Thursday, September 22, 2005

บันทึกข้อเท็จจริงที่ตันหยงลิมอ

ความฝันอันสูงสุด
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร
ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา
ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง
หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทยฯ

-----
Fact on case Naradhivad 20.Sept.2005

รูปจาก MGR Online



-----

Insight story at kom chat luek

ปฏิบัติการช่วยนาวิกโยธิน...ผิดแผน!
หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้อยู่ในระดับที่ "คุกรุ่น" มานาน จู่ๆ ก็เกิด "แรงปะทุ" ครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้ากราดยิงเข้าใส่ร้านน้ำชา เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 20 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บไปอีก 3 คน โดยชาวบ้านจำได้แม่นว่า คนร้ายใช้ "รถกระบะสีเทา" เป็นพาหนะ

ม่านควันปืนจางไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจก็เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที โดยมีทหารหน่วยนาวิกโยธินทั้งสองนายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ด้วย

ระหว่างนั้นเริ่มมีสัญญาณ "ความผิดปกติ" เกิดขึ้น เมื่อมีเสียงตีเกราะเคาะไม้คล้ายจะเรียกชาวบ้านให้มารวมตัวกันดังอื้ออึงขึ้น ฝ่ายทหารและตำรวจ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รู้โดยสัญชาตญาณว่า อีกไม่ช้าจะเกิดการรวมตัวของชาวบ้านขึ้น จึงพากันล่าถอยออกจากพื้นที่ เพราะเกรงจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น

ฝ่ายนาวิกโยธินทั้งสองนายก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน จึงรีบถอยกลับ แต่เคราะห์ร้ายที่ "รถเก๋งสีน้ำเงิน" เกิดเสียระหว่างทาง จึงถูกกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันอย่างรวดเร็วจับไว้ตัวประกัน !

ต่อมาทหารหน่วยข่าวในพื้นที่ทราบเหตุการณ์จึงรายงานด่วนถึง พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.กอ.สสส.จชต.) พล.ท.ขวัญชาติ จึงสั่งให้จัดตั้ง "วอร์รูม" ขึ้นทันที โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระดมสมองทั้งคืน

เหตุการณ์สลายม็อบที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาอีกครั้ง เพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันครั้งนี้เป็นไปด้วยความรอบคอบที่สุด ระหว่างนั้นกำลังพลทุกส่วนถูกสั่งการให้พร้อมปฏิบัติการเต็มที่

ในค่ำคืนแห่งความตึงเครียด แม้จะยังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่ พล.ท.ขวัญชาติ ซึ่งติดภารกิจในช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน ได้สั่งการให้ชุดทำงานทั้ง 3 ชุด แยกไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

ชุดแรก ได้สั่งการให้ พล.ต.พิเชษฐ์ วิสัยจร รองแม่ทัพภาคที่ 4 และปลัดจังหวัดนราธิวาส เข้าไปปฏิบัติการในการเจรจาต่อรองกับประชาชนในพื้นที่

ชุดที่สอง มี พล.ต.พงษ์ศักดิ์ อินทรวงศักดิ์ ในฐานะเลขาฯ กอ.สสส.จชต. มีหน้าที่ประสานงาน และคอยติดตามอำนวยความสะดวกในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

ชุดที่สาม ได้สั่งการให้นำ "เครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กควบคุมระยะไกลโดยไม่ใช้นักบิน" (Unmanned Aerial Vehicles) หรือ UAV เข้าร่วมปฏิบัติการบินตรวจการเพื่อจับภาพผู้ชุมนุม โดยถ่ายทอดสดผ่านเข้าไปยัง กอ.สสส.จชต. เพื่อประเมินสถานการณ์ทุกระยะ

หลังปฏิบัติภารกิจเสร็จ พล.ท.ขวัญชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางมายังวอร์รูม เพื่อติดตามการถ่ายทอดสดจากการจับภาพเครื่องบิน UAV ที่กำลังถ่ายอยู่ และมีการประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด

จากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศพบว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการวางแผน และเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยใช้เวลาในการเตรียมการมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มีการวางตะปูเรือใบและขอนไม้ ซึ่งเป็นท่อนซุงขนาดใหญ่เพื่อสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ไว้ถึง 3 เส้นทาง

เมื่อประมวลข้อมูลได้เป็นรูปเป็นร่าง แผนปฏิบัติการถูกแบ่งเป็น 3 แนวทาง

แนวทางแรก ได้จัดเตรียมกำลังจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษกว่า 100 นาย พร้อมรถจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว จำนวน 1 กองร้อย เพื่อเตรียมพร้อมในการชิงตัวประกัน

แนวทางที่สอง ใช้เฮลิคอปเตอร์รุ่น "แบล็คฮอว์ค" เพื่อโรยตัวหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าช่วยเหลือ

แนวทางที่สาม ปฏิบัติตามคำเรียกร้องของชาวบ้านที่อยากให้นักข่าวมาเลเซียมาทำข่าว โดยส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับนักข่าวพิเศษแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีประมาณ 4-5 คน เข้ามาทำข่าว

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่กำลังชั่งน้ำหนักเพื่อจะเลือกแผนปฏิบัติการอยู่นั้น เหตุการณ์ในพื้นที่กลับรุนแรงขึ้น โดยคนร้ายได้สร้างสถานการณ์ปลุกระดมชาวบ้านจาก 300 คน เป็น 500 คน กระทั่งเป็น 700 คน โดยปลุกระดมเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่ากำลังทหารกำลังเข้ามาแย่งชิงตัวประกัน

จากนั้นคนร้ายจึงได้มีการ "สับแผน" โดยให้กำลังเสริม ซึ่งเป็นหญิงที่คลุมผ้าปกปิดใบหน้าเข้ามาแอบแฝงปะปนกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

เมื่อทราบว่า คนร้ายเปลี่ยนแผน และเตรียมจะโจมตีเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ จึงมีการสั่งให้ถอยกำลังกลับมา เพราะกลัวว่าจะเป็น "แผนลวง" ประกอบกับ "หน่วยเหนือ" ที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดพิจารณาแล้วว่าไม่อยากให้ใช้ความรุนแรง เพราะเกรงจะซ้ำรอยเหตุการณ์สลายม็อบที่ตากใบ

สุดท้ายทหารทั้งสองนายก็ต้องตกเป็นเหยื่อ "แผนปลุกผี" ให้ชาวบ้านเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ !?

แหล่งข่าวทางทหารในพื้นที่ วิเคราะห์ที่มาของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการแบ่งกลุ่มการปฏิบัติครั้งนี้ออกเป็นชุดย่อย จำนวน 3 ชุด เพื่อแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน

ชุดแรก มีหน้าที่ปลุกระดมให้ชาวบ้านต่อต้านเจ้าหน้าที่

ชุดที่สอง ใช้ผู้หญิงเป็นแนวร่วม ซึ่งใช้ผ้าคลุมปิดบังหน้าตาเบี่ยงเบนสถานการณ์ โดยลวงชาวบ้านว่า ทหารกำลังปิดล้อมหมู่บ้าน จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้กลุ่มโจรเข้าทำร้ายทหารจนเสียชีวิตในที่สุด

ชุดที่สาม มีหน้าที่ตรวจเช็คอาวุธต่างๆ ที่วางไว้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เช่น ตะปูเรือใบ และคอยรายงานความเคลื่อนไหวส่งตรงไปยังหน่วยบัญชาการ

นับว่าเป็นแผนการที่ "รัดกุม" และ "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะสามารถสังหารเจ้าหน้าที่รัฐได้ตามแผนแล้ว ยังเป็นการ "ยั่วยุ" ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแหลมคม ซ้ำยังมีความพยายามยกระดับความรุนแรงให้เป็นสากลอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องระมัดระวังในการ "เดินแต้ม" ให้จงหนัก เพราะหมากเกมนี้ "เดินพลาดตาเดียว...แพ้ทั้งกระดาน" !!!

0 Comments:

Post a Comment

<< Home