Thursday, September 15, 2005

When the empire strike back ตอนที่ 1

ปรากฎการณ์ของกลุ่ม (ที่น่าเชื่อว่าเป็น) ทุนฝ่ายรัฐ ต่อ (กลุ่มทุน) สื่อ (ดั้งเดิม) ดังปรากฎเป็นข่าวคือ การเข้าซื้อหุ้นโดยแกรมมี่ผ่านการนำของอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ต่อกลุ่มมติชนและกลุ่มโพสต์ ตามมาด้วยการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของกลุ่มผู้จัดการ ที่จัดรายการโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์

หากมองให้ทะลุถึงเบื้องหลังของเบื้องหลังตามสไตล์ของสหายสิกขา ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆโดยปราศจากการโยมนิโสมนิสิการแล้ว ก็จะบอกได้ว่า นี่เป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มทุนกับกลุ่มทุน ไม่ใช่รัฐกับสื่อ หรือทุนนิยมกับสถาบันของสังคมอะไรที่กล่าวอ้างกันนั่นหรอก เพียงแต่ว่ากลุ่มทุนที่ประกอบกันเป็นแกนนำของรัฐ และได้ครอบงำอำนาจรัฐนั้นมีความเข้าใจในบทบาทของกลไกทางการเงินสมัยใหม่ (น่าจะได้รับการโค้ชจากวิศวกรการเงินที่เก่งกล้าสามารถคนใดคนหนึ่ง) และใช้อำนาจนั้นเข้า "กระทำ" กลุ่มทุนที่คิดว่าตนเองสามารถควบคุมความคิดของประชาชนจาก "สื่อ" ที่มีอยู่ในมือได้

เรื่องของเรื่องมันก็เลยกลายเป็นว่าเพราะเหตุว่านี่เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมืองนี้ ผู้ถูกกระทำจึงกรีดร้องเสียงดังเกินไปหน่อยก็เท่านั้น

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นตามกลไกของตลาดเงินตลาดทุนแบบธรรมดา เรื่องนี้มีผู้วิเคราะห์ไว้อย่างดีแล้ว คืออาจารย์ สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ ในลิงค์ต่อไปนี้

ข่าวจากผู้จัดการ : แกรมมี่ ยึดสื่อสิ่งพิมพ์

แต่เหตุการณ์ที่สอง ภาษามวยต้องบอกว่าเพราะฝ่ายถูกกระทำเปิดหน้า เปิดคางมากเกินไปหน่อย เพราะหวังจะเข้าคลุกวงในและน็อคคู่ต่อสู้ให้คว่ำ อาการเมามันส์จึงไม่ทันสังเกตเห็นมันเคาท์เตอร์สวนเข้ามาฮุคให้นับแปด จนเสียเชิงมวยไปไม่น้อย ก็ต้องดูกันว่าฝ่ายล้มจะแก้เชิงมวยกันอย่างไรต่อไป

เพราะสหายสิกขาคนนี้มิใช่ละอ่อนทางการเมือง มิใช่เพิ่มเริ่มติดตามการเมือง ถึงจะได้รู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล พายัพ วนาสุวรรณ และเซี่ยงเส้าหลง จะไม่เคยอยู่ในกลุ่มที่ชื่นชม กระทั่งเป็นกลุ่มปกป้องรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาก่อน

ผมนั่งค้นข้อมูลเก่าๆที่กลุ่มผู้จัดการเคยทำหน้าที่ "องค์รักษ์ทักษิณ" ดังกล่าว ก็แทบจะหาไม่ได้ โดยเฉพาะคอลัมน์ของเซี่ยงเส้าหลง เพราะมีจนถึงเพียงเดือน พฤศจิกายน 2547 ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผู้จัดการเริ่มมีปัญหากับรัฐบาลแล้ว...แต่ในที่สุดก็พบจนได้ที่นี่

รู้จัก ''นายกฯทักษิณ'' ผ่านมุมมอง สนธิ ลิ้มทองกุล 27 กันยายน 2546

ตรงนี้คิดว่าผู้จัดการคงไม่ลบ เพราะมีการรวมเล่มพิมพ์จำหน่ายเป็นหลักฐานไว้ด้วย แต่ไหนๆก็ไหนๆ สหายสิกขาขอบันทึกเอาไว้ตรงนี้ด้วย เป็นข้อความช่วงหนึ่งที่ผู้จัดการเคยทำหน้าที่องค์รักษ์ผู้พิทักษ์อย่างเข้าอกเข้าใจ และไปๆมาๆก็หันมาเปลี่ยนไป

"
สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ เรากำลังคุยกันถึงคนที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ค่ะ ก่อนอื่นเลยดิฉันขออนุญาตถามคุณสนธิเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นข่าวเป็นคราวกันในไม่นานนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เองนะคะ ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านจะคิดตรงกับดิฉัน ก็คือว่ายอมรับล่ะว่าท่านนายกฯมีนโยบายใหม่ๆ หลายๆ นโยบายมาพัฒนาสังคมไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันไม่เข้าใจมากๆ เลยค่ะว่า ทำไมท่านนายกฯ ขอประทานโทษนะคะ ต้องทะเลาะกับนักวิชาการ คือนักวิชาการจริงๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าก็ทำหน้าที่หนึ่งในสังคมเรา ก็มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปตามที่ท่านๆ นั้นเห็น แต่ว่าทำไมท่านนายกฯไม่นิ่งเฉยซะล่ะ ทำไมต้องมีการตอบโต้อย่างรุนแรง ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ

สนธิ – คุณสโรชาเคยของขึ้นไหม

สโรชา – เคยค่ะ

สนธิ – เวลาใครโกหกคุณสโรชา คุณสโรชาของขึ้นเลยใช่ไหมครับ

สโรชา – ของขึ้นค่ะ ไม่ชอบมากๆ

สนธิ – โดยเฉพาะแฟนนี่ ถ้าบอกว่าจะกลับบ้านแล้วไม่ได้กลับนี่ แล้วไปทำอะไรอย่างอื่นนี้ ผมนี่ถ้าพูดถึงอเมริกา หรือพูดถึงตำรวจเมื่อไหร่ ของขึ้นทันที

สโรชา – ค่ะ เห็นได้ชัดในหลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา

สนธิ – ทุกคนในโลกนี้ มนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสของขึ้น ท่านนายกฯทักษิณ ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเป็นคนที่ทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักแล้วนี้โอกาสที่จะมีอารมณ์หรือว่าของขึ้นก็มีเป็นธรรมดา และผมก็เห็นใจ การวิพากษ์วิจารณ์นี้ผมอยู่ในวงการสื่อมวลชน ผมก็รู้หลายๆ ครั้งในชีวิตของผมนี้ ผมก็ทำผิดพลาด อย่างเช่นวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ว่าในกรณีของท่านนายกฯกับคุณธีรยุทธ บุญมีนี้ ผมคิดว่าเป็นกรณีศึกษาพิเศษ ซึ่งเราจะต้องแยกออกมาให้เห็น และเราจะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ คือถ้าเราดูตามเนื้อหาแล้ว ลักษณะที่คุณธีรยุทธออกมาพูดนี้ คุณธีรยุทธเหมือนกับล่อเสือออกจากถ้ำ หรือตีหัวเข้าบ้าน คือรู้อยู่ว่าเรื่องนี้ถ้าพูดไป เดี๋ยวนายกฯของขึ้นแล้ว

สโรชา – คือจี้จุดถูกแล้ว

สนธิ – จี้จุด คือจะถูกไม่ถูกไม่ใช่ประเด็น คือพูดปั๊บแล้วรู้ว่านายกฯต้องสวน พอสวนแล้วตัวเองเงียบเลย จะทำอย่างนี้ตลอดเวลา ผมกลับมองในมุมกลับว่าคุณธีรยุทธที่ถูกต้องนี้ หรือใครก็ตามนี้ถ้าออกมาพูดอะไรแล้วนี้เกิดไปจี้จุดนายกฯ นายกฯเกิดสวนกลับขึ้นมาบอกว่าที่คุณพูดนี้ไร้สาระ ที่คุณพูดนี้แผ่นเสียงตกร่อง 10 ปีที่แล้วคุณเคยพูดอย่างไร ปีนี้คุณก็พูดอย่างนี้ ถ้านายกฯ เขาพูดมาอย่างนี้ พวกนักวิชาการนี้ถ้าไม่เห็นด้วยต้องพูดกลับอีกทีหนึ่ง ไม่ควรจะเงียบให้เกิดบรรยากาศวิวาทะเกิดขึ้น มีการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือว่าเห็นหรือไม่เห็นด้วย ใช่ไหมคุณธีรยุทธต้องออกมา ถ้าคุณธีรยุทธนั่นจริงก็ต้องออกมาบอกว่าผมไม่ได้แผ่นเสียงตกร่อง ผมพูดทุกรัฐบาลผมก็พูดอย่างนี้ๆๆ แต่ว่าคุณธีรยุทธจะหลบ หรือหลายๆ คนก็จะหลบไปเลย แล้วปล่อยให้การแสดงออกของท่านนายกฯ คล้ายๆ กับว่าเป็นคนเกเร

สโรชา – ก็คือภาพก็ติดอยู่ในอากาศ

สนธิ – ภาพก็ติดอยู่ในอากาศนั้นครับ ซึ่งก็คือกระบวนการล่อเสือออกจากถ้ำ ตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งผมคิดว่าไม่ยุติธรรม เพราะว่าสิ่งซึ่งคุณธีรยุทธวิพากษ์วิจารณ์ หรือหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมก็ไม่อยากจะพูด ผมในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งนะครับ ถ้าเรามองด้วยเหตุและผล อย่างเช่นเขาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่สร้างหนี้ให้กับประชาชน จากโครงการเอื้ออาทร พูดอีกก็ถูกอีก แต่ว่าไม่เคยถามว่าโครงการเอื้ออาทรนี้มีอะไรที่สร้างหนี้ให้กับประชาชนบ้าง ถ้าฟังไม่ละเอียดแล้วจะเข้าใจผิด เพราะพูดความจริงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ บ้านเอื้ออาทรนี้สร้างหนี้หรือเปล่า ใช่

สโรชา – ใช่ค่ะ

สนธิ – แต่ว่ามีหลักทรัพย์ไหม มี ประชาชนไม่มีบ้าน ประชาชนมาซื้อบ้าน รัฐบาลมีแต่อำนวยความสะดวกและอำนวยโอกาสให้กับคนซึ่งไม่มีโอกาส ได้มีบ้านเป็นครั้งแรกในชีวิต และเขาก็ไม่ได้เอาเงินไปแจกตามที่ต่างๆ แล้วก็มาคืน เขาให้โอกาสคนนี้ไปซื้อบ้านได้ ซึ่งในสมัยก่อนคนยังไม่มีโอกาส ผมถามว่าอย่างนี้เป็นการสร้างหนี้ไหม ผมว่าวันนี้คนไทยให้โอกาสเขามีบ้าน เขาพร้อมจะสร้างหนี้ อันนี้สิ่งซึ่งรัฐบาลชุดนี้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกฯท่านนี้ทำ เป็นเรื่องของปัจจัยสี่ ผมได้ยินรัฐบาลชุดนี้พูดอยู่ตลอดเวลา ผมได้ยินเขาพูด โดยเฉพาะนายกฯท่านนี้ ได้ยินเขาพูดแล้วเขาทำจริง คือเขามีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ยากจน

สโรชา – ที่ไม่มีโอกาส

สนธิ – ไม่มีโอกาส เขาต้องการให้โอกาสอันนี้ เมื่อเขาให้โอกาสแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องการให้ทำคือว่าเขาให้โอกาสคนมีบ้าน นี่เขากำลังทำโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทรทำเพื่ออะไร ทำเพื่อให้คนขับแท็กซี่ไม่ต้องมาในระบบเจ๊กดาวน์ลาวผ่อน ก็คือว่าแท็กซี่สามารถจะผ่อนรถของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนเป็นรายวัน หมดจากแท็กซี่เอื้ออาทรแล้วผมถามว่าหลักทรัพย์มีไหม ก็มีแท็กซี่ไงล่ะ ต่อไปก็คือมอเตอร์ไซค์เอื้ออาทร และถ้าเขาจะมีชาวนาเอื้ออาทรนี้ แต่ถ้าทำออกมาแล้ว เป็นการเอาเงินเขามาหมุนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการกู้จริง แต่เป็นการกู้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลักทรัพย์ มันเกิดขึ้นมา แล้วผมถามว่าสร้างหนี้อะไรขึ้นมา ถ้าจุดเดียวถ้าสร้างหนี้ ที่กำลังสร้างหนี้อยู่ แล้วก็กำลังหาทางแก้ แล้วผมไม่รู้ว่าเขาแก้หรือยัง นั่นก็คือระบบกระบวนการหนี้เสียของธนาคาร อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทางเศรษฐกิจ ก็คือว่าแทนที่จะปล่อยให้ทางธนาคารแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กับเอาบริษัทกลางมาซื้อหนี้ออกไป เท่ากับว่าให้ผู้ฝากเงิน จะต้องถูกลงโทษด้วยดอกเบี้ยอัตราต่ำ ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องแก้ อันนี้คือจุดอ่อนของเขา เขาก็มีไม่ใช่ไม่มี แต่โดยภาพรวมแล้วเขาไม่ได้สร้างหนี้อะไร ผมยังไม่เข้าใจเลย เขาบอกว่าทำให้ประชาชนเป็นหนี้ระยะยาว ยาวตรงไหน แต่ถ้าคุณสโรชาเกิดจน คุณสโรชาไปซื้อบ้านหลังหนึ่งแล้วคุณสโรชาผ่อน 15 ปี ก็แน่นอนคุณสโรชาก็ต้องมีหนี้ 15 ปี

สโรชา – ก็แหงอยู่แล้วล่ะ

สนธิ – อีกประการหนึ่งคือในบรรดานักวิชาการนี้ ถ้าเราดูให้ดีๆ เราต้องดูในมุมกว้าง คุณสโรชาเคยได้ยินชื่อ อ.สุรชาติ บำรุงสุขไหม

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – อ.สุรชาติ บำรุงสุขนี้ เป็นอดีตแอคติวิสต์ 14 ตุลา เคยติดคุกติดตารางมาแล้ว 6 ตุลาคม 2 ปี ข้อหาเป็นพวกแอคติวิสต์ นะครับ อ.สุรชาติเป็นนักต่อต้าน นักเคลื่อนไหวทุกอย่าง แต่อ.สุรชาติได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯให้เป็นผู้ที่ศึกษาวิเคราะห์การปรับโครงสร้างสู่กลาโหม เพราะว่าอ.สุรชาติเป็นคนซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทหารมาก บทบาทอ.สุรชาติมี บทบาทคุณธีรยุทธก็มี ถ้าคุณธีรยุทธสามารถจะสร้างสรรค์บทบาทของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่จู่ๆ โผล่ออกมา นายกฯเดินอยู่ก็เอาไม้ไปตีกบาลตีหนึ่ง ป๊อกแล้วก็วิ่งออกไป ถ้าอย่างนั้นแล้วเมื่อนายกฯของขึ้นแล้ว ผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่เห็นว่าผิดปกติเลย

สโรชา – ค่ะ คือเป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่จะต้องแสดงอารมณ์บ้าง เวลามีคนไปยั่วยุตรงนี้ขึ้นมาใช่ไหมคะ

สนธิ – ถึงไม่มีคนยั่ว ท่านก็เคยแสดง เหมือนอย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์ แต่ว่าท่านพูดอย่างนิ่มๆ เงียบๆ อย่างที่ท่านพูดบอกว่าคนจนนี้ต้องช่วย แต่คนกลั่นแกล้งคนจน หรือคนซึ่งขายยาเสพติดนี้ ต้องใช้ความอำมหิตโหดเหี้ยม อย่างนี้ต้องถือว่าท่านเป็นคนโหดเหี้ยมไหม

สโรชา –ไม่ ก็มีทั้งสองด้าน

สนธิ – คนเราต้องมีทั้งสองด้าน เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องทะเลาะกับนักวิชาการ ผมเฉยๆ ผมไม่ค่อยรู้สึก

สโรชา – คือคุณสนธิกำลังจะบอกว่า จริงๆ แล้วที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นก็คือออกมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ ท่านนายกฯ จะมีอารมณ์ตอบโต้ก็ได้อีกเหมือนกัน แต่ว่าหลังจากที่ตอบโต้แล้วควรจะออกมาชี้แจงว่าท่านนายกฯอาจจะเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า หรือว่าข้อมูลที่มีมา

สนธิ – หรือว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายกฯพูด อย่างกรณีที่ท่านนายกฯบอกว่าคุณธีรยุทธนี่พูดอยู่นั่นแหละ แผ่นเสียงตกร่อง 10 ปีก็พูด แล้วก็ไม่เคยมีการสร้างสรรค์ คุณธีรยุทธอาจจะออกมาบอกว่าผมสร้างสรรค์นะครับ ผมเคยทำอย่างนั้นมา เคยทำอย่างนี้มา แล้วสิ่งที่ผมพูดวันนี้ไม่ได้ซ้ำกับสิ่งที่ผมพูดเมื่อปีที่แล้ว อย่างน้อยที่สุดเมื่อพูดกลับมา ท่านนายกฯก็ต้องตั้งสติแล้วว่าพูดมาอย่างนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร ก็เป็นการตอบสนอง ตอบโต้กันในเชิงปัญญา ถูกไหมครับ

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – แทนที่จะบอกว่าผมล่อคุณมา ผมด่าสักทีแล้วคุณด่าผมกลับ แล้วผมเงียบ แล้วสักพักผมออกมาด่าคุณทีแล้วให้คุณด่าผมกลับ ภาพก็เลยกลายเป็นว่านายกฯรังแกนักวิชาการ

สโรชา – ทำไมไม่ชอบท่านนายกฯ เลยเหรอ นั่นคือความคิดเห็นของประชาชนธรรมดา

สนธิ – อีกประการหนึ่งเราต้องเข้าใจ นักวิชาการในอดีตบทบาทสถานภาพในสังคมค่อนข้างจะสูง เมื่อค่อนข้างจะสูงแล้วนักวิชาการกลายเป็นชนชั้นที่แตะต้องไม่ได้ อันนี้เรื่องจริง เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงอันนี้ไปเลย นะครับจะมีนักวิชาการอยู่กลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะมีหน้าที่คล้ายๆ บอกว่าสวรรค์นี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ปกป้อง เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครออกมาพูดต้องฟัง ไม่ฟังไม่ได้ แต่เผอิญนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนซึ่งพูดดีจะฟัง แต่พูดไม่ดีผมไม่สนใจฟัง

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – สมัยก่อนนี้จะมีการเชิญนักวิชาการเข้ามาร่วม ให้เกียรติอย่างนั้นอย่างนี้ มายุคนี้เขาไม่เชิญ ก็เลยทำให้บทบาทคนพวกนี้ไม่รู้ว่าจะออกทางไหน ก็เลยจำเป็นต้องออกมาทางด้านนี้ ซึ่งผมเห็นใจเขา และในขณะเดียวกันผมก็เห็นใจว่าความเป็นนักวิชาการ แท้ที่จริงแล้วบทบาทก็คือการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ วิจัย แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์วิจัยนั้นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อมีเจตนาบริสุทธิ์แล้วเขาตอบอะไรกลับมา ถ้าตัวเองมีเจตนาบริสุทธิ์ตัวเองต้องตอบคำถามที่เขาถามกลับออกไปอีกทีหนึ่ง

สโรชา – ค่ะ มีคนถามค่ะว่าท่านนายกฯทำอย่างนี้ พยายามจะสร้างเผด็จการทางความคิดหรือเปล่าคะคุณสนธิ

สนธิ – เอาอย่างนี้ดีกว่า ท่านนายกฯคนนี้ มีจุดอ่อนในชีวิต ไม่ใช่ว่าท่านไม่มี แต่ท่านนายกฯคนนี้มีลักษณะคือทำความเข้าใจเขา คุณกำลังถามว่าเขามีลักษณะเป็นเผด็จการทางรัฐสภาร่วมอำนาจอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า คือถ้าคุณจะวิเคราะห์คนๆ นี้ ผมคิดว่าคุณต้องดูคนๆ นี้หลายมิติ นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนแรกในประเทศไทยที่มีมิติหลายๆ มิติในตัวคนเดียวกัน มี 6 ‘นัก’

สโรชา – 6 เลยหรือคะ

สนธิ – 6 นัก 1.เขาเป็นนักธุรกิจ นักธุรกิจจะมองเห็นกำไร ขาดทุน มองเห็นช่องทาง มองเห็นโอกาส 2.เป็นนักบริหาร เขาสามารถจะบริหารจัดการ สามารถจะเอาคนนั้นมาเป็นผู้จัดการตรงนี้ คนนี้มาเป็นผู้จัดการตรงนี้ เมื่อทำงานไม่ดีแล้วเขาก็ย้ายคนนี้ออกทันที ไม่เชื่อไปดูประวัติศาสตร์ของบริษัทที่เขาเคยทำมาก่อนในเครือชินวัตร ผู้จัดการในเครือชินวัตรย้ายเป็นว่าเล่นเลย เพราะเขาถือว่านี่ทำงานไม่สำเร็จ หรือว่าไม่เหมาะกับงานเขาย้ายทันที

สโรชา – เอาคนอื่นมาทำ

สนธิ – เอาคนอื่นมาทำทันที เอาคนนี้จากกรรมการผู้จัดการขึ้นเป็นรองประธาน เอาคนนี้ย้ายจากฝั่งนี้มา เพราะว่าเขาเอางานเป็นหลัก เขาไม่ได้เอาตัวคนเป็นหลักนะครับ นั่นคือนักบริหาร 3. นักปกครอง นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นนักปกครองชั้นหนึ่ง เขาสามารถที่จะพูดโน้มน้าวใจคน สามารถที่จะพูดให้กำลังใจคน และเขาสามารถที่จะพูดให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เขาทำเพื่ออะไร 4.เขาเป็นนักการศึกษา ครับเมื่อวานนี้เราดูมาแล้วไม่ใช่หรือ ที่ท่านนายกฯไปสอนหนังสือมา

สโรชา – ค่ะ ไปสอนหนังสือมา

สนธิ – คุณสโรชารู้ไหมว่าบทบาทที่เขาสอนหนังสืออยู่ ณ เวลานั้นเป็นสิ่งซึ่งผมดูแววตาเด็กไม่ใช่เด็กตื่นเต้นที่ได้เรียนหนังสือกับท่านนายกฯ แต่ผมฟัง ดูแล้วดูท่าทางเด็กจะเข้าใจสิ่งที่นายกฯพูดดี ก็แสดงว่านายกฯเข้าใจเลยว่าจริงๆ แล้วการศึกษาต้องเริ่มตรงไหน แล้วเขาเป็นคนที่แคร์เรื่องการศึกษามาก เพราะเขายอมรับ เขายอมรับว่าสังคมไทยจะเจริญต่อไป ต้องเริ่มจาก Database ข้อมูลพัฒนาเป็นข่าวสาร ข่าวสารพัฒนาเป็นความรู้ Knowledge แล้วก็พัฒนาไปสู่ปัญญา คือ Wisdom จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าฐานการศึกษาไม่มั่นคง ไม่แน่น 5. เขาเป็นนักการเมือง วันนี้จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ คนนี้เล่นการเมืองเก่งมาก เขารู้จักฉกฉวยโอกาส เขารู้จักว่าจังหวะไหนควรรุก จังหวะไหนควรถอย จังหวะไหนควรประนีประนอมกับคุณเสนาะ เทียนทอง จังหวะไหนที่ปล่อยให้คุณเสนาะ เทียนทอง จะต้องโดนรุมยำโดยพรรคพวกเขา สุดท้ายสำคัญที่สุด 6.นายกฯคนนี้เป็นนักเลง นักเลงไม่ใช่ในลักษณะที่ไปรังแกใคร เขาเป็นคนซึ่งกล้าได้กล้าเสีย เขาเป็นคนจริง แล้วข้อหนึ่งความเป็นนักเลงนี้เขาไม่รังแกคน แต่ใครอย่ามารังแกเขาก่อน เขาไม่ยอมนะครับ ถ้ามองในมุมกลับนี้ คุณสโรชาก็ถามว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วท่านนายกฯนี้ลักษณะช่วงหนึ่งเคยไปรังแกหลายๆ คนในสังคมไทย เราต้องมองภาพรวมทั้งหมด วันที่เลือกตั้งเสร็จ พรรคไทยรักไทยขึ้นมามีเสียงข้างมาก คุณสโรชาคุณก็อยู่ในเหตุการณ์ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์

สโรชา – ใช่ค่ะ

สนธิ – ไม่เคยมีใครคิดว่านายกฯจะรอดจากคดีซุกหุ้น ใช่ไม่ใช่

สโรชา – จริงค่ะจริง

สนธิ – เพราะฉะนั้นแล้วเขาถือว่าเขาได้ผ่านนรกมาแล้ว แล้วในช่วงก่อนเขาผ่านนรกนี้ทั้งข้าราชการประจำ ทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่ม ทั้งนักการเมืองต่างรุมยำเขาเละเลย เพราะว่าทุกคนไปคาดหมายเขาว่าเขาต้องหลุด แต่เผอิญเขาไม่หลุด เมื่อเขาไม่หลุดออกมาแล้วบทบาทที่เขาจะแสดงตอบโต้ต่อคนซึ่งเคยทำกับเขาแล้วนี่เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ นี่คือความเป็นนักเลง แต่ว่านายกฯเป็นคนใช้ได้ ตรงไหน ตรงที่ว่าเมื่อจบแล้วจบเลย ไม่ยุ่ง

สโรชา – ไม่ไปข้องเกี่ยว คือไม่กลับไปคิดเรื่องเก่าแล้วล่ะ

สนธิ – อาจจะมีคนแวดล้อมที่อยู่ข้างๆ เขานั่นเองที่อาจจะมีปัญหา และอีกประการหนึ่งนี้เราไม่เคยคิด เมื่อปี 2539 คุณสโรชารู้หรือเปล่า นายกรัฐมนตรีคนนี้สมัครเป็นสมาชิก สสร.ที่จ.เชียงใหม่ แล้วไม่ได้

สโรชา – ไม่ได้หรือคะ ทำไมคะ

สนธิ – ก็เพราะเขาไม่เลือก ถ้าวันนั้นเขาเลือกนายกฯคนนี้ไปเป็นสมาชิก สสร. วันนี้อาจจะไม่ใช่นายกฯแล้ว ฉะนั้นวันนี้เขาได้แมนเดทจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเต็มๆ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 นี้ได้มอบ ต้องการจะสร้าง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Strong Prime minister ขึ้นมา คือกึ่งๆ ระบบประธานาธิบดี เพื่อให้มีการบริหารการจัดการที่เด็ดขาด ที่สามารถอยู่ได้ 4 ปี เพื่อที่จะทำงานให้ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นนายกฯ คนนี้ก็เลยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้ามาทำงานตรงนี้ได้ เมื่อเปิดโอกาสเข้ามาทำงานตรงนี้ได้แล้ว คุณสโรชาต้องเข้าใจว่าเมืองไทยยุคที่นายกฯคนนี้เข้ามาบริหารงานภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นี้ เมืองไทยเหมือนบ้านป่าแดนเถื่อน เหมือนตรงไหน เรามียาบ้า เรามียาเสพติด เรามีผู้มีอิทธิพล เรามีหวยเถื่อน เรามีข้าราชการ เรามีนักการเมือง เรามีตำรวจกินส่วย เรามีทหารมาเฟีย มีเต็มไปหมดเลย ในระบบเก่า แล้วปี 2540 นี้เป็นเพียงแต่ตัวอักษร บทบัญญัติ แล้วจู่ๆ อุปมาอุปมัยเหมือนกับว่าประเทศไทยในยุคนั้นก็คือ Wild Wild West ทางตะวันตกอเมริกา แล้วอยู่มาวันหนึ่งทางวอชิงตัน สมมตินะครับ ส่งไวแอท เอิร์พ เข้ามาปราบ เข้ามาตั้งกติกา ก็เหมือนนายกรัฐมนตรีคนนี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเอกฉันท์ แล้วใช้อาวุธ ก็คือเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาปราบต่างๆ นาๆ พวกนี้ของธรรมดาย่อมต้องมีคนไม่พอใจ นั่นคือสิ่งซึ่งท่านนายกฯได้ทำลง

สโรชา – โอเคค่ะ หยุดตรงนี้ก่อนนะคะ เราต้องไปพักโฆษณากัน ก็เห็นแล้วนะคะว่าคือมีข้อมูลออกมาพอสมควร แต่เบรกหน้าดิฉันจะถามคุณสนธิเกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านนายกฯ นำพรรคนำพวก นำญาติพี่น้อง เข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการไทย เดี๋ยวกลับมาค่ะ
"

====

สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ถึงคำถามยอดฮิตในช่วงนี้นะคะ มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมานะคะโดยเฉพาะในช่วงโยกย้ายข้าราชการ ก็คือว่าท่านนายกฯนี้พยายามผลักดันให้เครือญาติ ให้เพื่อนฝูงเข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการไทย ยกตัวอย่างนะคะ อย่างปลัดกระทรวงยุติธรรมนี้ก็น้องเขย ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบกนี้ก็พี่ชาย ล่าสุดนี้ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามา รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งซึ่งก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามาเหมือนกัน ตรงนี้ยังไงกันคะ

สนธิ – คุณสโรชา ผมอยากจะถามคำถามคุณสโรชาเหมือนกับคำตอบ คุณสโรชาได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่สำคัญมากในจุดๆ หนึ่ง แล้วเผอิญคุณสโรชามีความจำเป็นต้องหาคนเข้ามานั่งทำงานด้วยนี้ สำคัญนี้ แล้วคุณสโรชาจะเลือกใครก่อน

สโรชา – ก็คงต้องดูคนรอบข้างที่มีความสามารถ

สนธิ – คนรอบข้าง สมมติว่าคุณสโรชามีญาติที่ทำงานอยู่หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณสโรชาทำ คุณสโรชาจะพิจารณาเขาก่อนไหม

สโรชา – ค่ะ โดยธรรมชาติแล้วก็คงใช่

สนธิ – 2.คุณสโรชาจบมาจากอริโซนาสเตทยูนิเวอร์ซิตี้ แล้วเกิดวันหนึ่งคุณสโรชาจำเป็นต้องทำงานเกี่ยวกับบรอดคาสติ้ง แล้วก็มีเพื่อนซึ่งสนิท 3-4 คน ที่เรียนมาด้านบรอดคาสติ้งด้วยกัน แล้วมีฝีมือ คุณสโรชาจะใช้เขาไหม

สโรชา – ก็คงต้องใช้เขาค่ะ

สนธิ – นั่นคือการตอบคำถามอีกข้อหนึ่ง

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – อีกวิธีหนึ่งที่ผมอยากจะถามก็คือว่า บางครั้งเราต้องยุติธรรมเหมือนกัน คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่งงานกับคุณเยาวภา ชินวัตร ตอนที่แต่งงานนี้เคยคิดไหมว่าจะเป็นปลัดกระทรวง ตอนที่แต่งงานเคยคิดไหมว่าพี่ภรรยาจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคย

สโรชา – ก็คงนึกไปไม่ถึงล่ะค่ะ

สนธิ – นึกไปไม่ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแต่งงานกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ตอนที่คุณหญิงพจมานเป็นนางสาวพจมาน ดามาพงษ์ แล้วมีพี่ชายคือ คุณเพรียวพันธ์ ดามาพงษ์นี้ ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันใช่ไหม ว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้เป็นนายกฯ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นญาติผู้พี่ก็ไม่ได้คิด ผมนี้นะมีญาติ ผมมีพี่ชายเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมมีพี่สะใภ้เป็นรองอธิบดีอยู่กระทรวงพาณิชย์ แล้วผมมีน้องชายเป็นสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ถ้าวันข้างหน้านี้ผมเกิดมาบริหารชาติบ้านเมืองนี้ แสดงว่า 3 คนนี้โตไม่ได้แล้วสิ คือต้องเพื่อความยุติธรรมต้องพิจารณากันนิดหนึ่ง คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมนี้ เป็นสมัยยุคพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นยุคนี้ นั่นข้อที่หนึ่ง

ข้อที่ 2 คุณชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตามอาวุโสก็มีสิทธิ์ ถ้าพูดถึงการถูกข้ามหัวมาตลอด ทุกคนถูกข้ามหัวมาตลอด ผมก็ไม่ตำหนิท่านนายกฯ สมมติว่าในเสี้ยวหนึ่งของหัวใจท่านนายกฯอยากได้พี่ชายนี้ ผมไม่ตำหนิ ผมถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอามาพูดเป็นประเด็น คือทุกคนพยายามจะโยงว่าท่านนายกฯ กำลังจะสร้างอาณาจักรขึ้นมา โดยใช้ชินวัตรเป็นคนที่คุมแต่ละจุด ผมคิดว่าพูดอย่างไม่ยุติธรรมตรงนี้ ทำไมเราไม่ดูว่าเขาทำงานมาเท่าไหร่ คุณชัยสิทธิ์ก็จะเกษียณอีกประมาณ 2 ปี หรือ 3 ปี คนที่เป็น ผบ.ทบ.อายุขนาดนี้ต้องถือว่าแก่แล้ว 57-58 ปี แล้ว เขาผิดตรงไหน เวลาเขาโดนข้ามหัวสมัยซึ่งน้องชาย ญาติลูกผู้น้องเขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่มีใครพูดบ้างล่ะ ไปดูประวัติศาสตร์ได้สมัยพล.อ.ชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.หรือพล.ท.กมล ทัพพะรังสี ล่ะ หลานหรือเปล่าล่ะ แล้วทำไมไม่มีคนพูด

สโรชา – คือทุกคนห่วง หลายๆ ท่านที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง วิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องนี้ก็เพราะว่ากลัวว่าเป็นการสร้างอาณาจักรหรือเปล่า คือพอถึงเวลาจุดหนึ่งแล้วมองไปรอบๆ เมืองไทยแล้วมีแต่คนสำคัญๆ ในตำแหน่งสำคัญๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนสนิทท่านทั้งนั้นเลย

สนธิ – เอาอย่างนี้ดีกว่า กรรมนี้เราต้องดูที่เจตนา เหมือนกับงบประมาณ ท่านนายกฯ ณ วันนี้นี่บริหารงานแบบซีอีโอ ผมอยู่ในวงการธุรกิจ เป็นทั้งสื่อสารมวลชน และผมก็ทำธุรกิจทางด้านสื่อสารมวลชน ผมเข้าใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาคุณบริหารงานคุณจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องทำงานทันที เพราะในยุคนี้เป็นยุคซึ่ง Globalization ยุคโลกานุวัตร ต้องไว ทีนี้มาเจอระบบราชการที่คุณติดนี้ ถ้าคุณจะใช้งานเพื่อสร้างโครงการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการนี้ คุณต้องรอไปอีกปี เพราะเขาบอกว่าต้องตั้งงบประมาณครับ ต้องอย่างโน้นอย่างนี้ครับ

สโรชา – ต้องรออนุมัติค่ะ

สนธิ – ไม่ทันกิน นายกฯทักษิณมาจากภาคเอกชน เขาบริหารงานทางเอกชนจนประสบความสำเร็จ นั่นคือนัยยะของการเป็นนักบริหารธุรกิจ เขาก็เลยคิดว่าทำไมไม่เอาตั้งเงินที่ต้องใช้เอาไว้เป็นงบกลางก่อน แล้วเมื่อมีเหตุที่ต้องใช้ในขณะนั้น ก็ใช้งบกลางไปทันทีเลย แล้วค่อยมาต่อยอดด้วยงบประมาณอีกทีหนึ่ง

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – ทีนี้พอทำอย่างนี้ปั๊บ แทนที่คนจะมองทุกอย่าง exact value ว่าเรามาวัดกันที่ผลดีกว่า ถ้าอย่างนั้น ทุกคนก็บอกว่าตั้งงบกลางเพื่อคอรัปชั่น ตั้งงบกลางไม่มี

สโรชา – เป็นการเปิดทางหรือเปล่า

สนธิ – นี่คือนิสัยและสันดาน วิธีการเล่นการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งต้องเลิกได้แล้ว นะครับก็เช่นกันว่านี่คือนิสัยว่าตั้งคนนั้นเป็นญาติ ผมคิดว่าดูภาพรวมดีกว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ต้องตั้งให้เขาขึ้นมาแล้วดูว่าเขาบริหารงานได้หรือเปล่า ถ้าเขาบริหารงานไม่ได้ค่อยวิพากษ์วิจารณ์เขาต่อไป หรือว่าคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งจริงๆ นายกฯก็ไม่ได้เป็นคนตั้ง เพราะเขาถูกตั้งเมื่อสมัยรัฐบาลยุคคุณชวน หลีกภัย ก็ต้องดูว่าเขาทำงานได้ไหม ถ้าเขาทำงานไม่ดี หรือมีปัญหาอะไรก็ค่อยว่าอีกที ผมคิดว่าคนไทยในขณะนี้ขาดการมองที่ผล แต่ไปมองสิ่งซึ่งกำลังจะเริ่มต้น และไม่เข้าใจปรัชญา ถ้าเข้าใช้ปรัชญาสิ่งนี้จะไม่ลามปามมาถึงขณะนี้

สโรชา – มีหลายๆ คนอาจจะวิพากษ์วิจารณ์กันค่ะว่า จริงๆ แล้วถึงเวลาการเมืองมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป อยู่กันเป็นสมัยกันไป แต่ข้าราชการประจำต้องอยู่กันไปตลอดเลย

สนธิ – ข้าราชการประจำนี้ล่ะตัวแสบ ผมจะบอกให้คุณสโรชาทราบ

สโรชา – (หัวเราะ) ขนาดนั้นเลยหรือคะ

สนธิ – ท่านมหาเธร์ ,ลีกวนยู และนายกฯทักษิณ มีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ปฏิเสธข้าราชการประจำ ข้ามหัวเลย เพราะว่าข้าราชการประจำนั้นก็คือตัวขวางกั้นการเจริญเติบโต หรือการเดินไปสู่วิสัยทัศน์ของประเทศในยุคของโลกานุวัตน์ นี่คือสิ่งซึ่งที่นายกฯทักษิณพยายามปฏิรูปราชการ และพยายามทำลักษณะการบริหารราชการให้สิ้นสุดและจบในคนๆ หนึ่ง นั่นคือที่มาของผู้ว่าซีอีโอ เพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน เพื่อไม่ให้มีกระบวนการ ขั้นตอน ซับซ้อนมากมาย

สโรชา – วุ่นวายยาวนาน

สนธิ – และผลที่สุดก็คือให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ให้ประเทศชาติสามารถจะมีความเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่เขาทำ

สโรชา – คุณสนธิพูดเรื่องปฏิรูประบบราชการนี้ก็เชื่อมโยงไปต่อคำถามที่ดิฉันจะถามต่อไปว่า นักวิชาการเอ็นจีโอก็ดี ออกมาบอกว่าควรจะมีการกระจายอำนาจได้แล้ว ถึงเวลาที่อยู่ในยุคสมัยที่ควรจะกระจายอำนาจได้แล้ว ควรจะนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินปัญหาท้องถิ่น แต่ว่ากลับกลายเป็นว่ามีคนวิพากษ์ว่าท่านนายกฯ นี้สวนทาง คือกลับกลายเป็นว่าเป็นการกระจุกอำนาจอยู่ในที่เดียว

สนธิ – ผมไม่เห็นด้วย

สโรชา – ยังไงคะ

สนธิ – ที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ว่าผมเชียร์ท่านนายกฯ จนไม่ลืมหูลืมตา ผมคิดว่าลักษณะของการบริหารงานในขณะนี้ เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง ลักษณะของโครงสร้างการปกครองนี้ จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กับลักษณะของปัญหาของสังคม โครงสร้างอย่างหนึ่งกับลักษณะปัญหาอย่างหนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนเวลาไปแล้ว โครงสร้างนั้นอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ในขณะนี้อย่างที่ผมบอกว่านายกฯทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 2540 มาในช่วงเปลี่ยน มาเพื่อปรับ ปราบพวกยาเสพติด พวกมาเฟียทั้งหลาย เพื่อให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย และระบบราชการก็เป็นส่วนหนึ่ง ตรงนี้แหล่ะที่เกิดมาจากการกระจายอำนาจในอดีต เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ต้องดึงพวกนี้เข้ามาอยู่ตรงนี้ก่อน เมื่อดึงเข้ามาแล้วค่อยจัด คุณมาอยู่ตรงนี้นะ คุณมาอยู่ตรงนั้นนะ เพราะถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้นะ คุณไม่มีทาง คุณเอาระบบราชการไม่อยู่ สมัยก่อนถ้าคุณศึกษาการปกครองไทย การปกครองไทยสมัยก่อนปกครองเป็นมณฑล ผู้ว่ามณฑลนี้ มีอำนาจเด็ดขาดเลย สามารถจะตัดสินได้ทันทีเลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องกลับมาที่กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดส่วนกลาง แต่พอมีการกระจายอำนาจมากขึ้นต่อมาเรื่อยๆ ก็เริ่มบอกว่าให้อำนาจผู้ว่าฯ ให้อำนาจส่วนท้องถิ่น ให้อำนาจโน้นอำนาจนี้ เราก็รู้ว่าอำนาจท้องถิ่นในอดีตคืออำนาจมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล เพราะฉะนั้นแล้วพอมายุคนี้ ต้องการเดินต่อไปนี้เราต้องกุมส่วนต่างๆ ซึ่งแตกสลายหมดแล้ว รวบรวมเข้ามา แล้วแยกเป็นหมวด แยกเป็นหมู่ แยกเป็นกอง พอจบเรียบร้อยแล้ว คือกลับไปสู่การปกครองระบบที่มีผู้ว่ามณฑล นั่นคือที่มาผู้ว่าซีอีโอ ปัญหาทุกอย่างในจังหวัดต้องจบในจังหวัดนั้น นี่คือ pilot project ซึ่งมีการทดลอง

สโรชา – เอาล่ะค่ะ นั่นก็คือประเด็นการปฏิรูประบบราชการ เรามาคุยกันถึงประเด็นต่างประเทศกันบ้างนะคะ ดูเหมือนว่าช่วงแรกๆ นี้ ท่านนายกฯ ค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองพอสมควร ก็คือแทบจะเดินออกมาห่างๆ สหรัฐฯ สักนิดหนึ่งด้วยซ้ำไป แต่ดูพักหลังๆ นี่ค่ะ คุณสนธิ เหมือนจะกลับไปอิงสหรัฐฯ มากเกินไปหรือเปล่า

สนธิ – ผมอยากจะเปรียบเทียบการดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนเล่น เผ สมมติมีคนเล่นอยู่ 4 คน อเมริกา,จีน,ญี่ปุ่น,ไทย หน้าไพ่เผนี้ คือเป็นตัวบอก เคยเล่นไหมครับเผ

สโรชา – เคยเห็นค่ะ รู้สึกจะมีใบ สองใบเปิดอยู่

สนธิ – จะมีใบแรกกลบ ใบที่สองหงาย ใบที่สามหงาย ใบที่สี่หงาย ใบที่ห้าหงาย ใบกลบนี้ไม่รู้ว่าอะไรนอกจากเจ้าตัวเอง คือนโยบายต่างประเทศไทยเหมือนเล่นเผ แล้วผมคิดว่านายกรัฐมนตรีเล่นนโยบายต่างประเทศไทยเหมือนเล่นเผ ก็คือหน้าไพ่ใครใหญ่ก็จะหลบให้คนนั้น เข้าใจยังครับ เพราะฉะนั้นในยุคหนึ่งในจังหวะช่วงเวลาหนึ่งหน้าไพ่จีนใหญ่ ก็จะหมอบเพื่อให้จีนกินไป ถ้าหน้าไพ่อเมริกาใหญ่อย่างเช่นในช่วงนี้ ช่วงซึ่งบุชจะมาเอเปค บุชกำลังจะพิจารณาที่จะให้สัญญาในการก่อสร้างบูรณะอิรักให้กับประเทศที่เข้าไปช่วย หน้าไพ่เขาอาจจะมี A 3 ตัว ตอง A นายกฯ ก็เลยกลบไว้ เพราะฉะนั้นแล้วนโยบายต่างประเทศยุคนี้กับนโยบายต่างประเทศซึ่งไม่เหมือนยุคก่อน ยุคก่อนนี้เราพึ่งพิงอิงแอบตะวันตก 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้คนมาบอกว่าทำไมเรามาพึ่งพิงอิงแอบจีน อ้าว วันนี้ทำไมพึ่งพิงอิงแอบอเมริกามากเกินไป ฝ่ายที่ชอบจีนก็บอกว่าช่วงนี้ทำไมเราไปเอาใจอเมริกามาก ช่วงที่เราสนิทสนมกับจีน ทางฝ่ายตะวันตกที่ชอบตะวันตกก็บอกว่าเราไปเอาใจจีนมากเกินไป

สโรชา – คือเราต้องเล่นบทบาทให้เหมาะสม สมกับบทคนอื่นที่เขาเล่นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ใช่ไหมคะ

สนธิ – ถูกต้องครับ

สโรชา – เอาล่ะค่ะ เราจะพักกันตรงนี้สักครู่นะคะ กลับมาเราจะมองไปถึงอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ กลับมาเทอมสองแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง จะอันตรายมากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวกลับมาค่ะ

สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์ในช่วงสุดท้ายนะคะ คำถามหนึ่งที่ดิฉันจะต้องถาม ก็คือว่าก็ใกล้จะเลือกตั้งแล้ว กลับมาเทอมสองของท่านนายกฯ ทักษิณ นี้มีคนหลายๆ คนกลัวค่ะว่าจะน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะว่าเหมือนกับว่าท่านได้วางระบบไว้เรียบร้อยแล้ว วางรากฐานไว้เรียบร้อยแล้ว มันน่ากลัวใช่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนคะ

สนธิ – ผมอยากให้คุณสโรชาแล้วก็ท่านผู้ชมหลายๆ ท่านที่คิดอย่างนี้ มองปัญหานี้ด้วยหลักธรรม คือในทางพุทธนี้พรุ่งนี้ยังไม่มา เมื่อวานนี้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่วันนี้ทำให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วอะไรที่ยังไม่เกิด ผมว่าอย่าเพิ่งไปวิตก เพราะว่าถ้าเราไปวิตก สิ่งที่ยังไม่เกิด เราสามารถสร้างทฤษฎีขึ้นมาได้เป็นล้านๆ ทฤษฎี เป็นได้หมดทุกอย่าง

สโรชา – เป็นสมมติฐาน

สนธิ – สมมติฐานเยอะแยะไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นมันยังไม่เกิด ก็ใช้วันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ยังไม่มาอย่าไปกังวล วันนี้นายกฯทักษิณทำดี ก็ควรได้รับผลของความดี ถูกไหมครับ คุณสโรชาตื่นมาคิดดี ทำดี ก็ได้ดี แต่ถ้าดีแตกเมื่อไหร่ อย่าไปห่วง ก็ต้องมีคนมาจัดการ ดูถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ของสมัย จปร.5 ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ยังอยู่ไม่ได้เมื่อ พ.ค.2535 หรือจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ต้องไปเมื่อ 14 ตุลา อย่าไปประมาทประชาชนชาวไทย อย่าไปดูแคลนหลักธรรม หลักธรรมนี้สำคัญมากใครทำชั่วแก่ชาติบ้านเมือง แล้วก็ต่อให้ระบบทางการเมืองเอื้อแค่ไหนก็ตาม ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นแล้วการเมืองนี้ อย่าไปเชื่ออะไรมากเกินไป ครั้งหนึ่งประชาชนเคยตั้งความหวังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้ที่พรรคประชาธิปัตย์ แต่พอผ่านไป 3 ปีเศษ พรรคไทยรักไทยกลับเข้ามาอย่างถล่มทลายเลย

สโรชา – คือหมายความว่าระบบมีอยู่แล้ว พลังของประชาชนอยู่ ไม่ได้ไปไหน ถ้าหากว่าอนาคตมีเกิดอะไรขึ้นมา ผลไม่เข้าตาประชาชน

สนธิ – คือถ้านายกฯทำดี และประชาชนได้ สังคมดีขึ้น ผมคิดว่าประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่าเขาไปสร้างเครือข่ายของเขา สมมติว่าเขาจะเอาพวกชินวัตรทั้งหมด หรือญาติพี่น้องเขา ตำรวจร่วมรุ่นเดียวกับเขามากุมอำนาจทั้งหมด แต่ว่าถ้าประชาชนดีขึ้น สังคมดีขึ้นนี้ ผมกลับคิดว่าเขาเอาใครมานั่งไม่สำคัญหรอก

สโรชา – ขอให้ผลที่ออกมา

สนธิ – เราดูกันที่ผล ดูกันที่เจตนา ดูกันที่กรรม แล้วอย่างที่บอกนะครับมันยังมาไม่ถึง มองหลักธรรม ทุกคนก็ไปบอกว่าเออ นี่นะวางตัวน้องเขยไว้เป็นปลัดกระทรวงฯ เพื่อที่จะขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา วางตัวพี่ภรรยาไว้เพื่อขึ้นไปเป็น ผบ.ตร. วางตัวพี่ชาย แล้วถ้าผมมองมุมกลับ สมมติว่าอีก 2 ปี พี่ชายเขาเกษียณนี้ จาก ผบ.ตร นี้แล้วเขามีชินวัตรอีกคนไหมเพื่อมาเป็น ผบ.ตร.

สโรชา – ค่ะ (หัวเราะ)

สนธิ – (หัวเราะ) คือผมว่ามากเกินไป ต้องให้เกียรติกันบ้าง คือย้อนกลับไปว่าแต่ละคนเขามีเส้นทางชีวิตเขา พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เส้นทางชีวิตเขาก็มี เขากัดฟันต่อสู้มาตลอด พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เขาก็มีเส้นทางชีวิตเขา เขารับราชการตำรวจมาตลอด คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เขาก็รับราชการกระทรวงยุติธรรมมาตลอด เส้นทางชีวิตของเขาแต่ละเส้นทางเขาไต่เต้าขึ้นมา อาจจะจังหวะโชคดีตรงที่ว่ามีคนที่เป็นญาติใกล้ชิดสนิทสนมค่อนข้างที่จะเห็นประโยชน์เขา มากกว่าที่เห็นกว่าคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันอีกยุคหนึ่งคนอื่นก็ไม่เคยเห็นประโยชน์เขา จบแค่นั้น

สโรชา – งั้นมีอีกคำถามหนึ่ง ซึ่งดิฉันเชื่อนะคะว่าหลายๆ คนกำลังคิดอยู่ในตอนนี้ ว่าฟังคุณสนธิมาประมาณเกือบๆ ชั่วโมงหนึ่งนี้ มาถึงตอนนี้แล้วเข้าใจในหลายๆ ประเด็น เข้าใจในบุคลิกต่างๆ ที่ท่านนายกฯมีที่เห็นได้ชัดตามข่าวที่พบกันอยู่ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เห็นล่ะว่ามีข้อดีเยอะสำหรับท่านนายกฯคนนี้ แต่ถามคุณสนธิตรงๆ เลย

สนธิ – มีอะไรเสียบ้างไหม

สโรชา – มีอะไรเสียบ้างหรือเปล่า

สนธิ – มนุษย์นี้มันมีทั้งดี มีทั้งไม่ดี พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคใหม่ ไม่มีวัฒนธรรมองค์กร หรือถ้าจะมีก็เป็นวัฒนธรรมของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นแล้วจุดอ่อนของพรรคนี้คือการที่ต้องเอาคนจากหลายๆ ฝ่ายมารวมตัวกัน แล้วแบ่งผลประโยชน์กันให้พอดี การเมืองคือการแบ่งปันผลประโยชน์ จะยุคไหน สมัยไหน จะยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

สโรชา – ยังคงเป็นอย่างนั้นหรือคะ

สนธิ – แน่นอน แบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชน แบ่งปันผลประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง แบ่งปันผลประโยชน์ให้คนนั้นคนนี้ เป็นธรรมชาติของมัน การที่มีกลุ่มวังน้ำเย็นเข้ามาเป็นตัวร่วมตั้งแต่แรก เป็นความจำเป็นที่จำเป็น คือ ผมคิดว่านายกฯ ทักษิณ ไปมองประเด็นว่า ไปเห็นสัจธรรมว่าถ้าจะมีอำนาจต้องยอมเสียสละอุดมการณ์ทางการเมืองบางประการ นั่นคือจุดแรกที่คุณเสนาะ เทียนทองเข้ามา เมื่อได้อำนาจตรงนี้แล้ว ถ้าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารเป็นไปตามวิสัยทัศน์ตัวเองนั้น ต้องมีเสียงมากกว่าที่ไม่ให้ฝ่ายค้านมาอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ ก็เลยต้องเอาความหวังใหม่ เอาชาติไทย เอาชาติพัฒนา รวมเสรีธรรมเข้ามา

สโรชา – ยังไม่รวมนะคะ ชาติไทย ชาติพัฒนายังไม่รวม

สนธิ – ยังไม่รวม เอาเข้ามาร่วมรัฐบาล ตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นกรอบความคิดของการวางหลักยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ คือนายกฯ ทักษิณ บอกเอาล่ะ 4 ปีข้างหน้านี้ ขอให้ฉันได้ทำงานได้ที่ไม่ต้องมาวุ่นวายการเล่นการเมืองได้ไหม

สโรชา – ไม่ต้องปวดหัว

สนธิ – ไม่ต้องมาปวดหัว ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันทำงานอย่างเดียว เพราะว่าอภิปรายฉันอะไรไม่ได้ ฉันขอทำงาน นี่คือที่มาของมัน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าตัวนายกฯทักษิณ ก็ต้องการที่จะพัฒนาในเทอมที่สอง ด้วยการที่จะทำอย่างไรดี ที่จะเอาคนที่ไม่ยี้ หรือไม่เป็นภาพสีเทา หรือสีดำออกมาร่วมกระบวนการตรงนี้ นะครับ ซึ่งตรงนี้นายกฯทักษิณจะทำได้ยาก และนายกฯทักษิณเองนี้ก็เริ่มที่จะยอมรับในบางจุด คือใจนายกฯทักษิณ คือตัวนายกฯ สังเกตอย่าง เขาไม่ใช่คนดึงดันนะครับ เขามีบุคลิกของผู้นำอย่างหนึ่ง ซึ่งผมยอมรับเขา คือเมื่อเขารู้ว่าอันนี้ไปไม่ได้ เขาหยุด เขาถอยเป็น สังเกตหลายๆ เรื่อง เรื่องอาวุธปืนจำได้ไหม

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – ที่เขาพูดแล้ว เสร็จแล้วมีคนทักท้วงเขาว่าไปแย่งปืนจากคนดี เขาก็บอกว่าเรื่องนี้ยังอีกนานยาวนาน กว่าจะถึงนี้จะต้องมีการประชาพิจารณ์กันอยู่ หรือว่าเรื่องปัญหาท่อก๊าซไทย – มาเลเซีย มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์บอกว่าไม่พูดแล้วอย่ามาพบผม เป็นไงเป็นกัน แต่พอคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เข้าไปพบเขาเรื่องบ้านเอื้ออาทร ซึ่งคุณไพบูลย์นี้เป็นเอ็นจีโออาวุโส เขาก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าคุณไพบูลย์จะเป็นตัวประสานเชื่อมต่อ เขาก็ยินดี ตรงนี้ผมคิดว่าเขามีคุณภาพ คือเขาไม่มีอัตตา แต่ผมคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาภายในพรรคการเมืองของเขาเองในการเลือกตั้งงวดหน้าได้โดยการไม่มีอัตราในบางครั้งก็ลำบากเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า เพราะว่าในขณะนี้ปัญหาใหญ่ก็คือว่า เขาได้ลั่นสัจจะวาจาไปแล้ว ถ้าจุดอ่อนเขามีก็คือว่าเขามักชอบพูดอะไรก่อนที่จะมีการกระทำอะไรเกิดขึ้นมา มันก็เป็นข้อดี แต่ในขณะเดียวกันข้อเสียเขาก็มีเยอะ เช่นเขาประกาศว่าเขาต้องได้ 400 เสียง ถ้าเขาประกาศว่าเขาได้ 400 เสียง เขาก็ต้องทำทุกวิถีทางให้เขาได้ 400 เสียง นั่นคือการ compromise ในหลักการ เข้าใจยัง

สโรชา – ก็คืออาจจะต้องเสียสละบางประการไปเพื่อให้ได้มาซึ่ง

สนธิ – ถูกต้อง นี่คือจุดอ่อนของเขา นายกฯทักษิณไม่ใช่เทวดา อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่เทพ แต่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพราะฉะนั้นแล้ว ผมกลับมองว่าจุดอ่อนของตัวท่านนายกฯทักษิณ ก็คือจุดแข็งของตัวท่านนายกฯทักษิณนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งผมคิดว่า เราจะต้อง วันหน้าวันหลังนี้มีเวลา มีตัวอย่าง เราต้องคุยกันอีกทีหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้นายกฯ ทักษิณ กำลังซื้อเวลาอยู่ ซื้อเวลาที่จะจัดระเบียบจัดระบบทุกอย่าง เมื่อซื้อเวลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำถามคือเขาจะซื้อเวลานานแค่ไหนที่จะพลิกผันให้พรรคไทยรักไทยนี้เป็นพรรคในลักษณะที่เขาคิดว่าอยู่ในอุดมการณ์ตั้งแต่แรกที่เขาตั้ง

สโรชา – ภาพที่วาดไว้เมื่อไหร่จะเกิด

สนธิ – นั่นคือการซื้อเวลา เขาคิดว่าจะเกิดเทอมสอง แต่ผมเข้าใจว่ามีจุดอ่อนอีกหลายจุดซึ่งเขาจะทำให้เกิดไม่ได้

สโรชา – ยังต้องแก้ไขกันไปอีกหลายต่อหลายประการทีเดียว ซึ่งก็เห็นภาพรวมกันคร่าวๆ นะคะ มีหลายต่อหลายคำถามนะคะซึ่งดิฉันเชื่อว่าอยู่ในใจคุณผู้ชมที่ถามออกไปแล้วได้รับคำตอบมาซึ่งคงจะกระจ่างในหลายๆ ประเด็นนะคะ คุณทักษิณ ชินวัตร คนนี้ นายกฯของเรา ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งล่ะค่ะ ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อเสีย มีเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะคะที่จะพยายามจะทำอะไร พยายามที่จะพาพรรคพวกเข้ามา พรรคพวกที่มีคุณภาพ ที่เห็นความสามารถ ที่สามารถที่จะทำได้ ก็พยายามจะขึ้นมาและสร้างตรงนี้ แต่ที่แน่ๆ ภาพรวมต้องมองกันไม้ทั้งป่าค่ะ ไม่ใช่ไม้เพียงต้นเดียวเท่านั้น

สนธิ – ไม่ใช่ไม้เพียงต้นเดียว

สโรชา – ที่คุณสนธิเคยพูดไว้นะคะ ไม้ทั้งป่ามองไปก็จะเห็นค่ะว่าความพยายามที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็ไม่มีคนจน อันนั้นคือที่ตั้งใจไว้

สนธิ – นั่นคือสิ่งที่ท่านนายกฯตั้งใจไว้

สโรชา – โอเคค่ะ หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ในวันนี้นะคะ กลับมาพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้า เวลาสามทุ่มค่ะ

สนธิ – สด

สโรชา – สดค่ะ อาทิตย์หน้าสดแน่ๆ กลับมาอาทิตย์หน้าค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

สนธิ – ครับ สวัสดีครับ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home