Thursday, September 15, 2005

When the empire strike back ตอนที่ 2

จากนั้นมา หลังการเลือกตั้ง (จริงๆก็ช่วงก่อนเลือกตั้งแล้ว) สนธิ และผู้จัดการก็เริ่มเปลี๊ยนไป๋ จากชื่นชมกระทั่งเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ก็หันมาถล่มรัฐบาลเป็นชุดอย่างออกนอกหน้า จากแรกๆเริ่มติง เริมแนะ กลายเป็นแรงขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา

หากใช้สำนวนและแนวการเขียนอย่างคอลัมนิสต์ชื่อดังนามซ้อเจ็ดแล้ว สหายสิกขา ก็พอจะมี conspiracy theory ดังต่อไปนี้

ในระยะแรกกลุ่มการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่ม M ได้อานิสงส์จากรัฐบาล T อย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น พลเอก ช อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่, ท่าน ว เลขาธิการพรรคเดียวกัน รวมไปถึงกลุ่ม ว ที่ท่านเลขา ว สังกัดอยู่, และท่าน ช ซึ่งได้ดิบได้ดีไปเป็นกรรมการบอร์ดของรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่นับที่กลุ่ม M ได้เวลาของทีวีในสังกัดรัฐบาลมาหนึ่งช่อง ได้โฆษณาจากรัฐวิสาหกิจเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งธนาคาร และอื่นๆ

บังเอิญเหลือเกินที่อดีตผู้บริหารของธนาคารดังกล่าว ชื่อย่ออะไรก็ช่างเถอะ ถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ไปพัวพันกับกรณีการปั่นหุ้นของกิจการชื่อคล้ายๆสวนสาธารณะ ในครั้งนั้นอดีตผู้บริหารธนาคารแห่งนี้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับอดีตผู้ก่อตั้งกลุ่ม M มาก นัยว่ารายได้ส่วนหนึ่งก็มาจากงบโฆษณาของธนาคารดังกล่าวเยอะ จึงต้องแสดงอาการอุ้มออกสื่อ โดยไปชนกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีต่างๆนานาๆ ไม่ว่าจะเรื่องการทุจริต ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารงานผิดพลาด เรื่อยไปถึงเรื่องกระทั่งเจ้าหน้าที่ทุจริตเรื่องขโมยแบงค์ ก็เรียกร้องให้ผู้ว่าฯ ลาออก

แต่ปรากฎว่าผู้ว่าฯ คนนี้ก็อยู่ได้ด้วยฝีมือ ในเมื่อไม่เห็นทางแล้ว ก็เลยเดินแผนสองคือเสี้ยมให้ชนกับ T

แต่น่าเสียดายที่ปรากฎว่าไม่รู้ว่าลึกๆแล้ว ผู้ว่าฯกับ T นั้นในช่วงหลังกลับทำงานเข้าขากันมากขึ้น สำหรับผู้บริหารสูงสุดอย่าง T แล้วจะเลือก CFO อย่างผู้ว่าฯ กับลูกกระจ๊อกอย่างอดีตผู้บริหารธนาคารนั้นจะให้เลือกใครคงแทบไม่ต้องคำนวณ แถมยังไม่นับว่าตนเองเป็นคนแต่งตั้งผู้ว่าฯคนปัจจุบันเข้ามา แทนผู้ว่าฯคนเก่าที่ตนปลดไปกับมือ จะให้ปลดซ้ำปลดซ้อนก็กระไรอยู่

มาระยะหลัง ผู้อาวุโสที่คุ้มหัวอย่างนายพล ช เกษียณอายุทางการเมือง กลุ่ม ว และอดีตเลขา ว ถูกปลดจากตำแหน่งเรียบเพราะเหตุผลพ่ายแพ้การเลือกตั้งในเขตที่เคยเป็นของตนเอง (อะไรไม่เจ็บใจเท่า ขนาดพรรคการเมืองภาคกลางยังอุตส่าห์ไปแซะที่นั่งมาได้ด้วย ใช่ว่าจะเสียให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่างเดียว)

นับแต่นั้นเป็นต้นมากลุ่ม M ก็เริ่มแผนแตกหักกับรัฐบาล T ทันที

เริ่มตั้งแต่

คอรัปชั่น

ญาติพี่น้องโกง

รัฐมนตรีโกง

บริหารประเทศผิดพลาด กรณีน้ำมัน

กรณีการแปรรูป ปตท

กรณีการแปรรูป กฟผ

กรณี หลวงตาบัว

กรณี สังฆราช

และล่าสุดเรื่องไหนก็ปลุกกระแสไม่ขึ้น จึงต้องใช้ไม้ตาย ด้วยการอ้างอิงถึง การละเมิดพระราชอำนาจ โดยการอ้างถึง กรณีวัดพระแก้ว กรณีประชุมครมเขาพนมรุ้ง กรณีตั้งสมเด็จสังฆราชองค์ที่สอง กรณีคุณหญิงจารุวรรณ และกรณีโผทหาร จนกระทั่งมาพีคในบทความเรื่องของ

ลูกแกะหลงทาง

ก็ได้ผลทันตาเห็น ปลุกกระแสเลือดรักในหลวงแห่กันมาเต็มหอประชุมที่ธรรมศาสตร์ เป็นวิธีลัดสั้นและรวดเร็วที่สุด หากต้องการล้มใครสักคน แต่คงต้องบอกว่าขอแสดงความเสียใจเมื่อเบื้องบนไม่ใคร่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแสดงสัญญาณมิให้องคมนตรี และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าร่วมเป็นองค์ปาฐกในงานดังกล่าว

งานนี้ต้องเรียกได้ว่าตัวเองเปิดช่อง เปิดคางเอง สุดท้ายองค์ปาฐกจึงมีเพียง สนธิ ลิ้มทองกุล ประมวล รุจนเสรี และ แก้วสรร อติโพธิ์ เข้าร่วมเท่านั้น เรียกได้ว่าความชอบธรรมลดฮวบไปพอสมควร

และเป็นช่องให้เกิดการอ้างเบื้องสูงบ้าง มาถอดรายการออกเช่นกัน

ปลดฟ้าผ่า! "เมืองไทยรายสัปดาห์"

" ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นายสนธิได้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์โดยกล่าวอ้างถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งล่าสุด เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2548 ตลอดเวลาของรายการยาวนานเกือบ 1 ชั่วโมง นายสนธิได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ ทั้งยังนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่อง พ่อของแผ่นดิน มาอ่านในรายการ มีเนื้อความบางช่วงพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้

โดยที่ตระหนักและคำนึงว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับกรณีข้างต้นนี้ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และมีผลกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดของประชาชนชาวไทย บมจ.อสมท ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ต่อไป ประธานกรรมการ (นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ) จึงได้ขออนุญาตเข้าพบ ราชเลขาธิการ (นายอาสา สารสิน) ในวันอังคารที่ 13 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 09.00 - 10.15 น. โดยมีรองราชเลขาธิการ (นายสนอง บูรณะ) และเลขาธิการคณะองคมนตรี (นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์) ร่วมอยู่ด้วย จากการเข้าพบดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสำนักราชเลขาธิการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมอบหมายให้นายสนธิฯ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไปกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยายแต่ประการใดทั้งสิ้น"

สหายสิกขาไม่ใช่จะเป็น Innocense ทางการเมืองถึงจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย แต่ก็อยากจะบอกว่า เพราะคุณสนธิ ทำตัวเอง ไปใช้เส้นทางลัดสั้น แทนที่จะใช้เส้นทางที่ถูกต้อง ไม่นับว่าก่อนหน้านั้นตนเองอิงแอบกับผลประโยชน์ขนาดไหน

เพราะแบบนี้คุณสนธิ จึงขาดแนวร่วมอย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ลองสำรวจดูด้วยตัวท่านผู้อ่านเองหรอกหรือว่า เพราะเหตุใด พรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่นักวิชาการ "ขาประจำ" ทั้งหลาย จึงไม่ออกมาเป็นแนวร่วมกับคุณสนธิเท่าที่ควร ตรงกันข้ามกลับได้ยินเสียงตำหนิจากกลุ่มที่น่าจะเป็นแนวร่วมธรรมชาติเหล่านี้ด้วยซ้ำ

สหายสิกขาเองก็เคยแสดงความเห็นเรื่อง ความไม่ถูกต้องทางวิชาการในแง่บทวิพากษ์การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่เซี่ยงเส้าหลงพยายามกล่าวอ้างอย่างผิดๆหลายครั้ง หรือแม้แต่การดึงเอาเบื้องบนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง สองเรื่องนี้ผมจะนำมาฉายภาพให้เห็นชัดในวันหลัง

ณ ตอนนี้ ต้องขอจดจารบันทึกเอาไว้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เปิดคางไว้อย่างประมาทอย่างไร ด้วยการบันทึกบทความแกะหลงทางเอาไว้

"พ่อมีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ พ่อไม่เคยเกรี้ยวกราดด่าทอลูกว่าโง่ เวลาพ่อจะบอกลูกถึงปัญหาพ่อมักจะมีแง่คิดดีๆ มีนิทานแฝงคติให้ลูกได้นำไปคิดเสมอๆ ซึ่งเมื่อลูกๆ ได้คิดก็จะเข้าใจอะไรอะไรมากขึ้น

พ่อมักเตือนให้ลูกๆ แปรงฟันก่อนนอนเพื่อฟันจะได้ไม่ผุ แต่ลูกๆ มักจะคิดได้หลังจากที่ต้องถอนฟันไปซี่แล้วซี่เล่า พ่อมักบอกให้เราซื่อสัตย์ทำงานหนักเพื่อที่เราจะได้มีความเป็นอยู่ดีตามอัตภาพ พ่อไม่เคยบอกให้เราต้องร่ำรวยเพื่อจะมีความสุข พ่อมักบอกเสมอๆ ว่า เรามีความสุขได้ตามอัตภาพโดยไม่ต้องร่ำรวย

พ่อมีลูกๆ ของท่าน 60 กว่าล้านคน ไม่เคยคิดที่จะยอมขายลูกของตัวเอง เอาเปรียบลูกของตัวเองเพื่อฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้แต่พาหนะเดินทางของพ่อ รองเท้าเก่าๆ ของพ่อก็ยังคงมัธยัสถ์ ทะนุถนอม ใช้ของเดิมๆ เมื่อชำรุดก็ให้คนเอาไปซ่อม

พ่อไม่เคยคิดที่จะไถเงินจากลูกครั้งละ 40 สตางค์ เพื่อความมั่งคั่งส่วนตัวของพ่อเอง พ่อมักบอกกับลูกๆ เสมอว่าเราต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน ถ้าลูกคนโตสบายอยู่คนเดียวในขณะที่ลูกๆ อีก 60 กว่าล้านคนต้องลำบาก ต้องโดนเอาเปรียบโดยการเปลี่ยนแปลงพี่น้องให้เป็นทาส มอมเมาพี่น้องด้วยเงินทอง โทรศัพท์มือถือ การพนัน พ่อไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา

พ่อบอกว่าให้ลูกๆ เลือกตัวแทนมาทำงาน มาบริหารครอบครัวโดยมีเป้าหมายเพื่อความสุขสูงสุดของลูกๆ ทุกคน ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุดของครอบครัว แต่เพื่อความสุขสูงสุดของครอบครัวภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่มากมายทั้งภายในบ้านและรอบๆ บ้าน แต่มีลูกที่ดื้อรั้น หยิ่งผยอง อวดดี ที่บังเอิญสวมหนังลูกแกะและคุณธรรม คิดวัดรอยเท้าพ่อ ใช้พี่น้องคนอื่นๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางคนรู้และสมยอมเพราะพี่ชายคนโตมีท่าไม้ตาย คือ เงินฟาดหัว จากลูกๆ ที่เป็นแกะดำเพียงไม่กี่คน

ลัทธิรวยแล้วโก้ รวยแล้วเท่ รวยแล้วกร่างก็เริ่มแพร่หลายในสังคม จากลูกแกะเซื่องที่มาจากศรัทธาของพี่น้อง ไหว้แม้แต่พี่น้องที่อาศัยอยู่ข้างถนน กลายเป็นคนใจร้อน กำแหง เกรี้ยวกราดกับทุกคน จากคนเดิมๆ ที่พ่อยอมให้เข้ามาบริหารครอบครัวแม้มีความไม่โปร่งใสในทรัพย์สิน จากผู้นอบน้อมกลายเป็นศาสดาซึ่งมอบความกลัว ความเกลียดชัง การหยาบหลู่และข้อกล่าวหาว่าโง่ แก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม กลายเป็นศาสดาที่กำแหงถึงขนาดกล้าชี้ผิดชี้ถูก รุกคืบในสิทธิมนุษยชนของพี่น้องคนอื่นๆ เข้าไปในความคิด ในวิถีชีวิตของพี่น้องอีก 60 ล้านคน

จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องกลายเป็นบุคคลปริศนาที่ไม่ยอมตอบคำถามใด กลัวการตอบคำถาม และยึดครองสมบัติของครอบครัวเป็นของตนแต่ผู้เดียว พ่อบอกว่าพ่อเกลียดคนโกง ลูกแกะหลงทางบอกว่าไม่ต้องตรวจสอบผมรับประกัน ผมใหญ่ที่สุดแล้วในครอบครัว ถ้าใครมีปัญหาระวังจะไม่มีงานทำ

พ่อบอกว่า นี่คือลูกที่ดีของฉัน ลูกชายผู้หลงผิดบอกว่าต้องขับออกจากพรรค พ่อบอกว่าเราควรมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง พวกลูกแกะหลงทางกลับบอกว่าจะเอาอะไรกินเราไปอยู่กระต๊อบกันดีไหมพวกโง่ทั้งหลาย พ่อบอกว่าเราต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน ลูกแกะหลงทางขายสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อทำกำไรแก่คณะตนเอง ลามไปถึงการจัดกองกำลังคุ้มกันบ้าน ลูกแกะหลงทางกล่าวกำแหง ผมจะเอาคนนี้ คนนั้นใครเปลี่ยนไม่ได้เพราะพ่อต้องอยู่ใต้กฎบ้าน ลูกแกะคนโตยังหลงทางต่อไป ต่อไป และต่อไป

ลูกๆ ทั้งหลายตื่นเถิด ตาสว่างได้แล้วชีวิตนี้ของพวกท่านเป็นของพ่อโดยที่ไม่ต้องมีกฎใดๆ มารองรับ กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน"

อ่านแล้วก็ลองเปรียบเทียบกับ 36 แผนที่ชีวิตของพ่อ ซึ่งแปลมาจาก หนังสือฝรั่ง แต่เข้าใจกันผิดๆว่าเป็นพระบรมราโชวาท (ข้อมูลภาษาไทยต้นฉบับถูกลบออกไป หากสนใจโปรดหาอ่านได้ที่นี่ 36 แผนที่ชีวิตของพ่อ)

มันเข้าข่ายเดียวกันอย่างแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันแท้ๆ

จนป่านนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าตนเองพลาดตรงไหน! ดังที่เห็นในโพสต์ของเซี่ยงเส้าหลงข้างล่างนี้

สำหรับท่านที่ต้องการติดตาม สนธิ ลิ้มทองกุล นั้นไม่ต้องห่วงว่าคืนนี้จะเหงาเพราะไม่มี เมืองไทยรายสัปดาห์ เหมือนเคย "เซี่ยงเส้าหลง” ขอยืนยันว่า เมืองไทยรายสัปดาห์ – ทุกคืนวันศุกร์ 4 ทุ่มทางช่อง 9 เป็นเพียง รูปแบบหนึ่ง ที่ ไม่จีรัง ตราบเท่าที่ กรรมสิทธิ์ของสื่ออิเลคทรอนิคส์ยังคงผูกขาดโดยรัฐ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็น สมมติ ออกรายการได้แล้วอย่างไรออกรายการไม่ได้แล้วอย่างไร สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สโรชา พรอุดมศักดิ์ ออกรายการมา 2 ปี 3 เดือน ได้พูดในสิ่งที่ควรพูดเท่าที่จะพูดได้แล้วอย่างชนิด แหงนหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2548 ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์ซึ่งความเป็น ข้าแผ่นดิน ที่จงรักภักดีต่อแผ่นดินผืนที่ให้กำเนิดแล้วด้วยการอ่านบทความขนาดสั้นที่กินใจคนทั้งแผ่นดินเรื่อง พ่อของแผ่นดิน หรือ ลูกแกะหลงทาง ถ้าได้ออกรายการแล้วต้อง ไม่พูดในสิ่งที่ควรพูด, พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด จะมีประโยชน์อะไร

0 Comments:

Post a Comment

<< Home