Monday, February 07, 2005

วิเคราะห์การเมืองภาคจบ -- rerun


โพสต์ในคอลัมน์คนปนข่าว ของเซี่ยงเส้าหลง ความคิดเห็นที่ 28


วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548

=================================
ผลการเลือกตั้งของสามพรรคใหญ่ คือไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ และ ชาติไทย ไม่ต่างจากที่ผมคาดเอาไว้สักเท่าไหร่
คือผมเดาไว้ล่วงหน้าว่า ไทยรักไทยน่าจะได้รับคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย (ผมเดาว่า 320+ (อาจถึง 350 - 370)
ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น ส่วนประชาธิปัตย์ น่าจะได้น้อยลงกว่าเดิม (คาดว่าต่ำกว่าร้อย) ก็ถูกต้อง
ชาติไทย ก็น่าจะได้ซัก 15-20 ก็ไม่ผิดไปเท่าไหร่

ที่ผิดคาดจริงๆคือมหาชนครับ ได้คะแนนเดียวจากที่นั่งสส เขต ในขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้เลย ทั้งที่ระดับแกนนำพรรค
คาดกันว่าที่นั่งสสเขต น่าจะได้ซัก 50 และปาร์ตี้ลิสต์อีก 20 แต่หลังๆมาตัวเลขนี้ภายในพรรคก็ประเมินกันว่าจะได้
ลดลง ก็คงจะเหลือซัก 10+5 ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้ที่นั่งแม้แต่ตัวเลขประเมินขั้นต่ำ

ก็สมควรแล้วที่เสธ.หนั่น จะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อ เอ็กซิทโพลล์ออกมาประกาศิตว่า พรรคมหาชนจะได้เพียงที่นั่งเดียว
ก็สมควรแล้วที่เวลาต่อมา เสธ.หนั่นจะต้องประกาศความรับผิดชอบ ด้วยการยุติบทบาททางการเมืองและลาออกจากพรรค
มหาชน

โดยส่วนตัวผมชื่นชมแนวนโยบายของพรรคมหาชน ซึ่งร่างขึ้นด้วยมันสมองของพรรคคือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดย
แนวนโยบายนี้มุ่งที่จะปรับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ผู้ด้อยโอกาส และผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งผมคิด
ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ที่จะปรับสภาพสังคมให้สมดุล

ทุกวันนี้คนด้อยโอกาสเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดโอกาสและขาดฐานทางเศรษฐกิจที่จะปรับฐานะตนเอง
ขึ้นมาให้ลืมตาอ้าปากได้ในสังคม ซึ่งทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้คนเหล่านี้ยิ่งเสียหายกว่าเดิม รอยแบ่ง
แยกระหว่างชนชั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

แนวนโยบายที่เป็นรัฐสวัสดิการของ ดร.เอนก จึงมุ่งหวังที่จะทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสในการมีที่ยืนในสังคมได้ในระยะยาว
แต่ ดร.เอนก ก็เสนอแนวทางที่เป็นอุดมคติจนเกินไป คือให้คนชนชั้นกลาง+ ยอมเสียสละประโยชน์เพื่อคนชั้นรากหญ้า
ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคไทยรักไทย ที่เสนอแนวทางที่เห็นชัดเจนกว่า คือการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้
การจัดให้มีกองทุนที่ใช้ประโยชน์ร่วมของหมู่บ้าน (ไม่นับว่าตนเองเป็นพรรครัฐบาล ดังนั้นความน่าเชื่อถือของนโยบาย
ย่อมมีเหนือกว่าพรรคมหาชนอย่างเทียบกันไม่ได้)

ครั้นพูดถึงแนวทางหลักในการหาเสียงของมหาชนอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งก็คือเรื่องของการพูดถึงการต่อต้านเผด็จการ และการ
ธำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย แนวนโยบายแบบนี้ซ้ำซ้อนกับแนวทางของประชาธิปัตย์ซึ่งนำเสนอประเด็นของ 201 เสียง
และการถ่วงดุลได้อย่างชัดเจนกว่า ในขณะที่ขนาดของพรรคและความเป็นสถาบันของประชาธิปัตย์ ก็น่าเชื่อถือกว่ามหาชน
คนที่ลงคะแนนเพราะเหตุผลนี้ ก็คงหันไปเลือกประชาธิปัตย์มากกว่า เพราะเชื่อว่าคะแนนเสียงของตนก็จะแปรเป็นที่นั่งให้
กับประชาธิปัตย์ดีกว่าเลือกแล้วสูญเปล่า

แต่เมื่อมองดูในภาพใหญ่ แนวความคิดในเรื่องการถ่วงดุลของประชาธิปัตย์ ก็ถูกท้าทายและแก้คืนอย่างทันควันจากไทยรักไทย
เมื่อขึ้นแคมเปญให้ประชาชนพิจารณาว่า ระหว่างความมั่นคงของรัฐบาล (เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศ) กับการถ่วงดุล
จะเลือกเอาอะไร

สอดคล้องกับที่คุณ กรณ์ จาติกวนิช กล่าวไว้ว่า เมื่อทำแบบสำรวจสอบถามประชาชนถามว่า ต้องการการถ่วงดุลและการตรวจ
สอบรัฐบาลหรือไม่ กว่า 80% ตอบว่าต้องการ แต่เมื่อสอบถามว่าต้องการให้พรรคใดเป็นรัฐบาล กว่า 80% ก็ตอบว่าต้องการ
ไทยรักไทย เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองอย่างนี้ คนก็จำต้องเลือกปากท้องของตนเองก่อน

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ดูแตกแยกและไม่มีความชัดเจนในเรื่องนโยบาย ตลอดจนขาดแคลนบุคลากรที่จะสามารถขึ้นมา
นำประเทศได้ มหาชนเองก็จมปลักอยู่กับภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นเก่าซึ่งแสวงหาผลประโยชน์ (ทั้งที่ไทยรักไทยเอง
ก็มีเหมือนกัน แต่คนก็เชื่อว่าคุณทักษิณ น่าจะควบคุมได้) ในขณะที่ 'กระสุน' ของมหาชนเองก็หดหายไปเรื่อยๆ

และกระแสของ 'คนรู้ทัน' นับวันก็เริ่มหดหายไป กระแสของ 'วีรบุรุษ' ที่มากับสึนามิกลับมาแทนที่

ไม่ต้องนับเรื่องความพร้อมทางด้านการตลาดสมัยใหม่ การเมือง และอำนาจรัฐ รวมทั้งกระสุนดินดำพร้อมสรรพ แถมด้วยการ
ตรวจสอบและประเมินคะแนนเสียงของตนเองอย่างถี่ถ้วนตลอดเวลา ของไทยรักไทย (งานนี้แสดงให้เห็นว่างานด้านการข่าว
ของเสธ.หนั่นผิดพลาดไปเยอะมาก)

ครับ การณ์ก็เลยออกมาเป็นลักษณะอย่างที่เห็นกันนี้

แต่ผมอยากจะให้กำลังใจกับมหาชน และประชาธิปัตย์

สองพรรคควรรวมเข้าด้วยกัน ดร.เอนก แม้จะเชี่ยวชาญทางทฤษฎีด้านการเมือง แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขายังด้อยประสบการณ์
ผมคิดว่าเขาควรจะเป็นมันสมองในการร่างนโยบายเพื่อการปรับสภาพของคนด้อยโอกาสในสังคมให้กับประชาธิปัตย์

ตอนนี้ คุณบัญญัติประกาศรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค ซึ่งก็คงเป็นการเปลี่ยนเลือดครั้งใหญ่
และคุณอภิสิทธิ์คงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแทน แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านี้พรรคประชาธิปัตย์
จะกลับมาเป็นตัวเลือกที่มีพลังแข่งขันกับไทยรักไทยในอีกสี่ปีข้างหน้าที่ตรงไหน

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คนที่จะเป็น candidate นายกรัฐมนตรี ควรจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจอย่างชัดเจน
และเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ ดูจากตอนนี้ผมไม่เห็นใครอื่นนอกจากคุณปั้น - บัณฑูร ล่ำซำ คนๆนี้ควรจะ
เป็นคนที่สามารถรู้ทันคุณทักษิณ และเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกันในทุกกรณี

ส่วน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เมื่อหมดภาระจาก WTO ก็ควรกลับมารับผิดชอบคุมทีมด้านเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์
ในขณะที่คุณธารินทร์ นิมมานท์เหมินทร์ ถ้าคิดว่าเพื่อประเทศชาติอีกครั้ง ก็รับบทเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง
เหมือนกับที่คนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ก็น่าจะยังเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเมืองให้กับคุณอภิสิทธิ์

คนรุ่นใหม่ๆอย่าง คุณกรณ์, คุณอภิรักษ์, มล.อภิมงคล, ฯลฯ คนพวกนี้ควรได้รับบทบาทใหม่ๆ ในพรรคด้วย

ครับ, ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยมีทางเลือกเพียงแค่พรรคเดียวเหมือนที่มาเลเซียมีเพียงพรรคอัมโน (ผมไม่พูดถึงสิงคโปร์
เพราะสถานการณ์นั้นแตกต่างกัน) อย่างน้อยมีให้เลือกสองทาง หากว่าในอนาคตแนวทางที่คุณทักษิณนำไปอาจถึงทางตัน
ประเทศชาติยังมีทางเลือกที่เหลือรออยู่

ซึ่งก็เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย ผมจึงไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์หมดกำลังใจ และผมขอเอาใจช่วย



ส่วน พรรคไทยรักไทยควรพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าควรเปลี่ยนทิศทางจากแนวทาง
การใช้ทหารนำการเมือง มาเป็นการช่วงชิงมวลชน ตามข้อเสนอของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่เคยเสนอเมื่อครั้งได้รับหน้าที่
ให้ไปรวบรวมข้อมูลจากภาคใต้ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายร้ายแรงไปกว่านี้

0 Comments:

Post a Comment

<< Home