Monday, August 30, 2004

กรอบปรัชญาสมัยใหม่

วันก่อนพูดถึงหนังสือเรื่องธรรมชาติของสรรพสิ่ง / การเข้าถึงความจริงทั้งหมด กับหนังสือเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ว่าอยากจะอ่าน แล้วก็เหมือนๆว่า ชีวิตคงต้องเดินไปในแนวนี้ เราคงต้องเอาดีในแนวนี้ (ไม่รู้ว่าข่าวดีหรือเปล่านะเนี่ย) ก็เลยมีผลให้หนังสือสองเล่มนี้ระเห็จมากองอยู่บนโต๊ะตรงหน้าผมจนได้

แรกๆเท่าที่ผมอ่านคร่าวๆ ผมประเมินไว้ก่อนว่า หนังสือเล่มแรกน่าจะน่าสนใจกว่าเล่มที่สอง โดยเหตุที่ว่าการอ้างถึงศัพท์เฉพาะคำว่า "พุทธ" นั้นผมคิดว่าให้มุมมองที่ค่อนข้างแคบ และเสี่ยงต่อการต่อต้านจากคนในสังคมอื่น แม้ว่าตัวผู้แต่งจะให้คำจำกัดความว่าพุทธนั้นมิได้หมายถึงศาสนาพุทธ แต่หมายถึงความ "รู้แจ้ง" หรือ "การตื่นขึ้น" นอกจากนี้คำว่า "เศรษฐศาสตร์" ก็เป็นอีกมุมมองที่ค่อนข้างจำกัดเช่นเดียวกัน เพราะเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด ให้กับมนุษย์ซึ่งมีความต้องการไม่จำกัด

แต่อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่เรื่องผิดเนื่องจากจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้มุ่งจะเสนอแนวคิดใหม่ ที่แตกต่างจากรากฐานของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักโดยพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ (กระแสหลัก) นั้นมีรากคิดมาจากปรัชญากรีกซึ่งนำโดย โสเกรติส เพลโต และอริสโตเติล ซึ่งกรอบวิธีคิดของนักคิดเหล่านี้จะวิเคราะห์มนุษย์ในฐานะจักรกลแบบหนึ่ง โดยนัยยะเดียวกันกับที่วิเคราะห์ธรรมชาติ ในสาขาฟิสิกส์ว่าเป็นจักรกลของธรรมชาติเช่นกัน แต่ในความคิดของพุทธนั้นไม่ใช่ หากแต่พุทธนั้นมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาตินั้นมีความเกี่ยวข้องและส่งผลต่อกันไปมาอย่างซับซ้อนจนสุดพรรณา และที่สำคัญพุทธนั้นเน้นเรื่องความสุข (จริงๆต้องเรียกว่าความสงบสันติ)ของจิตใจมากกว่า (เรื่องนี้เราได้คุยกันไปบ้างแล้วในเรื่องความแตกต่างของปรัชญาตะวันออกและตะวันตก)

ดังนั้นกรอบคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก จึงมุ่งหาวิธีตอบสนองความต้องการ (to manage supply to satisfy the demand) แต่กรอบคิดของพุทธเศรษฐศาสตร์จะเสนอวิธีการจัดการกับความต้องการ (to manage demand to satisfy the supply) อย่างไรก็ตามมีรายละเอียดปลีกย่อยกว่านี้อีกมาก

จุดแข็งของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การชำระแนวคิดรากปรัชญาตะวันตก ที่กลายมาเป็นเศรษฐศาสตร์อย่างละเอียดตั้งแต่สมัยกรีกจนถึงยุคสมัยใหม่ (หากอ่านงาน "ตะวันตกวิกฤตคริสต์ศาสนา ของไมเคิล ไรท์ ประกอบด้วยจะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น) ในขณะด้านที่เป็นปรัชญาตะวันออก กลับเน้นแต่แนวคิดของพุทธเพียงอย่างเดียว (เข้าใจว่าน่าจะอาศัยหนังสือพุทธธรรมของพระธรรมปิฏกเป็นหลัก) โดยมิได้มีการชำระแนวคิดรากปรัชญาของตะวันออกอย่างละเอียดเหมือนเช่นด้านฝ่ายตะวันตก นอกจากนี้วิธีการนำเสนอความคิดยังเป็นแบบแบ่งแยก และเปรียบเทียบ แทนที่จะบูรณาการและหลอมรวม

เนื่องจากโดยส่วนตัวผมคิดว่า ไม่ว่าแนวคิดด้านตะวันตก หรือตะวันออก ต่างก็มีจุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง และทั้งสองต่างก็มุ่งเสนอความจริงของธรรมชาติ เพียงแต่วิธีการเข้าถึงนั้นแตกต่างกัน กล่าวได้ว่า ตะวันตกเน้นด้านนอก ในขณะที่ตะวันออกนั้นเน้นด้านใน

ในขณะที่หนังสือ ธรรมชาติของสรรพสิ่งฯ กลับนำเสนอกรอบความรู้ทั้งหมดในลักษณะบูรณาการได้ดีกว่า / เนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าจุดตั้งต้นของหนังสือเล่มนี้ อาศัยกรอบคิดของ เคน วิลเบอร์ (A brief history of everything) โดยวิลเบอร์ได้แบ่งองค์ความรู้ออกเป็นสี่ซีก ดังรูปต่อไปนี้



ซีกซ้าย หมายถึงด้านใน (กรอบตะวันออก) และซีกขวาหมายถึงด้านนอก (กรอบตะวันออก)
ซีกบน หมายถึงจุลภาค ในขณะที่ซีกล่างหมายถึง มหภาค

หนังสือเล่มนี้มีองค์ความรู้ที่แตกออกไปเป็นความรู้ทั้งสี่แขนง แต่สุดท้ายก็กลับโยงมาหากรอบใหญ่ (ขอเรียกว่ากรอบบูรณาการของเคน วิลเบอร์) ได้ทั้งหมด นอกจากนี้การผนวกรวมแนวคิดของธรรมบรรยายสายพุทธทาส ก็อธิบายได้ดี เข้าใจง่าย และกลมกลืนกับแนวคิดของเคน วิลเบอร์ได้เป็นอย่างดี โดยองค์ความรู้ทั้งหมดมีตั้งแต่ การทำความเข้าใจในจิตใจของคน (กรอบซ้ายบน) , เรื่องของทฤษฏีสัมพันธภาพและควอนตัมฟิสิกส์ (กรอบขวาบน) , ระบบดวงดาว เศรษฐกิจและระบบซับซ้อน (กรอบขวาล่าง) และระบบสังคมและวัฒนธรรม (กรอบซ้ายล่าง) ซึ่งในแต่ละบทก็ให้บรรณานุกรม และหนังสืออ้างอิง สำหรับการค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างละเอียด สำหรับใครที่อ่านบทแนะแนวแบบย่นย่อ ที่ให้มาในแต่ละบทแล้วเกิดความสนใจอย่างเป็นพิเศษได้ไปศึกษาต่อ

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง ที่ตีความได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ : เรื่องอิทัปปัจยตา และ ระบบซับซ้อน (complex systems) ความจริงเรื่องแรกอยู่ในกรอบซ้ายบน แต่เรื่องระบบซับซ้อนอยู่ในกรอบขวาล่าง แต่จริงๆทั้งสองเรื่องกลับสามารถโยงใยแต่อธิบายซึ่งกันและกันได้

โดยย่อแล้วอิทัปปัจยตา หมายความว่า เพราะเหตุนี้ สิ่งนี้จึงเกิด หมายถึงว่าทุกสิ่งในโลกล้วนเกิดขึ้นแต่เหตุและปัจจัย ในขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็ไปเป็นเหตุและปัจจัยให้กับสิ่งอื่นต่อ (และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ) ทำให้ทุกสิ่งในโลกนี้ส่งอิทธิพลต่อกันไปมา อย่างสุดที่จะคาดเดา ในความเชื่อของพุทธแบบชาวบ้าน อาจอธิบายว่าเป็นระบบกรรม แต่ถ้าเราสาวเรื่องระบบกรรมดู จะพบว่ามันไม่ใช่กรรม แต่มันเป็นอิททัปจยตา

เหมือนกับเพลงฝนเอยทำไมจึงตก ...ฝนตกเพราะกบมันร้อง...กบร้องเพราะท้องมันอืด... ที่เราเคยร้องเล่นตอนเด็กๆนั่นแหละครับ (แต่จริงๆมันก็ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลกันเท่าไหร่...เป็นเหตุเป็นผลกันแบบเด็กๆ แต่ก็ให้ไอเดียเรื่องอิทัปปัจยตา ได้เป็นอย่างดี)

ในขณะที่เรื่องระบบซับซ้อน (complex system) ดูรายละเอียดทั้งบทได้ที่
ระบบซับซ้อน

จะพบว่าในธรรมชาตินั้นส่วนใหญ่ จะเป็นระบบซับซ้อนอยู่แล้ว เช่นร่างกายมนุษย์ก็เป็นระบบซับซ้อนของเซลล์ต่างๆนับล้าน (เซลล์แต่ละเซลล์ก็เหมือนกับอมีบาแต่ละตัว) น่าสงสัยว่าทำไมมันถึงมารวมตัวกันได้และทำงานเข้ากันได้เป็นอย่างดี และระบบซับซ้อนแต่ละระบบนั้นก็จะมีระบบซับซ้อนย่อยๆลงไปอีก เหมือนกับในดาราจักร (galaxy) จะประกอบไปด้วยระบบสุริยจักรวาลหลายๆระบบ ระบบสุริยจักรวาลก็จะมีระบบดาวเคราะห์ แล้วก็แยกย่อยไปเรื่อยๆ แต่ละระบบก็จะมีกฏเกณฑ์ของมันเองในแต่ละชั้นๆ

บางครั้งการค้นพบกฏของธรรมชาติในระบบซับซ้อนชั้นใดๆ ก็สามารถดลบันดาลสิ่งที่เหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้ เช่นการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากการฟิวชั่นของอนุภาคนิวเคลียร์เป็นต้น

กลับมาที่เรื่องอิททัปจจัยตา การที่เราศึกษาตามแนววิทยาศาสตร์แบบตะวันตกเพียงอย่างเดียว (ด้านนอก) โดยคิดในทำนองแยกส่วน ในขณะที่ระบบจริงแท้นั้นเป็นระบบซับซ้อนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ จะทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงต้นเหตุแห่งปัญหาได้อย่างแท้จริง

เช่นสมมติเราค้นพบข้าวพันธ์ใหม่ที่โตเร็ว (GMO) เราก็ทดลองปลูกในนา แต่เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้โตเร็วกว่าพันธุ์อื่น จึงถูกนกและหนูมารุมกินข้าวจนเสียหายหมด แต่ถ้าโตพอๆกัน ก็จะทำให้ความเสียหายนั้นเฉลี่ยกระจายกันไป ถ้าเราสังเกตดูให้ดี จะพบความสัมพันธ์กันเป็นสายโซ่แบบอิทัปปัจยตานี้ทั่วไปหมดรอบตัวเรา นั่นจึงทำให้โลกมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบซับซ้อนอะไรอย่างหนึ่งที่เหนือขึ้นไปเท่านั้นเอง

กล่าวโดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมศึกษางานที่ผมสนใจง่ายขึ้น และเป็นระบบดีมาก และน่าแปลกใจที่ปัจจุบันก็มีแนวความคิดในการสร้างองค์กรธุรกิจที่อาศัยแนวคิดแบบนี้อยู่ด้วยไม่น้อยเช่นเดียวกัน ลองดูข้อมูล
Friday Collage

ซึ่งองค์กรแบบนี้กำลังเป็นที่น่าสนใจเพราะมีลักษณะยืดหยุ่น พลวัตร และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ยังมีไอเดียที่อยากจะ illustrate อีกเยอะ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต่อไปนี้สหายสิกขาจะพูดถึงสิ่งต่างๆโดยอาศัยกรอบจากหนังสือเล่มนี้เป็นหลักครับ

5 Comments:

Blogger jengly said...

ไข้ขึ้นอยู่ รอหายปวดหัวจะมาอ่านนะงับ

August 30, 2004 3:29 AM  
Blogger ming-ki said...

ไม่ได้แวะมาตั้งนาน เพราะเรื่องยุ่ง ๆ รอบ ๆ ตัว
เรื่องของ พค ยังทำให้รู้สึกได้ฝึกฝนสมองและจิตใจอยู่เสมอ
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เนื้อหาในความนี้ ยากเกินกว่าจะอ่านผ่าน ๆ แล้วทำความเข้าใจได้ในคราเดียว
แต่ก็ยังสนุก และเต็มเปี่ยมไปด้วยสาระอีกเช่นเคย

อยากให้ พค ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หรือว่าพยามอธิบายทำเรื่องให้ง่ายขึ้น
เรื่องของ พค จะมีเสน่ห์ และเข้าถึงคนได้มากกว่านี้มากมาย
อีกประการหนึ่ง ผู้อ่านหลายคนอาจต้องการต่อยอดความคิดในเรื่องนั้นต่อไป
ลองใส่ชื่อ และที่มาของหนังสือที่อ้างโดยละเอียดดูไหมคะ

เสนอแนะด้วยความเคารพนะคะ

September 20, 2004 1:52 AM  
Blogger ming-ki said...

เรื่อง blog เอามารวมกันเรอะ
แต่ของกระผมคงเป็นเรื่องสบายๆ อ่านง่ายๆ จะเป็นประเภท anti-serious ซะมากกว่านะขอรับ คงจะเป็นคนละขั้วกับของท่านสหายสิกขากับของ นก
--------- ตอบช้ามาก แต่ก็ขอตอบนะคะ อ่านแล้วก็งง เรื่องของมิ้งมันซีเรียสตรงไหนกัน เห็นด้วยที่จะทำรวมกัน จริง ๆ ใช้ของ blogger ก็ได้นี่คะ ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็เพิ่มสมาชิกไปก็สิ้นเรื่อง แต่ทั้งนี้ มิ้งก็ไม่รู้นะ ยิ่งโง่ ๆ คอมอยู่ เทียบกะพี่ ๆ ทั้งหลายน่ะ

จริง ๆ จะบอก พค ว่า รู้สึกทึ่งที่เห็น พค มีความรู้ ความสนใจที่หลากหลายนะคะ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่ในแง่ศาสนา อยากให้คนไทยเราอ่านหนังสือมาก ๆ และคิดกันเนอะ ๆ จัง

ตอนนี้ไม่รู้เป็นอะไร พูดจาอะไรจริงจังอย่างไรชอบกล เฮ้อออ
เอาเป็นว่า อยากอ่านเรื่องแนวเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศอีกจังค่ะ

September 20, 2004 2:11 AM  
Blogger sahai_sikkha said...

ขอบคุณครับ นก

ความเห็นของนักอ่านอย่างนกนี่แหละที่ทำให้ผมมีกำลังใจยังเขียนเรื่องเหล่านี้อยู่ ยอมรับว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยาก บางทีก็เป็นมุมมองและแนวคิดใหม่ๆ ของนักคิด นักปรัชญาจากเท่าที่ผมได้อ่าน และพยายามนำมานำเสนอ

ผมคิดอยู่เสมอว่าองค์ความรู้ทั้งหมด ในเมื่อบอกว่าจะอธิบายถึงความจริงเดียวกัน มันก็น่าจะเชื่อมโยงกันได้ แม้ว่าจะเป็นคนละสาขาวิชากันก็ตาม

เหมือนกับเมื่อต้นเดือนไปฟังบรรยาย เรื่องนาโนเทคโนโลยี ซึ่งเค้าบอกว่าในแต่ละอาณาเขต ก็จะมีเจ้าของความรู้อยู่ (เช่น matre --> newton, micro --> ไฟฟ้า , nano --> quantum , เล็กกว่านาโน...) แต่ในความเป็นจริงเรื่องพวกนี้ในธรรมชาติไม่มีการแบ่งขอบเขต และเชื่อมโยงกันหมด

พยายามจะเขียนให้อ่านง่ายขึ้นนะครับ แต่ก็อย่างว่า บางทีมีอะไรอยู่เต็มสมองไปหมด ก็อยากจะถ่ายทอดลงไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ในเวลาจำกัด มันก็เลยกลับมายากอยู่ดี

ยากจน เขาเอา บล็อกผมไปแกล้งคนอื่นล่ะ เชื่อป่ะล่ะ (6)

September 20, 2004 10:39 PM  
Blogger ming-ki said...

จริง ๆ มิ้งก็อ่านรู้เรื่องหมดนะคะ ทุกคราจะแบบอ่านผ่าน ๆ ตามวิธีการอ่านในเนท จนมาเจออันสุดท้ายนี่แหละ สกัดดาวรุ่งสุด ๆ หรือเพราะอ่านตอนเบลอ ๆ ก็ไม่รู้ได้ น่าจะมีสมัครสมาชิกแล้วพอถึงเวลาก็ส่งเป็นจดหมายข่าวมาที่บ้านนะพี่เคน อ่านในกระดาษ สนุก+ รู้เรื่องกว่าเยอะ 555 (ไม่ยอมขยับตัวทำเองเห็น ๆ )

ว่าแต่เรื่องเสดกิจการเมืองของหนูอยู่ไหน
เอาแบบ ระบบโลก/ ระเบียบโลก อะไรแบบนี้
ชอบมาก ๆๆๆ
ขอบคุณค่า

September 23, 2004 12:33 AM  

Post a Comment

<< Home