Monday, July 11, 2005

ที่มา "ไทยรักไทย"

นานๆทีจะมีโพสต์อินไซด์ของ การก่อตั้งพรรคการเมือง ซึ่งผมชอบมาก แนวคิดเริ่มต้นดี
แต่แนวการปฏิบัติมีปัญหา ซึ่งถ้าวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง และใช้เศรษฐศาสตร์การเมืองมาช่วยจับ
ก็พอจะทำความเข้าใจได้

- มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง
- การเมืองย่อมต้องใช้ทุน และต้นทุนนั้น "สูง"
- พิชัยสงครามว่าไว้ว่า เมื่อตีเมืองข้าศึก ให้กินข้าว กินเสบียงข้าศึก คุณทักษิณจึงย่อมไม่ใช้ทุนของตัวเอง หรือใ้ช้ก็ใช้ให้น้อยที่สุด
- คุณทักษิณ ก็ยังต้องการควบคุม เงินทุนของพรรค (ซึ่งเงินทุนหลักก็เป็นเงินทุนของคุณทักษิณเอง) เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมืองต่างๆ (อำนาจของคุณทักษิณเกิดจาก เงินทุน, ชื่อเสียง, และอำนาจตามระบบนายกรัฐมนตรี) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่สามารถมอบภาระตรงนั้นไปให้กับ nominee ใดๆได้
- คุณทักษิณเป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง แต่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการ และจำเป็นต้องพึ่งพาองก์ความรู้จาก ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมักเห็นแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประหลาดๆ ออกมาจากความคิดคุณทักษิณเสมอๆ
- ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะ theory ทางเศรษฐศาสตร์จะตามหลังมาอธิบาย ดังนั้นจึงอาจไม่ทันการ , dual track policy ประกอบกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านวิธีทางการตลาด ที่เคยใช้ได้ผลในสมัย 4 ปีแรก ก็ไม่สามารถใช้ได้อีก เมื่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเผชิญขีดจำกัด และปะทะกับวิกฤตระดับโลก (หวัดนก, ภัยก่อการร้าย, tsunami และ ต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้ัน) endownment ที่เคยมี (domestic consumption) ก็เริ่มหายไป เพราะรากหญ้าติดกับดักเรื่องหนี้สินระดับชาวบ้าน สุดท้ายก็ต้องมาพึ่ง real sector ผลิตของจริง ขายของจริง
- เรื่องนี้ (การแก้ปัญหาแบบประหลาดๆ) ไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องมองความจริงให้ออก ยอมรับความจริง และกลับตัวให้ทันให้ได้ ซึ่งการที่คุณทักษิณลากยาวเรื่องกองทุนน้ำมัน สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ยอมรับความจริง เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาภาระเศรษฐกิจของประเทศไปแลกกับคะแนนนิยมในการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงอีกต่างหาก -- กรณีแบบนี้ อาจารย์รังสรรค์ เรียกว่า ประชาธิปไตยที่ขาดดุล
- วิธีการแก้ปัญหาด้วยการ run megaproject นั้นอาจใช้ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่อยู่ในภาวะไม่สมดุลแบบนี้ แต่เมื่อ assumption เปลี่ยน (เกิดการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง , GDP ลด, ค่าเงินตก) จะต้องเปลี่ยนแผน megaproject ด้วย อย่างน้อยต้องลด scope ไปมากกว่าครึ่ง หรืออาจจะไม่ต้องทำเลย
- หันมาใช้ภูมิปัญญาของเราในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยลงทุน (ซื้อทุนจากต่างประเทศ) ให้น้อยที่สุด -- เช่น อย่าไปใช้ .NET ให้ใช้ Open Source สงวนเิงินตราต่างประเทศไว้ให้มากที่สุด หรือการปรับระบบการขนส่งเพื่อพึ่งพาน้ำมัน ต้องพิจารณาแนวทางหลายทาง อาจไม่จำเป็นต้องขุดรถไฟฟ้าก็ได้ การขนส่งด้วยเรือ อาจเป็นทางออกที่น่าสนใจ
- ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ช่วงเริ่มก่อตั้งพรรคน่าสนใจมากๆ

Manager ความเห็นที่ 47

==========================
"เริ่มต้นเลยคุณสมคิดโทรศัพท์มา ขอเชิญไปคุย ก็ไปคุยที่ตึกชินวัตร พหลโยธิน คุยกันสักพักคุณทักษิณลงมา ก็แนะนำให้รู้จัก เพราะผมยังไม่รู้จักคุณทักษิณอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็เริ่มต้นนัดคุยกันเป็นระยะๆ ประเด็นที่คุยกันก็ชัดเจน ว่าคุณทักษิณเขาอยากจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ แล้วก็อยากให้ผมมาช่วย"

"ความจริงผมไม่ได้รู้จักคุณสมคิดมาก่อน คุณทักษิณก็อาจจะเคยคุยๆ กันมาในช่วงพรรคพลังธรรม" อาจารย์ธีรภัทร์เล่าว่าเขาเคยช่วยให้คำแนะนำทางวิชาการกับพรรคการเมืองต่างๆ "ใครขอให้ช่วย ผมก็ช่วย ไม่ว่าจะประชาธิปัตย์ พลังธรรม คุณสุดารัตน์นี่ไม่ว่ามีอะไรผมก็ช่วย-แบบนักวิชาการนะ ไม่เกี่ยวกับการเมือง เช่น ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ พรรคพลังธรรมช่วงปลายๆ ที่คุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรคผมก็ช่วย นำเสนอหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องปฏิรูปการเมืองรู้สึกมี 10 หัวข้อ แม้กระทั่งเลือกตั้ง ส.ว. ผมก็เสนอมาแล้ว ว่าให้มีการเลือกตั้งโดยตรง เอกสารพวกนี้มีหมด"

"เข้าใจว่าตรงนั้นแหละครับที่คุณทักษิณเขารู้จักผม อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่คุณสมคิดเขาโทร.มา ก็ได้นั่งปรึกษาหารือกันว่าถ้าจะตั้งพรรคใหม่ผมก็เห็นด้วย เพราะพรรคเดิมที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าไม่ได้มีแนวทางปฏิรูปการเมืองเลย นโยบายเดิมๆ ประกอบกับการที่คุณทักษิณก็ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ ภาพชัดเจนว่าไม่น่าจะมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในทางการเมืองหรือทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ด้วยสมมติฐานดังกล่าวนั้นผมก็คิดว่าน่าจะเป็นความโชคดีของประเทศที่เราจะได้ปฏิรูปการเมืองกันอย่างจริงจัง"

"ผมได้ดำเนินการเรื่องปฏิรูปการเมืองในเชิงทฤษฎีมาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณบรรหาร ผมก็เป็นกรรมการปฏิรูปการเมือง เสนอแนวคิดต่างๆ จนกระทั่งมาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 211 ผมเป็นรองประธานแก้ไขมาตรา 211 ตอนนั้นมีการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ผมก็ไม่มีโอกาส เนื่องจากในสายรัฐศาสตร์ เขาเอา 8 คน ผมได้ที่ 11 ก็ไม่ติด คุณทักษิณสมัคร ส.ส.ร.ที่เชียงใหม่ ก็ไม่ติดเหมือนกัน พูดง่ายๆ ว่าก็ว่างกันทั้งคู่ มาคิดว่าถึงเวลาที่จะปฏิบัติหลังจากที่เราทำด้านทฤษฎีมานานพอสมควร"

ตอนนั้นเป็นปี 2539 ระหว่างที่ ส.ส.ร.ยังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ก่อนก่อตั้งพรรคจริงๆ 2 ปี

"ก็คิดว่าดีล่ะ เมื่อ ส.ส.ร.คิดร่างรัฐธรรมนูญ เราก็มาคิดเรื่องตั้งพรรคมาสอดรับกับการปฏิรูปการเมืองใหม่ ซึ่งในขณะนั้นภาพลักษณ์ของคุณทักษิณก็ไม่เสียหายอะไร และประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาสูงเกินกว่านักธุรกิจโดยทั่วไป ทำให้คาดการณ์ว่าไม่น่าจะมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ อีก ก็ประจวบกันด้วยความคิดนี้ ผมก็เห็นว่าควรที่จะสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองใหม่ นี่คือที่มาของจุดเริ่มต้นของการตั้งพรรคไทยรักไทย"

บอกว่าในกลุ่มที่หารือกัน ต้องนับว่าเขาเป็นคนนอกคนแรก

"ต้องเข้าใจก่อนนะว่าคุณสมคิดเขาเป็นลูกจ้างคุณทักษิณ กินเงินเดือนคุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษามานานหลายปี คุณภูมิธรรมก็ลูกจ้างคุณทักษิณ แม้กระทั่งหมอพรหมินทร์ จึงอาจจะกล่าวได้ว่าผมเป็นคนนอกคนแรกที่เชิญไปตั้งพรรค แล้วก็เป็นคนลงมือทำจริงๆ"

"เริ่มต้นผมก็คุยกับคุณทักษิณก่อนว่าผมเห็นนายกรัฐมนตรีมาหลายคนแล้ว ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาพอสมควร เราก็เห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองเราที่สะสมมา ใครก็ตามที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะมีทั้งคนดีคนเลวก็ตาม แต่ขาดองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาประเทศ เนื่องจากว่าพอมารับตำแหน่งไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน พอเข้ามาแล้วต้องมาเผชิญปัญหา เหมือนนักมวยขึ้นไปต้องเจอคู่ต่อสู้เลย ต้องชก ไม่มีสิทธิ์จะมานั่งคิดหรอกว่าจะทำยังไง เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีที่ดีๆ หมายถึงว่าประวัติขาวสะอาด เสียหายไปก็เยอะ เพราะว่าทำหน้าที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องไปพูดถึงนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลนะ เอานายกรัฐมนตรีที่เป็นคนดี หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์เสนีย์ ปราโมช อาจารย์คึกฤทธิ์ อาจารย์สัญญา รวมทั้งป๋าเปรม ก็เป็นคนดี แต่พอเผชิญปัญหาขนาดนั้นมันแก้ไม่ได้หรอก ก็เสียคนไปหมด ผมก็ไม่อยากเห็นคุณทักษิณเขาเสียคน เพราะเมื่อเขามีความตั้งใจจะมาทำงานการเมือง เราก็อยากให้เขาเป็นรัฐบุรุษ ไม่อยากเห็นเขาถูกโห่หลังลงจากตำแหน่ง ก็เลยบอกเขาไป"

"ทางแรกเลยก็คือต้องเตรียมความพร้อม เตรียมองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาประเทศก่อน ท่านทักษิณท่านถามว่าต้องทำอย่างไร ผมก็บอกว่าคนเก่งๆ ในบ้านเมืองเรามีเยอะ เราน่าจะจัดตั้งองค์กรขึ้นมาสักองค์กรหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรเอกชน เช่น อาจจะเป็นมูลนิธิ แล้วเราก็เอาผู้ที่มีองค์ความรู้ทั้งหลาย คนที่มีความเชี่ยวชาญ ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้ในแขนงวิชาการต่างๆ มาช่วยสร้างความรู้ และนำความรู้ไปปรากฏเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่เราจะทำขึ้นมา หากเป็นรัฐบาลจะได้เอานโยบายตรงนี้ไปใช้ปฏิบัติได้เลย เพราะได้ผ่านการกลั่นกรองจากผู้รู้มาในระดับหนึ่งแล้ว น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ น่าจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาประเทศ แล้วต้องให้องค์กรนี้เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง คือจะเป็นความสัมพันธ์ในแง่นำความรู้มาใช้เท่านั้นเอง แต่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพรรคการเมือง ต้องให้เขาอิสระจริงๆ คนไหนอยากจะเล่นการเมืองมาอยู่พรรคการเมืองทีหลังได้ ถ้าไม่อยากเล่นการเมือง แต่เขาอยากจะช่วยชาติ เขาจะได้อยู่ตรงนี้ได้"

"คุณทักษิณก็ get idea ก็บอกว่าเออดี เห็นว่าควรจะสนับสนุนให้ตั้งมูลนิธิแบบนี้เลย ท่านจะ support เงินให้เลย สัก 20 ล้าน ผมยังบอกเลย เอาดอกเบี้ยมาทำก็แล้วกัน ท่านบอกไม่เป็นไร เตรียม 20 ล้าน แล้วจะไปเชิญใครมาเป็นประธานดีล่ะ ก็หารือกัน ตอนนั้นก็มีอยู่ 4 คน-ผม คุณทักษิณ สมคิด แล้วก็ภูมิธรรม ผมก็บอกว่าต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคม อยากให้ไปเชิญท่านอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน ส่วนกรรมการมูลนิธิก็อาจจะประเภทศาสตราจารย์ทั้งหลายในแขนงวิชาต่างๆ เช่น เชิญ ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ทางด้านการศึกษา หมอประเวศ ด้านสาธารณสุข ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ด้านพัฒนาการเมืองระบบราชการ ด้านเทคโนโลยีก็ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ก็ล้วนแต่คนดีๆ ที่คัดเลือกมา ก็ตกลงกันอย่างนั้นว่าจะทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้น มี body of knowledge ให้ความสำคัญกับความรู้ของการแก้ไขปัญหาประเทศ"

"ผมก็ยังมีเรื่องตลก หลังจากประชุมวันนั้นเสร็จ เดินออกมาหน้าลิฟต์ ชั้น 30 ตึกชินวัตร คุณสมคิดเขาก็พูดกับคุณภูมิธรรมว่าคอนเซ็ปต์ที่ผมเป็นคนเสนอ คุณทักษิณโอเคแล้วให้รีบดำเนินการเลย ให้รีบดำเนินการโดยด่วนเดี๋ยวท่านเปลี่ยนใจ"

"ผมก็ยังรู้สึกว่า-เอ๊ะ แสดงว่าคุณทักษิณท่านเปลี่ยนใจง่าย หรือเปลี่ยนใจบ่อย ก็ยังตะขิดตะขวงใจอยู่ จนกระทั่งวันนี้ก็ไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว (หัวเราะ) ก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง"

แน่นอนว่าคอนเซ็ปต์นี้ไม่เป็นจริง "มาทราบภายหลังว่าเขาไปทาบทามท่านนายกฯ อานันท์จริงนะ แต่ตอนนั้นติดเป็น ส.ส.ร.อยู่ ท่านก็บอกท่านรับไม่ได้ ผมบอกอย่างนั้นก็เอาคนอื่นมาเป็น ผมเสนอไว้หลายคน แต่เข้าใจว่าคุณทักษิณเขาคงเปลี่ยนใจ"

"หลังจากนั้นคุณทักษิณก็ค่อนข้างจะเปลี่ยนใจบ่อย ที่ตกลงว่าจะตั้งพรรคใหม่ จู่ๆ ท่านก็ไปเป็นรองนายกฯ ของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกไม่แฮปปี้ เอ๊ะ แสดงว่าค่อนข้างจะเป็นคนโลเล ไม่มีจุดยืน ตกลงจะตั้งพรรคใหม่แล้วจู่ๆ ก็ไปเป็นรองนายกฯ เป็นได้ประมาณสักเดือนเศษก็ออกมา เสร็จก็มานัดผมคุย ผมก็ต่อว่า เอ๊ะ จู่ๆ ไปรับเป็นรองนายกฯ นี่ผมว่าไม่เหมาะ ท่านก็บอกว่าสถานการณ์มันบังคับ ผมยังจำได้ท่านบอกว่ากำลังตีกอล์ฟอยู่ พล.อ.ชวลิตโทร.มา แล้วบอกขอให้ตัดสินใจเลย เพราะจะต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันนั้น เลยตกกระไดพลอยโจนรับไป อีกครั้งหนึ่งก็รู้สึกจะไปตกลงเทกโอเวอร์พรรคชาติพัฒนาจาก พล.อ.ชาติชาย แล้วในที่สุดท่านก็มาบอกว่าไม่เอาแล้ว คล้ายๆ กับพรรคชาติพัฒนามีปัญหาเยอะ แล้วคุณกร ทัพพะรังสี ขวาง-ท่านใช้คำว่า กรมันขวางผม-ก็เลยกลับมาสิ่งที่ตกลงเดิมไว้ว่าจะตั้งพรรคใหม่"

"นี่ตอนต้นๆ คือท่านยึกยักไปยึกยักมา ในที่สุดเมื่อออกจากตำแหน่งรองนายกฯ นั่นแหละ ก็มีข่าวลอยตัวค่าเงินบาท ครั้งนั้นท่านเชิญไปอีก วันนั้นผมก็กะว่าต้องคุยกันให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไงแน่ โดยเฉพาะมีข่าวว่าท่านทราบข้อมูลเรื่องการลอยตัวค่าเงิน ผมก็ถามเลย ว่าเรื่องนี้เป็นยังไง คนภายนอกเขาพูดกันแซดเลยว่าท่านมีส่วนรู้เห็น พูดไปเท่านั้นแหละครับท่านก็หน้าแดง-เห็นชัด แล้วท่านก็ใจเย็น ค่อยๆ เล่าให้ฟัง ปกติท่านไม่เคยใช้อารมณ์กับผมนะ คงรู้ว่าผมเป็นคนค่อนข้างจะตรงไปตรงมา เมื่อถามอย่างนั้นไปท่านก็อธิบาย ในทำนองโดยสรุปว่ามันเป็นเรื่องเทคนิคกลไกที่ท่านในฐานะนักธุรกิจสามารถที่จะวิเคราะห์หรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลล่วงหน้า ซึ่งผมก็เป็นคนที่ไม่มีความรู้เลยด้านค่าเงินทางเศรษฐกิจ ก็ต้องฟังแล้วก็ต้องยอมรับไว้ก่อน มันก็เป็นการให้เกียรติกัน เมื่อท่านพูดอย่างนั้นก็ต้องเชื่อ"

"ในที่สุดก็ตั้งพรรคแน่ ผู้ที่เริ่มต้นก็มีผมกับสมคิดในการทำงาน ผมเป็นคนยกร่างข้อบังคับ ยกร่างนโยบาย ปณิธานเจตนารมณ์ของพรรค ส่วนสมคิดเขาจะถนัดด้านการตลาด ก็มีทีมงานคุณทักษิณมาช่วยผม-หมอพรหมินทร์ นักกฎหมายของเอไอเอส 2-3 คน มาช่วยในการยกร่าง จนกระทั่งเสร็จ ตอนนี้แหละเริ่มมีการประชุม มีผู้เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง คุณสุธรรม แสงประทุม คุณสุดารัตน์ คุณปุระชัยก็เริ่มเข้ามา แต่เป็นในเชิงนโยบายด้านการศึกษา ก็คุยกัน"

"ในที่สุดก็มาถึงจุดที่ว่าจะตั้งพรรคชื่ออะไร ก็มีการประชุมกัน คุณทักษิณก็ทำตัวเป็นนักประชาธิปไตยเพื่อให้ทุกคนเสนอชื่อ วันนั้นคุณหญิงอ้อประชุมด้วย คุณหญิงอ้อเป็นคนเสนอชื่อไทยรักไทย โหวตกันในที่ประชุม-โหวตลับด้วยนะ ก็ปรากฏว่าชื่อไทยรักไทยมีผู้สนับสนุนมากที่สุด"

"แต่คุณทักษิณก็ยังแสดงความเป็นนักประชาธิปไตย เพื่อต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อพรรค ก็เอาชื่อพรรคที่ได้รับเสียงโหวตมากๆ 4-5 ชื่อ ให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ นี่คือที่มาที่ประกาศลงหนังสือพิมพ์แล้วให้ประชาชนโหวต แต่ผมก็คิดในใจว่าทำเป็นพิธีไปอย่างนั้นแหละ ในที่สุดก็คงต้องเอาไทยรักไทย นี่คือที่มาของชื่อไทยรักไทย"

"ชื่อได้แล้ว นโยบายพรรคเสร็จแล้ว ก็มาผู้ก่อตั้ง ซึ่งกฎหมายบอกว่าต้องไม่น้อยกว่า 15 คน ตรงจุดนี้คนที่จะเริ่มเข้ามามากขึ้น ก็มี พล.อ.ธรรมรักษ์ อ.คณิต ณ นคร ไปทาบทามมา ในที่สุดถึงวันที่จะไปจดทะเบียนก็มีการประชุมว่าควรจะไปจดทะเบียนวันไหน คุณทักษิณก็กำหนดวันที่ 14 ก.ค. ผมไม่ได้แย้ง แต่บอกข้อมูลว่าวันที่ 14 ก.ค. เป็นวันชาติฝรั่งเศส เป็นวันปฏิวัติฝรั่งเศส ก็หมายถึงวันที่ประชาชนลุกฮือกันโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยกเลิกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ต้องระมัดระวังว่าคนอาจจะคิดไปในทิศทางนั้นได้ ท่านก็บอกว่าข้อมูลนี้ผมจะต้องไปคิดดูใหม่ ก็ประมาณสัปดาห์หนึ่งกลับมาท่านก็บอกว่าดีแล้วละ เขายืนยันว่าวันนี้ดีแล้ว"

ดูหมอมา? "ท่านไม่ได้บอกว่าไปดูหมอนะ แต่ท่านบอกว่าท่านคิดว่าวันนี้ดีแล้ว ก็คงอย่างที่คุณคิดๆ กัน"

"ก็เป็นว่า 14 ก.ค. 2541 ไปจดทะเบียน ก่อนจะไปจดทะเบียนก็ประชุมผู้ที่จะก่อตั้งพรรค วันนั้นก็ตกลงคุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค อ.คณิตเป็นรองหัวหน้าพรรค เลขาธิการ ดูแล้วอาจจะยังหาตัวไม่ได้ คุณทักษิณก็เสนอให้ อ.ปุระชัยเป็นไปก่อน ความเข้าใจตอนนั้นคือเป็นไปก่อน ในที่สุดก็ไปจดทะเบียนวันนั้น ไปยื่นกับ กกต. แล้วก็มาแถลงข่าวที่สยามซิตี"

แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง 23 คน แต่อาจารย์ธีรภัทร์ก็บอกว่าเขาไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค และไม่เคยมีตำแหน่งในพรรค

"เนื่องจากตอนนั้นผมมีตำแหน่งทางวิชาการ ผมไม่ได้ลาออก เพราะฉะนั้นผมก็เป็นผู้ก่อตั้งธรรมดา ผมเป็นกรรมการบริหารพรรคไม่ได้ เพราะถ้าเป็นต้องลาออกจากราชการ จริงๆ แล้วตำแหน่งผมในพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพ้นมาคือผู้ก่อตั้ง ทั้งผู้ก่อตั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติจริง"

"ผมไม่มีตำแหน่งอื่นเลย แม้กระทั่งเป็นสมาชิกพรรค ผมไม่เคยสมัคร ก่อตั้งแล้วถ้าจะมาเป็นสมาชิกกฎหมายต้องให้มายื่นสมัครเป็นสมาชิก มีแบบฟอร์ม ลงชื่อ ผมก็ไม่ได้สมัคร แต่คุณทักษิณให้เอาชื่อผู้ก่อตั้งทั้งหมดไปใส่ชื่อสมาชิก ซึ่งผิด แล้วตรงนี้มีผลตอนที่ผมสมัคร กกต. คณะกรรมการสรรหาส่งเรื่องไปที่ กกต. ใครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมืองใดหรือไม่ กกต.ส่งไปตามพรรค พรรคไทยรักไทยก็บอกว่าผมเป็นสมาชิกพรรค ผมก็บอกว่าผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค เพราะฉะนั้นถ้าคุณตัดชื่อผมออกในฐานะที่ขาดคุณสมบัติ ผมฟ้องแน่ เขาก็ไม่กล้าตัด แต่เขาไม่เลือกผม"

"เขาไม่เลือกผม แต่เขาไม่กล้าตัดชื่อผม เพราะไปดูแล้วพรรคไทยรักไทยไม่มีใบสมัครสมาชิกของผม เขาใส่เอง หลายๆ พรรคการเมืองทำแบบนี้ กกต.ก็แย่ ความจริงระบบการสมัครเป็นสมาชิกนี่สำคัญ เมื่อพรรครับใครเป็นสมาชิกต้องส่งใบสมัครไปให้ กกต. ว่าเขาสมัครจริง นี่ กกต.ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนกระทั่งบัดนี้ผมก็ว่ายังไม่ได้เรื่อง พรรคบางพรรคก็ไปใส่ชื่อคนซ้อนๆ กัน บางคนเขาไม่รู้เรื่องก็มี ไปมีชื่อเป็นสมาชิกได้ยังไง ผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและไม่สมัครด้วย ผมยังไม่พร้อมที่จะสมัคร แต่ผมเป็นผู้ก่อตั้งให้ ถ้าผมพร้อมผมจะลงสมัครหรืออะไรก็ว่าไป"

หลักการ 3 ข้อ

"เมื่อตั้งพรรคเสร็จแล้ว ช่วงปีแรกก็ยังดีอยู่นะครับ" บอกว่ามีหลักการ 3 ข้อที่เขาเสนอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อแรกคือเรื่อง body of knowledge ต้องสร้างองค์ความรู้ อย่างที่เขาเล่าแล้ว

"หลักการที่สองที่เล่าข้ามมา ตอนก่อตั้งพรรคผมบอกคุณทักษิณว่าผมอยากเห็นพรรคการเมืองที่ดี พรรคของประชาชน คุณทักษิณจะเป็นผู้นำรัฐบาลก็เป็นไป แต่อย่าทำให้พรรคนี้เป็นพรรคของคุณทักษิณ ทำให้เป็นพรรคของประชาชน เป็น mass party ฉะนั้นพรรคต้องกลั่นกรองให้ได้คนดีเข้ามา อย่าเอาคนเลวเข้ามา นี่คือหลักการที่สอง จะเห็นได้ว่าหลังจากตั้งพรรคไปแล้วได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองผู้ที่จะสมัครับเลือกตั้งโดยเฉพาะ มี อ.คณิต เป็นประธาน กรรมการก็มีทั้งท่านปุระชัย คุณสมคิด ผม เป็นหลัก เวลาผู้รับผิดชอบไปหาผู้สมัครในภาคต่างๆ เสนอรายชื่อเข้ามาจะต้องมาผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที ซึ่งเรามีอำนาจจะเอาใครไม่เอาใคร ก่อนจะเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ป้องกันให้ได้คนดีเข้ามา ที่สำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องเอานักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่เสียหาย ทุจริตฉ้อฉล จะไม่เอาเข้ามาเลย ก็พูดกันอย่างนั้น นี่หลักการข้อที่สอง"

"ประการที่สามที่พูดกัน ผมพูดกับคุณทักษิณชัดเจนมากเลยนะ ผมบอกว่าท่านเป็นนักธุรกิจ การจะมาเล่นการเมืองต้องแยกระหว่างธุรกิจกับการเมืองให้ขาดกัน เอามาปะปนกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าให้ท่านตั้งทรัสต์หรือกองทุนนิติบุคคลมาดูแลทรัพย์สินของท่านในบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปจนกระทั่งอาจจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ก็ตาม ท่านจะมายุ่งกับทรัพย์สินต่างๆ ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของทรัสต์มาดูแล"

"ตอนนั้นรัฐธรรมนูญยังไม่ออกเลย เรื่องนี้ถ้าทำและประกาศต่อสาธารณชน นำร่องเลย จะเป็น leader ในเรื่องการสร้างความโปร่งใส มาตรฐานการแยกการเมืองกับธุรกิจออกจากกัน แม้กระทั่งตึกชินวัตร ท่านก็มานั่งไม่ได้ ชั้น 30 มานั่งไม่ได้เมื่อเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ต้องไปนั่งที่พรรค ตกลงกันอย่างนั้น ต้องทำตัวให้สื่อมวลชนให้สังคมยอมรับเป็นแบบอย่าง เพราะนี่จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นรัฐบุรุษ ไม่ใช่เล่นแบบการเมืองธรรมดา คุณทักษิณก็บอกว่าความคิดอาจารย์ดีมาก แล้วเชิญผู้ที่จะมาจัดการเรื่องนี้ให้คือ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมก็เสนอคอนเซ็ปต์นี้ไป คือคอนเซ็ปต์ที่ไม่ทำให้เกิด conflict of interrest ผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง แล้วคุณทักษิณก็ยอมรับด้วย แล้วเรื่องของสำนักงานพรรคท่านก็บอกว่าให้ไปใช้เซฟเฮาส์ ซึ่งเป็นบ้านในซอยข้างๆ ตึกชินวัตร ไปก่อน แทนที่จะไปประชุมที่ตึกชินวัตร ก็เป็นการนำร่องที่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะทำ-ตอนนั้นเชื่อว่ามีเจตนาที่จะทำ หลักการที่ตกลงกัน"

"ผมจึงเห็นว่าเออเราก็คงจะได้ผู้นำที่ดีได้ ได้พรรคการเมืองที่ดีได้ ก็ยังรู้สึกว่าอาจจะเป็นความโชคดีของประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้นในปีแรกของการตั้งพรรคไทยรักไทยเราอยู่ในเกณฑ์แบบนี้ ซึ่งผมก็สบายใจ เพราะการเลือกคนเข้ามาเราก็เลือกคนดีๆ คนใหม่ๆ จะเห็นว่าตอนแรกๆ เราจะมีแต่คนใหม่ๆ แต่ตอนนี้คนใหม่ๆ ที่ผมเห็นก็รู้สึกว่าจะเสียผู้เสียคนไปหมดแล้ว เพราะวัฒนธรรมองค์กรของพรรค"

"ปีแรกที่เราคุยกันมีการสัมมนากันหลายครั้ง คุณทักษิณเองเคยพูดว่าเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากตั้งพรรคไทยรักไทยแล้วคงไม่คาดหวังจำนวน ส.ส.มากนัก คุณทักษิณพูดว่าต้องการแค่ 50-60 คนเอง แต่ผมเสนอว่าพรรคเกิดใหม่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ควรจะทำให้ได้สัก 100 คน รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด 500 เสียง คิดว่า 100 เสียง ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องไปเอานักการเมืองเก่าเข้ามานะครับ นั่นคือการพูดคุยกันถึงจำนวน ส.ส. หลังจากนั้นแล้วแต่ละฝ่ายก็ทำงานไป เบื้องต้นในเรื่องการหาผู้สมัครมีการมอบหมายแต่ละคนไปดูแลแต่ละภาค สุดารัตน์กับพงศ์เทพก็ดูภาคกลาง พล.อ.ธรรมรักษ์ดูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณสุธรรมภาคใต้ ส่วนคุณทักษิณกับคุณชานนท์ สุวสิน ดูแลภาคเหนือ เรื่องนโยบายพรรคตอนแรกเรามีคณะกรรมการนโยบายพรรค ซึ่งคุณทักษิณมอบหมายให้คุณจาตุรนต์เป็นประธาน มีผม คุณสมคิด อ.พันศักดิ์ อ.ปุระชัย คุณสิริกร แล้วอีท่าไหนไม่ทราบคุณจาตุรนต์ก็ออกไป"

เล่าว่าจาตุรนต์เข้ามาร่วมงานพรรคไทยรักไทยตั้งแต่เริ่มต้น โดยที่ชื่อยังอยู่พรรคความหวังใหม่ หลังจากนั้นกลับไปเป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ แล้วจึงกลับมาอีกครั้ง

สำหรับการร่างนโยบายบอกว่าเขาเป็นคนร่างนโยบายด้านการเมืองการปกครอง

"ถ้าจะคุย ผมถือว่านโยบายที่ผมทำให้ค่อนข้างสมบูรณ์มากที่สุด มากกว่านโยบายด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา ผมจึงพูดเสมอว่าการทำนโยบายต้องมาโดยพื้นฐานขององค์ความรู้ ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำง่ายๆ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค เวลามาพูดในพรรคผมพยายามจี้ว่าผมขอดูงานวิจัยที่รองรับนโยบาย-ไม่มีครับ เชิงเปรียบเทียบมันเหมือนนโยบายเชิงการตลาด แผ่นเดียว ผมรู้สึกว่ามันไม่มีพื้นฐาน ที่มาที่ไป ผลกระทบการบวกด้านลบ แล้วจะแก้ยังไง ไม่มี ถ้าจะคิดแต่ว่าเป็นนโยบายที่จะนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่เห็นด้วย มันจะสร้างปัญหาในระยะยาว"

"นโยบายของไทยรักไทยหลายนโยบายจึงเป็นนโยบายที่ไม่ได้มีการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจึงโยงไปถึงหลักการที่ผมเสนอตั้งแต่แรก สถาบันที่จะรวบรวมความรู้ไม่เกิด คุณทักษิณไม่ได้ทำให้มันเกิด เมื่อไม่เกิดมันก็นำไปสู่นโยบายผิดๆ ถูกๆ และขาดสาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ถึงวันนี้ให้คำตอบได้แล้วใช่ไหมครับ สิ่งที่ผมพูดจริงใช่ไหม ดูซิครับว่านโยบายทักษิณ 1 ทักษิณ 2 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งสิ้น วันนั้นถึงได้อภิปรายที่ธรรมศาสตร์ว่า ขอให้ยกผลงานชิ้นโบแดงรัฐบาลมาซักชิ้น ผมอาจจะพูดได้เลยว่า รัฐบาลทักษิณ 1-2 ไม่ได้วางรากฐานที่ดีให้กับสังคมไทยแม้แต่เรื่องเดียว มีแต่วางรากฐานในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันนโยบายทางด้านการเมืองที่ผมศึกษาและนำเสนอก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้นเลยแม้แต่เรื่องเดียว นโยบายการปฏิรูปการเมืองไม่มีเลย นโยบายปฏิรูประบบราชการล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่ได้ทำตามแนวทางที่ได้วางเอาไว้ นโยบายปฏิรูปการเมืองพูดชัดเลยมากเลย ที่สำคัญก็คือเป็นการแก้ไขผลประโยชน์ทับซ้อน ผมเสนอให้ออกกฎหมาย conflict of interrest ไปดูเอกสารของพรรคไทยรักไทยก็จะมีนโยบายรากฐานไว้"

"กฎหมายที่ผมเสนอ หัวใจสำคัญคือเรืองทุจริตคอรัปชั่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลที่คอรัปชั่นมากที่สุด ผลประโยชน์ทับซ้อนมากที่สุด มันเป็นไปได้ยังไง ปฏิรูประบบราชการล้มเหลวไม่เป็นท่า การกระจายอำนาจก็ตรงกันข้ามเลย กระบวนการที่ทำผมเน้นสิทธิมนุษยชน นี่ก็ฆ่ากันเป็นว่าเล่น"

แล้วอาจารย์ร่างนโยบายปฏิรูประบบราชการอย่างไร

"ผมมองระบบตั้งแต่ส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เอาส่วนกลางอย่างเดียวก็เน้น 3 ป. ประหยัด มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด เราไม่เน้นเรื่องการสร้างกระทรวงใหม่ ลดกระทรวงลง แล้วสร้างองค์กรบริหารประสิทธิภาพขึ้นมา ภารกิจอะไรให้เอกชนทำได้ให้เอกชนทำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระจายอำนาจให้เขาทำ อะไรที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็เป็น กระทรวงก็เล็กลง เหลือน้อยลง แต่นี่จาก 16 เป็น 20 และในที่สุดคำตอบก็เห็นชัดแล้วว่ามันล้มเหลว และจะล้มเหลวต่อไป เพราะแก้ไม่เป็นอีก ไม่อยากจะย้ำคำที่ประชาธิปัตย์เขาว่า ลิงแก้แห แก้ไปแก้มาพันตัวเองหมด"

"พอถึงช่วงหนึ่งที่มีข่าวว่าคุณทักษิณเปลี่ยนแนวความคิด ที่จะเริ่มต้นไปเอานักการเมืองเก่าๆ จากพรรคอื่นมามากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าจากที่คุยกันตอนเริ่มต้นตั้งพรรคคุณทักษิณโกหกทั้งนั้น มาจนกระทั่งเรื่องสุดท้ายที่จะเอานักการเมืองเก่าเข้ามา คุณทักษิณก็ยังปฏิเสธหน้าตาเฉยนะ ไม่จริง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในที่สุดมันก็เป็นความจริง เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าผมคงจะอยู่ช่วยคุณทักษิณต่อไปไม่ได้ ตอนนั้นผมมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก็บังเอิญได้รับเลือกให้เป็นคณบดี เลยทำหนังสือลาออก โดยอ้างว่าผมต้องมาเป็นคณบดี คงไม่สามารถทำงานในพรรคต่อไปได้ แต่ผมก็ยังบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรที่จะต้องให้ผมให้คำปรึกษาเป็นครั้งคราวผมก็ยินดี เพราะตอนนั้นผมก็ยังไม่มีอคติหรือไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดีกับคุณทักษิณ เพียงแต่รู้สึกว่ามันชัดเจนขึ้นตามลำดับว่ามันไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ผมวางไว้ตอนเริ่มต้น ผมก็มีหนังสือลาออก คุณทักษิณเขาก็เชิญผมไปคุยสองต่อสองในห้อง ที่ทำการพรรคตรงข้ามสวนจิตรฯ เขาก็ถามว่าผมออกทำไม ผมก็บอกว่าท่านอยากรู้ความจริงผมก็จะเล่าให้ฟัง ก็อย่างที่เล่าให้คุณฟัง 3 เรื่อง ผมบอกว่าที่ตกลงกันตอนแรกว่าเราจะตั้งมูลนิธิ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันคิดทางออกของประเทศ มันก็ไม่เกิดขึ้น เรื่องที่สองเราต้องการทำให้พรรคการเมืองนี้เป็นของประชาชน ไม่เอานักการเมืองเก่าๆ ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี มันก็ไม่เป็นความจริง ประการที่สามคือ แยกธุรกิจออกจากการเมือง ในที่สุดแล้วคุณทักษิณก็ไม่ทำ"

"ทั้ง 3 ข้อ ผมถามว่าผมทำให้ตัวผมเองหรือผมทำเพื่อท่าน คุณทักษิณเขาก็-ฟังแล้วคล้ายๆ กับสังคมไทยมันเป็นสังคมหลากหลาย จะทำในสิ่งที่ตั้งไว้นี่อาจจะไม่สำเร็จ แต่จะเป็นความปรารถนาดีของเขาหรือไม่ก็ตาม เขาก็ยื่นข้อเสนอให้ผมว่า เอางี้ดีกว่าอาจารย์ลาออกจากราชการมาอยู่กับผมดีกว่า อาจารย์มีหนี้มีสินเท่าไหร่บอกมาผมจะจัดการให้ ทางที่สองถ้าอาจารย์ไม่ลาออกจากราชการถึงเวลาเลือกตั้ง ตอนนั้นก็คง 7-8 เดือน อาจารย์ก็มาลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมจัดชื่ออาจารย์ไว้ปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้นๆ ประการที่สาม ถ้าอาจารย์ไม่มาลงเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีอาจารย์อยากจะเป็นอะไร อาจารย์มาบอกผม"

"นั่นคือข้อเสนอ 3 ข้อ ในวันนั้น แล้วก็หลังจากนั้นประมาณเดือนหนึ่ง วันเกิดเขา 26 ก.ค. 2543 ผมก็ไปอวยพรวันเกิด ที่อาคารชินวัตร เขาก็ขอบคุณที่ผมยังระลึกถึงอยู่ และยังบอกว่าผมไม่ลืมนะสิ่งที่ผมพูดกับอาจารย์วันนั้น อาจารย์ลองคิดดูแล้วกัน แต่ผมไม่เคยไปขออะไรเขา ในชีวิตนี้ไม่เคยขออะไรเลย และไม่คิดจะขอ"

"การตั้งพรรคไทยรักไทย ในที่สุดมันอาจจะสำเร็จได้เป็นรัฐบาล คุณทักษิณอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นสิ่งที่ผมได้คาดการณ์ไว้แล้วว่ามันเป็นความสำเร็จบนพื้นฐานที่นำไปสู่ความเสียหายแก่ส่วนรวม คุณทักษิณก็จะไม่แตกต่างอะไรจากผู้นำในอดีต ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ในอีกลักษณะหนึ่งที่ถูกคนเขาด่าเอา และตอนนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ได้พูดมาทั้งหมดไม่ผิดหรอก ว่าวาระสุดท้ายทางการเมืองของคุณทักษิณก็คือการล่มสลาย คุณทักษิณล่มสลายคนเดียวก็ไม่ว่าหรอก แต่ถ้ามาดึงประเทศล่มสลายไปด้วยนี่ผมยอมไม่ได้"

"ผมต่อสู้ทางการเมืองในฐานะนักวิชาการมาตลอด ไม่ว่ากับรัฐบาลใด ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ซึ่งผมก็เคารพนับถือท่าน แต่ผมเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งยื่นถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัว ที่เรียกกันว่ากลุ่มฎีกา 99 ขอให้ พล.อ.เปรมวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ และในที่สุดก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.เปรมตัดสินใจไม่รับตำแหน่งนายกฯ ในเวลาต่อมา พอมาสมัย พล.อ.ชวลิต ที่ใกล้เศรษฐกิจล่มสลาย ผมก็ทำเรื่องเสนอให้แก้ไขปัญหา โดยการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก คือการรวมตัวกันของความหวังใหม่ ชาติพัฒนา ประชาธิปัตย์ และชาติไทย ก็นำเสนอป๋าเปรมให้เป็นคนกลางในการประสานหัวหน้าพรรคทั้ง 4 แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคใหญ่"

"รัฐบาลประชาธิปัตย์ทั้ง 1 และ 2 ค่อนข้างจะเป็นคู่รักคู่แค้นกันพอสมควร หลายเรื่อง ปรส. ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ ฉะนั้นบทบาทของผม ผมค่อนข้างมีจุดยืนชัดเจน ทุกรัฐบาลผมวิพากษ์วิจารณ์ทั้งนั้น พอมีรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นผู้ก่อตั้งไทยรักไทยแล้วไม่สมควรวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีปัญหาอะไรถึงมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งคนอาจจะเข้าใจผิด-ไม่ใช่ครับ จะเป็นรัฐบาลไหนทำความไม่ดี ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ทั้งนั้น ผมไม่ได้มีอะไรที่อยู่เบื้องหลัง เช่น วางแผนให้คุณเสนาะออกมาพูด ด่ารัฐบาล"

"สิ่งที่ผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคุณทักษิณ ถ้ารัฐบาลทำอะไรไม่ถูกต้อง ผมต้องวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ไม่มีใครมาปิดปากผมได้หรอกครับ ผมวิจารณ์มาตั้งแต่ 4 ปีแรกเลย ตั้งแต่คดีซุกหุ้นมาเลย เพราะกรณีนี้ผมรับคุณทักษิณไม่ได้ และถ้าไปดูย้อนหลังตั้งแต่ก่อนจัดตั้งรัฐบาลทักษิณผมวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ไม่เห็นด้วยกับกรณีซุกหุ้นเลย การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างนั้นเป็นการขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ"

"ก่อนตัดสินไม่กี่วัน อ.กระมล (ทองธรรมชาติ) มานั่งตรงนี้กับผม-โต๊ะนี้เลย อ.กระมลเคยเป็นที่ปรึกษาคณบดี ท่านเป็นอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ สอนมาตั้งแต่ผมปริญญาตรีจนกระทั่งปริญญาเอก นั่งพิจารณาหน่วยอยู่ตรงนี้ ผมก็ถาม-อาจารย์ เรื่องคดีซุกหุ้นไปถึงไหนแล้วครับ อ.กระมลเขาบอกว่า เออ ผมยังไม่ได้อ่านเลย เอกสารเยอะเหลือเกิน พอท่านพูดอย่างนั้นผมก็เริ่มรู้แล้วว่าท่านไปทางไหน พอพิจารณาหน่วยเสร็จ เดินออกไปด้วยกัน ผมก็เดินไปส่งท่านที่หน้าประตู ผมก็บอก-อาจารย์ครับ ผมหวังว่าระหว่างหลักการกับตัวบุคคล อาจารย์คงจะยึดหลักการมากกว่าตัวบุคคลนะครับ"

"ไปถาม อ.กระมลสิครับว่าผมพูดจริงหรือเปล่า และเมื่อผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมาความรู้สึกที่ผมมีต่อท่าน อ.กระมลก็สูญเสียไปเยอะ อย่าให้ผมพูดแรงกว่านี้เลยนะ ท่านก็เป็นอาจารย์ จากวันนั้นผมแทบจะไม่ได้ไปสุงสิงไปเจอกับท่านจนกระทั่งบัดนี้"

0 Comments:

Post a Comment

<< Home