ว่าก็ต้องเขียนเพราะไม่เช่นนั้นก็จะติดกับอยู่ในความคิดแบบไม่เลิกลา การถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร นอกจากจะเป็นการให้โอกาสในการไตร่ตรองความคิดที่แล่นพล่านในสมองแล้ว ยังเป็นการจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบง่ายต่อการทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “เวลา” ในความคิดของผู้คน ดูเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้เหมือนเป็นนามธรรม แต่ “เวลา” ก็มีอยู่จริงซึ่งพิสูจน์ได้จากลำดับกิจกรรมของสิ่งต่างๆรอบตัวเรา ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากสมมติว่าโลกของเราเป็นเหมือนภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง การที่เฟรมแต่ละเฟรมของภาพในฟิลม์เซลลูลอยด์เลื่อนผ่านจอภาพ ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น นั่นหมายถึงเวลานั้นเดินหน้า เมื่อฟิลม์หยุดชะงักภาพก็จะถูกฉายค้างบนจอภาพยนตร์ นั่นหมายถึงเวลานั้นหยุดนิ่ง แล้วถ้าฟิลม์เลื่อนย้อนหลัง ลำดับเหตุการณ์ในภาพยนตร์ก็ดูประหนึ่งเกิดการย้อนกลับหลัง แล้วนี่หมายถึงเวลานั้นย้อนถอยหลังไปด้วยหรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อกล่าวถึงเวลาในห้วงคิดคำนึงของผู้คน ก็ดูประหนึ่งจะแตกต่างกันออกไปอีก หากคู่รักที่เพิ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่นาน วันเวลาที่อยู่ด้วยกันในแต่ละวันๆนั้นดูช่างแสนสั้นในความรู้สึกของคนทั้งสอง แตกต่างจากช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั้นดูเหมือนยาวนานไม่มีสิ้นสุด ทั้งที่เวลาที่วัดด้วยนาฬิกาของทั้งสองช่วงเวลาอาจเท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีตผู้คนโบราณใช้ชีวิตกับการหาของป่าบ้าง การล่าสัตว์บ้าง ซึ่งก็ผูกพันกับการแปรเปลี่ยนของธรรมชาติ ในบ้านเราเวลาของคนโบราณ อาจมีเพียง กลางวัน  และ กลางคืน แล้วเมื่อคนเปลี่ยนไปทำการเกษตรอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง ก็เริ่มต้องมีกระบวนการวัดเวลาที่มีระเบียบมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์ในการพยากรณ์ที่ได้ผล ทำให้ได้รับผลผลิตจากการเกษตรเพิ่มขึ้น  จึงเริ่มมีปฏิทิน เริ่มมีฤดูกาล เริ่มมีศักราช จนกระทั่งเริ่มประดิษฐ์เครื่องวัดเวลาที่เรียกกันว่านาฬิกาแบบต่างๆขึ้นมา และเมื่อสังคมได้มีการวิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปสู่โลกอุตสาหกรรมจนถึงยุคดิจิตัลในปัจจุบัน ปรากฏว่าคนเราต้องใช้ชีวิตเร่งรีบขึ้น การวัดช่วงเวลายาวนานแบบสมั
