Monday, February 07, 2005

วิเคราะห์การเมืองภาคต้น (โหวตเชิงยุทธศาสตร์) -- rerun


โพสต์ในเว็ปผู้จัดการ วันที่ 30 มกราคม 2548 (ก่อนการเลือกตั้งเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2548) คอลัมน์ข่าวปนคน ของเซี่ยงเส้าหลง

ความคิดเห็นที่ 106

=========================
วันนี้มากันทั้งคุณปริเยศ และคุณประชาชนซึ่งก็เห็นหายเงียบไปนาน ดูคึกคักดีครับ

ผมบอกตรงๆว่าผมยังไม่ได้ตัดสินใจจะลงคะแนนอย่างไร จนกระทั่งเมื่อผมเก็บรวบรวมข้อมูลได้ค่อนข้างครบถ้วนเมื่อเร็วๆนี้ข้อสรุปที่ผมได้นั้น บ่งชี้ว่าแนวคิดที่ควรจะเป็นสำหรับบ้านเรานั้นควรจะเป็น strategic vote หรือโหวตเชิงยุทธศาสตร์ครับแต่สิ่งที่ผมจะเสนอควรจะเป็นการโหวตเชิงยุทธศาสตร์แบบก้าวหน้า

โหวตเชิงยุทธศาสตร์ที่ผมคิดนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับแนวคิดของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งเป้าหมายของกลุ่มคนเหล่านั้นคาดการณ์ว่าพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันจะได้รับการเลือกตั้งและได้รับคะแนนเสียงแบบท่วมท้น และมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวในสมัยหน้า ดังนั้นเพื่อเป็นการถ่วงดุลและเป็นการตรวจสอบอำนาจของรัฐบาล ใครที่เชื่อแนวคิดแบบนี้ควรจะโหวตพรรคใดก็ได้ที่ตรงกันข้ามกับพรรคแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน

แนวคิดแบบนี้มีจุดอ่อนหลายประการดังผมจะแยกประเด็นให้ดูนะครับ
ประการแรก : แนวคิดแบบนี้จะถูกชักจูงต่อไปให้เชื่อว่า ควรจะเลือกพรรคที่มีแนวโน้มได้คะแนนเสียงสูงเป็นอันดับสองจากพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งในที่นี้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านนั่นแหละ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คะแนนเสียงที่เราเลือกไปเสียเปล่า (พรรคเล็กที่ไม่ได้รับความนิยมถ้าได้คะแนนเสียงถึงระดับหนึ่งก็จะไม่มีที่นั่งในปาร์ตี้ลิสต์)

ประการถัดมา : เมื่อโดนล็อกด้วยโลจิกแบบนี้ก็เข้าทางของทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคแกนนำฝ่ายค้านล่ะครับ คือแกนนำฝ่ายรัฐบาลก็จะหาว่า พรรคแกนนำฝ่ายค้านไม่มีความพร้อมเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล หาเสียงด้วยวิธีเก่าๆ (ชวนให้คิดถึงการเมืองแบบล้าหลัง) แล้วตนเองก็เป็นคนกอบกู้เศรษฐกิจที่รัฐบาลก่อนหน้าทำให้ประเทศชาติล้มเหลว ในขณะที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านก็จะบอกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นเผด็จการ และควรจะเลือกตนเองเข้าไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล

ผมคิดว่าแนวคิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อมีแนวคิดขึ้นมาอีกว่า นี่เป็นสงครามระหว่างทุนเก่าและทุนใหม่ ทุนเก่า (กลุ่มนายแบงค์และทุนศักดินา) มันเลวและล้าสมัย ดังนั้นจึงควรถูกแทนที่ด้วยทุนใหม่ (กลุ่มทุนนิยมไฮเทค)

ผมอยากจะเรียกแนวคิดแบบนี้ว่าเป็นการปิดล้อม ความคิดของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงให้เลือกฝ่าย และไม่มีทางออก (เพราะดูมันก็ย่ำแย่พอๆกัน อยู่ที่ว่าคุณจะเชื่อแนวคิดแบบไหน) ถ้าคุณเลือกฝ่ายรัฐบาลคุณก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนิยมเผด็จการและเห็นความสำคัญของเงินมากกว่าประชาธิปไตย แถมด้วยการสนับสนุนให้มีการคอรัปชั่นระดับประเทศอย่าง
มโหฬาร

แต่ถ้าคุณเลือกฝ่ายค้านคุณก็จะถูกตราหน้าอีกเช่นกันว่าคุณกำลังจะดึงประเทศให้ถอยหลังเข้าคลอง ดึงประเทศกลับไปสู่วังวนของการต่อรองและช่วงชิงอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆเพราะถ้าแกนนำฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ใช่รัฐบาลพรรคเดียว และยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้ประเทศชาติไม่ก้าวหน้า เพราะกลับไปพึ่งระบบปลัดประเทศแบบเดิม

โอเค, แย่ทั้งคู่นะครับ

ผมจะชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง แล้วสุดท้ายก็มาถึงข้อสรุปว่า โหวตแบบยุทธศาสตร์ของผมเป็นอย่างไร

ประเด็นแรกการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันประสบความสำเร็จหรือไม่ ตรงนี้ผมคิดว่าชัดเจน GDP โต 4-5% ทุกปีแนวคิดแบบ dual-track policy ได้ผล การส่งออกโต เศรษฐกิจขยายตัว แบงค์เริ่มปล่อยสินเชื่อ แน่นอนว่าซ่อมได้อย่างที่โฆษณาเอาไว้

แต่เราดูแค่เปลือกนอกไม่ได้หรอกครับ ต้องลงไปดูในรายละเอียดด้วยแล้วจะเห็นอะไรมากขึ้น

เศรษฐกิจของประเทศนั้นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 ชุด คือ การบริโภคภาคเอกชน, การลงทุนภาคเอกชน, การใช้จ่ายของรัฐและการส่งออก (ฉบับ อ.ป๋วยว่าเป็นลูกโป่งสี่สูบ) ย้อนกลับไปรัฐบาลก่อนหน้าเนื่องจากข้อบังคับของ IMF ดังนั้นจำเป็นต้องใช้นโยบายแบบเกินดุล ซึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วยิ่งทรุดหนักอีก แถมการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภาคการเงินก่อนภาคเศรษฐกิจยิ่งทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาผิดพลาด

คุณธารินทร์พยายามกลับตัวนาทีสุดท้าย ด้วยการใช้งบมิยาซาวาเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ และกดดันให้ IMF ยอมรับนโยบายแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่น่าเสียดายที่เงินเหล่านี้ไปไม่ถึงมือชาวบ้านจริงๆ ดังนั้นมันวนเวียนอยู่ในระบบได้พักเดียวก็หมดกำลัง ตัวคูณทางเศรษฐกิจไม่ทำงาน (ใครที่เรียนนีโอคลาสสิคคงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร)

โอเค, หมดรัฐบาลชุดนั้น รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งก็ใช้นโยบายขาดดุลเหมือนเดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตรงนี้มีรายละเอียดบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป คือนอกจากงบรายจ่ายประจำของรัฐบาลตามปกติ รัฐบาลชุดนี้ยังมีการใช้เครื่องมือกึ่งการคลัง (quasi-finance) เข้ามาอัดฉีดเศรษฐกิจด้วย เช่นงบกองทุนหมู่บ้าน, ธนาคารธกส, ธนาคารออมสิน ซึ่งพวกนี้เป็นเครื่องมือของรัฐทั้งนั้น ข้อดีของเครื่องมือพวกนี้คือ เงินลงไปถึงกลุ่มรากหญ้าจริงๆ และตรงกลุ่มตรวจสอบได้ เพียงแต่ข้อเสียคือเป็นงบที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาเท่านั้นนะครับ

ปรากฎว่าเงินที่ไปถึงระดับรากหญ้ามันไม่ไปไหน มันก็หมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวคูณทางเศรษฐกิจก็เริ่มทำงาน ซึ่งนี่จะเป็นจุดที่แตกต่างจากงบมิยาซาว่า เครื่องยนต์หลักตัวแรกเริ่มทำงาน คือ การบริโภคภาคเอกชน ต่อมาเครื่องยนต์หลักตัวที่สองคือการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มทำงานด้วย เพราะ demand ฟื้น และภาคการเงินของรัฐทำหน้าที่แทนภาคเอกชน แล้วพวกนี้อัดฉีดเงินลง SMEs ส่วนภาคส่งออกก็ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน ราคายางเพิ่มขึ้นบอกว่าเป็นผลงานของรัฐบาล 100% ผมว่าไม่ถูก แต่ถ้าบอกว่า 0% เลยก็ไม่ใช่ ก็มีส่วนบ้างแต่ปัจจัยสำคัญคือเศรษฐกิจของจีน สรุปคือคราวนี้เครื่องยนต์ทำงานครบทั้งสี่ชุด นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยฟื้น

เมื่อเศรษฐกิจเดินไปได้ นโยบายแบบขาดดุลจึงไม่จำเป็น และปีงบประมาณต่อไปก็จะเป็นการเข้าสู่งบแบบสมดุล ซึ่งเป้าหมายถัดไปของรัฐบาลจะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณูปโภคเพื่อปรับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศนี่จึงเป็นที่มาของเมกกะโปรเจ็กต์ทั้งหลาย

ส่วนภาระของการอัดฉีดภาคเศรษฐกิจต่อไปก็จะตกเป็นขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีกว่าเจ็ดพันแห่งทั่วประเทศแทนและต่อไปจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้เราๆท่านๆต้องมาติดตามการเมืองท้องถิ่นกันให้มากกว่าที่ควรจะเป็นล่ะครับ

จะเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดมา ก็แทบไม่แตกต่างจากแนวนโยบายการหาเสียงของรัฐบาลชุดปัจจุบันแต่ทีนี้ถ้าถามว่านี่เป็นไอเดียจากใคร ผมว่าใครที่สนใจลองไปถามข้อมูลแถวๆ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นมันสมองส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ดู ซึ่งในเมื่อเป็นเครื่องมือของรัฐ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องเดินนโยบายตามแนวทางนี้ทั้งนั้น

แต่ถ้าถามว่า โอเคเครื่องมือมีอยู่ แต่ใครจะใช้เครื่องมือได้เก่งกว่ากัน ผมก็ต้องยกให้รัฐบาลชุดนี้ เพราะถ้าไปถามๆข้าราชการยุคปัจจุบันดูจะเห็นว่ามันเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในการทำงานบ้างแล้ว ซึ่งถ้าเป็นพรรคฝ่ายค้านเข้ามาบริหารเครื่องมือนี้แม้ว่าจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพของการทำงานผมไม่แน่ใจ

ถัดมาถ้าจะถามว่าใครโกงใครหรือไม่อย่างไร ประเด็นนี้ผมไม่ลงรายละเอียดแต่อยากให้ใครที่สนใจลองไปหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตดู ลองดู presentation ที่นี่ก็ได้ครับ


คุณลองหาความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ อินเดีย พม่า อินโดจีน ออสเตรเลีย และจีนดู ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้เพิ่มเติมดู แล้วก็ลองวิเคราะห์ดูครับว่าสิ่งที่ผมพูดถึงมันหมายถึงอะไร

คราวนี้กลับมาถึงโหวตเชิงยุทธศาสตร์ที่ผมเสนอบ้าง :
ถ้าพิจารณาจากความเป็นจริง ไม่มีคนปฏิเสธหรอกครับว่า พรรคแกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างถล่มทลายอีกครั้งแน่ๆ ต่อให้ผมหรือใครที่อาจจะเชื่อบทความนี้ หรือใครที่หมั่นใส้พรรคนี้จะไม่เลือกอย่างไรก็ตาม เพราะกระแสหลักของสังคมเป็นแบบนี้

แต่โหวตเชิงยุทธศาสตร์ของผม จะแสดงให้เห็นว่า เราไม่เห็นด้วยกับการเป็นทุนนิยมสุดขั้วและอาจจะสร้างความแตกต่างทางชนชั้นมากเข้าไปอีก อย่างที่รัฐบาลชุดนี้ทำอยู่ แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการที่คุณไม่ทำอะไร ไม่มีผลงานอะไร ไม่มีแนวคิดใหม่ๆขึ้นมาเสนอให้เป็นทางเลือก แบบนี้ยิ่งแย่ใหญ่ครับ

พรรคหลักๆตอนนี้มีให้เลือก 4 พรรค ไทยรักไทย, ประชาธิปัตย์, ชาติไทย และ มหาชน

พรรคหนึ่งเข้าวินแน่ๆ แต่ทีนี้แทนที่จะเลือกพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อย่างเดียว ซึ่งก็ยังเล่นการเมืองแบบเดิมๆโบราณๆไม่คิดที่จะผลักดันประเทศชาติให้เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยแนวคิดใหม่ๆ ผมว่าลองพิจารณาทางเลือกอื่นดูครับ เพื่อแสดงให้ประชาธิปัตย์เห็นว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร

ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์จะต้องปรับตัวได้ในระยะยาว ด้วยความเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีมายาวนาน แต่ในระยะสั้นนี้ ผมไม่เห็นสัญญาณแบบนั้น พรรคนี้ยังคงทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยการบริหารการเมือง ไม่ใช่การบริหารประเทศชาติถ้ายังคงเป็นแบบนี้ได้ ถึงจังหวะนี้ถ้าจะฝังก็คงต้องฝังล่ะครับ (แต่ผมก็ยังเชื่อว่าประชาธิปัตย์จะยังเข้ามาได้คะแนนเสียงเป็นลำดับสองอยู่ แต่อาจจะมีคะแนนลดลง)

เราควรจะแสดงให้ประชาธิปัตย์เห็นว่า ทิศทางที่ดีควรจะเป็นอย่างไร และควรจะปรับปรุงพรรคอย่างไร

ผมพูดมาถึงนี้หลายคนอาจจะเดาถูกว่าผมจะให้โหวตแบบไหน ซึ่งในทิศทางแบบนั้นก็ยังมีคำถามอยู่มากซึ่งถ้าพอมีเวลาผมจะมาเล่าให้ฟังต่อครับว่ามันมีความสำคัญอย่างไร

Reference:
บทความโหวตเชิงยุทธศาสตร์

จะเลือกอย่างไรตัดสินใจแบบไหนก็ตาม วันอาทิตย์นี้อย่าลืมไปแสดงสิทธิ์เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศชาติกันครับ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home