Tuesday, March 08, 2005

คุยเฟื่องเรื่องหุ้น

จริงๆผมอยากจะเขียนเรื่องนี้หลายวันแล้ว แต่ไม่มีเวลา (จริงๆตอนนี้
ก็ไม่มีเวลาหรอก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้เขียนกันเสียที) แต่ยังไง
ก็ต้องบันทึกเอาไว้เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล และไว้เพื่อเตือนตนเอง

โอเค หุ้นที่ผมจะคุยก็คงไม่พ้นเรื่องของหุ้นไอเน็ตซึ่งผมได้เคย
ส่งเสียงเตือนไปเมื่อวันก่อนแล้ว ว่าสำหรับวอรแรนต์ (INET-W1)
นั้นมันได้ทำราคาเพิ่มขึ้นมาสูง ปิดที่ 0.78 เมื่อ 4 กุมภาพันธ์
ดูโพสต์เก่าเกี่ยวกับเรื่องหุ้นได้ที่นี่

ต่อมาหุ้นก็ไล่ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ
7 กพ 0.81
8 กพ 0.83
9 กพ 0.82
10 กพ 0.84

ไปพีคที่ 15-16 กพ ที่ 1.35 บาท
จากนั้นหุ้นก็ค่อยๆโรยตัวลงมา
17 กพ 1.25
18 กพ 1.16
21 กพ 1.08
22 กพ 1.06

แล้วมาในวันที่ 24 กพ เพียงวันเดียวราคาปรับตัวลงไปถึง 0.49 (ลดลง 47%)
ภายในวันเดียว จากนั้นก็ลดลงไปจนถึง 0.13 ในวันที่ 4 มีนาคม 2548 ซึ่ง
เป็นวันสุดท้ายที่มีการอนุญาตให้ซื้อขายในตลาด

(จะสามารถใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นแม่ได้ในวันที่ 31 มีนาคม 2548)

* สำหรับคนที่ไม่ทราบว่า warrant คืออะไร ขออธิบายตรงนี้สั้นๆว่า มันคือ
ใบแสดงสิทธิ์ว่าจะได้ซื้อหุ้นแม่ในราคาที่กำหนดไว้ในวันที่ที่กำหนดไว้
คิดง่ายๆว่าเปรียบเสมือนใบจองนั่นเอง เช่น INET-W1 ก็เหมือนกับว่าเรา
ได้ซื้อใบจองนี้ในราคาตลาด เพื่อได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้น INET ในราคา 5.35
บาท (ซึ่งเขาเรียกว่า strike price) ในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งเมื่อถึง
วันดังกล่าว เราจะใช้สิทธินี้หรือไม่ก็ได้

โอเค, กลับมาคุยต่อกัน ผมคงต้องบันทึกไว้ เพราะนี่เป็นตัวอย่างที่แสดง
ให้เห็นถึงความชั่วร้ายของตลาดหุ้นไทยอย่างที่สุด

volume การซื้อขาย เฉพาะช่วงวัน peak ตั้งแต่ 11-16 กพ รวมกันถึง
43.4 ล้านหุ้น และมูลค่ารวมกัน 45.4 ล้านบาท ลองคิดคร่าวๆว่าปริมาณ
การซื้อน่าจะเป็นครึ่งหนึ่งคือ 22.7 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 1.28 บาท
(เทียบคร่าวๆได้เท่ากับ 17.73 ล้านหุ้น)

17.73 ล้านหุ้นนี้ เมื่อวันที่ trade วันสุดท้ายคือ 4 มีนาคม มีมูลค่า
เหลือเพียง 0.13 บาท หรือเท่ากับ 2.3 ล้านบาท

ครับ, จาก 22.7 ล้านบาท เหลือ 2.3 ล้านบาท หายไปเกือบ 90% ภายใน
ครึ่งเดือน (16 วัน)

ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ตอนนี้ราคาหุ้นของไอเน็ต มีค่าต่ำกว่า
strike price ที่กำหนดเอาไว้ที่ 5.35 บาท (ตอนนี้มีค่าอยู่ที่ 4.95 บาท)
นั่นหมายความว่า เมื่อถึงเวลาต้องแปลงสภาพ หากราคาไม่สูงกว่า 5.35
(จริงๆต้องบวกต้นทุนที่ซื้อมา ซึ่งเราคิดที่เฉลี่ย 1.28 เอาไว้ด้วย
รวมเป็น 5.35+1.28 = 6.63 บาท) ก็ให้โยนหุ้นมูลค่า 22.7 ล้านบาท
ที่เราไปซื้อมาช่วงพีคนั่นทิ้งไปได้เลย เพราะไปซื้อเอาในตลาดคุ้มกว่า
ไม่ต้องไปเสียเวลาแปลงสภาพอีกต่างหาก



วันนี้ผมได้ข้อมูลมาว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่ง พยายามทุบราคาหุ้น
ลงมาเพื่อให้ต่ำกว่า 4.7 บาท (ซึ่งราคามันหลุดลงมาระดับนั้นนิดนึง)
ที่สำคัญผู้ถือหุ้นรายนั้นเป็น กองทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไม่น่าเชื่อ
ว่าเขาจะมาเล่นเกมส์กันแบบนี้ด้วย

มาลองคิดกันเล่นๆดูว่า ภายในช่วงเวลา 16 วันดังกล่าว fundamentals
ของบริษัทก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมาก ขายของก็ได้ไม่แตกต่างจากเดิม
กำไรก็ไม่แตกต่างกันมาก แต่ทำไมราคาหุ้นมันลดไปกว่า 90%

โอเค, ถึงแม้ว่าตามทฤษฎีแล้ว เมื่อถึงวันใกล้แปลงสภาพราคาวอร์แรนต์
มันจะต้องลดลงน้อยมาก เพราะถือว่าไม่มีโอกาสที่มีราคาผันผวนอีกแล้ว


แต่น่าแปลกที่วอร์แรนต์ตัวนี้ ราคาดีดขึ้นสูงสุด แล้วลดจนแทบไม่มีค่า
ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน แถมตอนนี้ยังอาจไม่สามารถแปลงสภาพได้ด้วย
เรื่องแบบนี้กระทบกับแผนการระดมทุนของบริษัทแน่ๆ ที่คาดกันว่าจะได้
เงินจากการแปลงสภาพนั้นก็อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเสียแล้ว

สำหรับผมแล้ว โชคดีที่ขายไป, แถมยังได้ข้อสรุปว่า สำหรับตลาดหุ้นเมืองไทย
ถ้าเป็นหุ้นเล็กๆ มันก็เป็นแหล่งการพนันที่มีเจ้ามือจอมโกง เตรียม
ทุ่มหน้าตักเพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เท่านั้นเอง

ครับ, นี่แหละโลกของความเป็นจริง ที่โกงกันหน้าด้านๆ และปั่นราคากันเห็นๆ

หมายเหตุ: ดร.ปัญญาเคยพูดไว้ในเว็ปไซต์ของแกว่า ถ้าจะดูว่าหุ้นไหนปั่นไม่ปั่น
ให้ดูราคาในแต่ละวันว่ามันขึ้นไปเกิน 15% ของราคาปิดหรือไม่ ถ้าเกินก็
น่าเชื่อได้ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นปั่น

ซึ่งเราไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเล็ก
หรือหุ้นปั่น

แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไร หรือนักเสี่ยงโชค ก็ลองเข้าไปศึกษาและเพื่อความสนุก
ก็ไม่เลวเหมือนกัน


References : ลองดู record หุ้น INET-W1 ได้ที่นี่

0 Comments:

Post a Comment

<< Home