ว่าด้วยรากเหง้าของสยามประเทศไทย
ลีลาการบรรยายที่มีความแปลกแยกแตกต่างพอๆ กันกับบุคลิกและการแต่งกายของอาจารย์ผู้สอนที่ดูโดดเด่นจากอาจารย์ผู้สอนท่านอื่นๆ ตรึงความสนใจของนักศึกษาทั้งชั้นเรียนตลอดชั่วโมงการบรรยาย
นั่นยังเทียบไม่ได้กับคำถามในช่วงเริ่มการบรรยายว่า “คุณพิจารณาตัวเองเป็น ประชาชน พลเมือง พลเรือน พสกนิกร หรือว่า เป็นไพร่?” ช่างเป็นคำถามที่กระตุกให้คิดได้ดีแท้ เปรียบเสมือนโกอานที่พระอาจารย์เซนให้ลูกศิษย์ไปตีปริศนาธรรมนั่นทีเดียว
นี่ทำให้ต้องมานั่งคิดกันว่า ความเข้าใจที่เราเคยเข้าใจอย่างสำเร็จรูป เหมือนกับตอนที่เคยเรียนประวัติศาสตร์มาเมื่อสมัยนักเรียน ที่ว่าชนชาติไทย อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต และมาก่อตั้งเป็นอาณาจักรอ้ายลาว อาณาจักรน่านเจ้า จนเป็นสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันนั้น
อาจมีเรื่องที่ผิดพลาดและไม่ถูกต้อง
รากเหง้าของสยามประเทศ ผูกพันกับความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม อำนาจ การเมือง และความนึกคิดของผู้คนในประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง
หากเราให้เรื่องศาสนาเป็นจุดบ่งชี้ถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์แล้ว อาจมีคำถามว่า เหตุใดจึงพบว่าในดินแดนอาณาจักรขอมโบราณ จึงมักพบเทวสถาน ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดู แต่หากเป็นดินแดนสยามหรือพม่ารามัญ กลับพบสถูปเจดีย์ อันเป็นพุทธสถานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการนมัสการแด่พระบรมศาสดาแห่งพุทธศาสนามากกว่า
หรือว่าศาสนาฮินดู ได้แพร่หลายเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิถึงยังผู้มีอำนาจในดินแดนนี้ (คืออาณาจักรขอมโบราณ) ก่อนศาสนาพุทธ อันเนื่องจากศาสนาฮินดูมีความเก่าแก่กว่า แต่ต่อมาเนื่องจากอาณาจักรขอมโบราณได้มีการสร้างเทวสถานขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้น อย่างนครวัดและนครธม ทำให้อาณาจักรไม่สามารถรักษาสภาพสมดุลย์ของการจัดการทรัพยากรได้ จึงต้องล่มสลายในกาลต่อมา ประจวบเหมาะกับการถือกำเนิดขึ้นของอาณาจักรที่ทรงอิทธิพลรุ่นหลังอย่างอาณาจักรสุโขทัย และอยุธยา อีกทั้งอาณาจักรรุ่นหลังเหล่านี้ล้วนแต่นับถือพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนารุ่นใหม่ที่เน้นแนวคิดเรื่องความพอดี ความสันโดษ จึงไม่มีความคิดที่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรสร้างเทวสถานขนาดใหญ่เช่นขอม จึงทำให้มีกำลังทางทหารและเศรษฐกิจที่เข้มแข้ง จนสามารถแผ่อำนาจแทนที่อาณาจักรขอมโบราณได้ในภายหลัง
ทฤษฏีข้างต้นมีทั้งข้อถูกและไม่ถูก
ที่ไม่ถูกแน่ๆคือไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่อาณาจักรขอมเรืองอำนาจ หรือช่วงการก่อกำเนิดของสุโขทัยและอยุธยา ล้วนแล้วแต่อยู่ในสมัยพุทธศตวรรษ ที่ ๑๒ และ ๑๓ ซึ่งนั่นหมายความว่า เป็นยุคหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเป็นเวลากว่าพันปี เวลาขนาดนั้นศาสนาพุทธน่าจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วทั้งคาบสมุทรแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เหตุใด ขอมจึงนับถือฮินดู และสุโขทัย-อยุธยาจึงนับถือพุทธ แล้วทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องผูกพันกันเป็นเรื่องราวได้อย่างไร?
และกุญแจที่จะไขปริศนาเรื่องนี้ อยู่ตรงช่วงที่ไทยเราเรียกว่า “การเสียกรุงฯครั้งที่ ๑“ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้ช่วงหนึ่งเพิ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” เมื่อไม่นานนี้เอง และในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้ให้แนวคิดถึงเรื่อง การเมืองและความสัมพันธ์ของสามตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจ คือสุพรรณภูมิ , สุโขทัย และละโว้
ที่แท้จริงแล้ว สุโขทัยไม่ได้ถูกอยุธยากลืน และขอมก็ไม่ได้ถูกสุโขทัยกลืน แต่ทั้งหมดมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน
และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!
แล้วที่น่าสนใจคือกุญแจดอกนี้ จะช่วยให้เราได้ทำความเข้าใจภาพรวมของประวัติศาสตร์ไม่แต่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นภาพรวมของดินแดนสุวรรณภูมิโดยรวม และที่สุดคือ คนไทยไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต (ตามแนวคิดชาตินิยมสมัยยุคจอมพล ป พิบูลสงคราม) แต่คนไทยเราอยู่ที่ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้มานานแสนนานแล้ว
นักประวัติศาสตร์-โบราณคดี ลงความเห็นชี้ชัดว่า อาณาจักรขอมโบราณ ได้ขยายอิทธิพล โดยการจัดตั้งศูนย์อำนาจใหม่ขึ้นในดินแดนที่ลึกเข้าไปในสุวรรณภูมิ ซึ่งก็คือละโว้ (เมืองลพบุรี) และจากเมืองละโว้แห่งนี้ ก็มีการจัดตั้งเมืองบริวารโดยรอบเพื่อทำการรวบรวมวัตถุดิบทางธรรมชาติจากผืนแผ่นดินภายใน และลำเลียงมายังละโว้เพื่อจำหน่ายไปยังดินแดนโพ้นทะเลอีกทอดหนึ่ง
เมืองบริวารที่ถูกจัดตั้งนั้น ก็เช่นเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) ในบริเวณแถบที่ลุ่มแม่น้ำปิง (ตามตำนานคือพระนางจามเทวีขึ้นไปจากกรุงละโว้เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓) แต่ต่อมาหริภุญไชยก็ปลีกตัวเป็นอิสระจากอำนาจของขอมเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และกลายเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรล้านนา ในกาลถัดมา
และเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นคือ เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ในแถบลำน้ำยม-น่าน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการปลีกตัวออกจากอำนาจของขอมเช่นกัน
การก่อกำเนิดขึ้นของสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย มีความเกี่ยวข้องกับ “เมืองราด” อย่างลึกซึ้ง
เนื่องจากพ่อขุนผาเมืองกษัตริย์เมืองราด ได้รับการอภิเษกจากผีฟ้าเจ้าเมืองศรีโสธรปุระ (เมืองพระนครหลวง หรือเมืองนครธม ศูนย์อำนาจชอบธรรมแห่งจักรวาลในกัมพูชา หรือคือศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรขอมโบราณนั่นเอง) ได้รับสถาปนานามว่า ศรีอินทรบดินทราทิตย์ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระแสงขรรค์ชัยศรี กับได้นางสุขรเทวี ธิดาของผีฟ้าเมืองศรีโสธรปุระเป็นชายา
พูดง่ายๆว่า กษัตริย์เมืองราด มีความเกี่ยวข้องกับนครธม โดยเป็นลูกเขยของกษัตริย์ขอมโบราณ ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอำนาจเข้มแข็งขึ้นจึงต้องผูกพันให้เกี่ยวดองเป็นญาติเอาไว้ก่อน เหมือนกับที่พระเจ้าฟ้างุ้มแห่งหลวงพระบางก็ได้รับการสนับสนุนจากนครธมในทำนองเดียวกัน
เรื่องนี้น่าจะสะท้อนความเชื่อของคนสมัยก่อนได้ประการหนึ่งว่า แม้ว่าจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจและทางการทหารที่เข้มแข็ง แต่ก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับว่ามีบารมีอย่างแท้จริงหากปราศจากการรับรองอย่างเป็นทางการจากศูนย์กลางศาสนาจักรโบราณอย่างนครธม ก็เป็นได้ (แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของนครธมในเชิงจิตวิญญาณ ที่สามารถผูกขาดความเชื่อของคนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างมาก)
ต่อมาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นครธมเกิดเสื่อมอำนาจลง เมืองที่เป็นเครือข่ายภายนอก ทั้งละโว้ และสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย จึงเกิดการแย่งชิงอำนาจกันเอง ตามหลักฐานระบุว่าพ่อขุนศรีนาวนำถมผู้เป็นบิดาของพ่อขุนผาเมือง ซึ่งเป็นผู้ปกครองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยอยู่ ณ เวลานั้น ได้ถูกขอมสมาสโขลญลำพง (หมายถึงขั้วอำนาจจากขอมที่ปกครองละโว้อยู่?) ยึดได้เมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย (ที่ละโว้ได้จัดตั้งขึ้น) พ่อขุนผาเมืองจึงชักชวนสหายคือพ่อขุนบางกลางหาวจากบางยาง เข้าขับไล่ขอมสมาสโขลญลำพงออกไป พ่อขุนผาเมืองจึงได้อภิเษกให้พ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย (โดยอาศัยอำนาจราชสิทธิ์ที่เป็นศรีอินทรบดินทราทิตย์ ที่ได้รับจากนครธม) พร้อมทั้งสถาปนานาม ศรีบดินทราทิตย์ ให้แก่พ่อขุนบางกลางหาวด้วย (ต่อมาพ่อขุนบางกลางหาวจึงเป็นที่รู้จักในนามของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ที่เรารู้จักกันดี) และพ่อขุนผาเมืองก็ได้กลับไปครองเมืองราดตามเดิม
ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ได้ลงความเห็นว่าเมืองราด ก็คือเมืองทุ่งยั้ง (ท้องที่ของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิษถ์) ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน และอำนาจของเมืองราดก็ยังมีอิทธิพลควบคู่กับกรุงสุโขทัยจนถึง พศ ๑๘๙๐ โดยเมืองราดมีอำนาจเหนือดินแดนแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านตอนบน ตลอดจนเมืองสรลวงสองแคว (พิษณุโลก)
ต่อมาอโยธยาก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ซึ่งหลักฐานแต่เดิมกล่าวว่าเป็นราชวงศ์ที่ก่อตั้งขึ้นเป็นเชื้อสายจากเชียงราย แต่ตามหลักฐานใหม่ที่ลงความเห็นว่าเมืองราดคือเมืองทุ่งยั้ง และหลักฐานเส้นทางการเดินทาง น่าจะบ่งชี้ได้ว่า ตระกูลพ่อขุนผาเมืองจากเมืองราดนี่แหละเป็นผู้เคลื่อนที่ลงใต้ โดยปล่อยพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่านให้แก่ตระกูลของพ่อขุนบางกลางหาว และสถาปนากรุงศรีอยุธยา (อโยธยา) ขึ้น (ตามตำนานกล่าวว่า พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาวเป็นสหายกัน แต่จากเหตุการณ์หลายๆประการ จึงน่าจะกล่าวได้ว่าสองตระกูลนี้น่าจะเป็นเครือญาติกัน หรือไม่ก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวดองกันโดยผ่านการสมรสของคนในตระกูลทั้งสอง)
และเนื่องจากพ่อขุนผาเมืองเป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์กับกรุงละโว้ (ลูกเขยของนครธม) ตระกูลพ่อขุนผาเมืองจึงถือเป็นตัวแทนอำนาจที่ชอบธรรมของละโว้ด้วยเช่นกัน ทายาทชั้นถัดมาของพ่อขุนผาเมือง (โดยอโยธยา) จึงค่อยๆแทนที่อำนาจของละโว้เดิมในที่สุด
อำนาจนั้นไม่เข้าใครออกใคร ทายาทชั้นหลังถัดมาของทั้งตระกูลของพ่อขุนผาเมือง (ซึ่งตอนนี้ได้มาครองกรุงศรีอยุธยา และได้รับอำนาจของขอมเดิม โดยผ่านกรุงละโว้) และตระกูลพ่อขุนบางกลางหาว (ซึ่งได้ครองกรุงสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย) ก็เกิดขัดแย้งกันเอง
เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี (ทายาทตระกูลพ่อขุนผาเมือง) ได้เข้ามายึดเมืองสรลวงสองแคว (ซึ่งเดิมเป็นดินแดนได้เคยสละให้ตระกูลพ่อขุนบางกลางหาวในฐานะที่เป็นสหายกัน) จากพระมหาธรรมราชาลิไท (ทายาทตระกูลพ่อขุนบางกลางหาว) เมื่อประมาณ พศ ๑๙๐๒ - ๑๙๐๕ ซึ่งเมื่อยึดเมืองได้ ก็ให้ขุนหลวงพ่องั่ว เจ้าเมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ซึ่งเป็นญาติของตระกูลพ่อขุนบางกลางหาวเองเข้ามาครอง (ถือเป็นการให้ญาติต่อญาติ มาปกครองกันเอง จะได้ไม่กระเทือนความสัมพันธ์กันจนเกินไป)
ตามหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า พระมหาธรรมราชาลิไท ต้องถวายบรรณาการเป็นอันมากเพื่อขอเมืองคืน ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีก็คืนให้ โดยที่พระมหาธรรมราชาลิไท ต้องไปปกครองเมืองสองแคว ส่วนที่กรุงสุโขทัยก็ให้พระขนิษฐาหรือน้องหญิงของพระองค์ครองแทน และขุนหลวงพ่องั่วก็กลับไปครองเมืองสุพรรณบุรีตามเดิม
ต่อมาเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพชและอยุธยาสวรรคต สมเด็จพระราเมศวรผู้เป็นโอรสได้ขึ้นครองราชย์ แต่ต่อมาขุนหลวงพ่องั่วก็ได้เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา และสมเด็จพระราเมศวรจึงได้ถวายพระราชอำนาจให้กับขุนหลวงพ่องั่วขึ้นเสวยราชย์ เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ในกาลถัดมา
และเมื่อพระมหาธรรมราชาลิไทสวรรคตลงอีกพระองค์หนึ่งบ้านเมืองในสุโขทัยก็เกิดการแตกแยก ขุนหลวงพ่องั่วก็เข้ายึดเมืองสองแคว (เป็นฐานอำนาจของเมืองเหนือ) และได้ยึดเมืองสุโขทัยคืนให้แก่พระขนิษฐาของพระมหาธรรมราชาลิไทปกครองดังเดิม (มีการสันนิษฐานว่า พระขนิษฐาพระองค์นี้เป็นชายาองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑) ซึ่งเมื่อพระนางได้สิ้นพระชนม์ลง โอรสของพระนางคือพระศรีเทพาหูราช (ราชธิดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑) ก็ได้ครองเมืองสุโขทัยต่อมา ทั้งนี้โดยการสนับสนุนค้ำจุนจากอำนาจของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ถือเป็นขั้วอำนาจราชวงศ์สุพรรณภูมิ-สุโขทัย
แต่อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับเครือญาติที่สืบทางฝ่ายชายของพระมหาธรรมราชาลิไทเดิม อีกทั้งยังมีปัญหาที่ไม่สามารถปราบปรามหัวเมืองทางเหนืออย่างชากังราวได้ แม้เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชได้เสด็จสวรรคตเมื่อ พศ ๑๙๓๑ ดังนั้น ราชวงศ์สุพรรณภูมิ-สุโขทัยจึงได้ถอยกำลังออกจากเมืองสุโขทัย ไปตั้งหลักที่เมืองกำแพงเพชร (เป็นการตั้งเมืองใหม่ให้อยู่ประชิดเมืองในเขตอำนาจของสุโขทัยคือเมืองชุม โดยมีนัยในการควบคุม) โดยปล่อยให้ผู้สืบสายฝ่ายชายของพระมหาธรรมราชาลิไทปกครองกันเอง และรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวใหม่ โดยมีเมืองกำแพงเพชรซึ่งเป็นฐานอำนาจของสุพรรณภูมิคอยหนุนหลังอยู่
ภายหลังเนื่องจากความเจริญของเมืองกำแพงเพชร จึงเท่ากับกลืนเมืองชุมที่อยู่ติดกันไปโดยปริยาย และจากการแทรกแซงของทางฝ่ายสุพรรณภูมิที่ค่อยๆใช้วิธีการต่างๆ ครอบงำดินแดนสุโขทัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง พศ ๑๙๕๒ อันเป็นปีที่สมเด็จพระนครินทราชาธิราช ได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ข้อยุติต้องกันว่า ณ ช่วงเวลานี้ ดินแดนสุโขทัย ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรศรีอยุธยาโดยสมบูรณ์
ซึ่งดินแดนสุโขทัยเดิมได้ถูกเรียกว่า กลุ่มเมืองเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย เมืองพระบาง (นครสวรรค์) เมืองพิจิตร เมืองกำแพงเพชร เมืองสุโขทัย เมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก (ศรีสัชนาลัย) และเมืองพิชัย (แทนที่เมืองทุ่งยั้งซึ่งภายหลังบางช่วงถูกฝ่ายล้านนาเข้ายึดครอง)
จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด เราคงจะพอเห็นภาพของตระกูลที่สำคัญทั้งสามตระกูล (ซึ่งต่อมาจะเป็นตัวละครที่สำคัญในเรื่องพระศรีสุริโยไท) คือ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ สืบเชื้อสายมาจากขุนหลวงพ่องั่ว ราชวงศ์สุโขทัย สืบเชื้อสายมาจากพ่อขุนบางกลางหาว และราชวงศ์ละโว้-อโยธยา สืบเชื้อสายมาจากพ่อขุนผาเมือง (ซึ่งมีความสัมพันธ์กับขอมโบราณ ที่มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่นครธม อันศักดิ์สิทธิ์)
====
บันทึกท้ายเรื่อง:
วันนี้แวะเ้ข้ามาดูสหายสิกขา เห็นคคห นก นจ นักอ่านขาประจำของเพิงโหยหวน เลยมีกำลังใจ เอาบทความซึ่งบันทึกไว้นานแล้ว (ตั้งใจจะให้เป็นเรื่องยาว ของสยามประเทศ ซึ่งจริงๆก็ยังไม่จบ) มาลงไว้ก่อน
คนเราก็อย่างนี้แหละน้อ พอศึกษาระบบความคิดได้ถูกต้อง ก็ศึกษาข้อมูลโดยละเอียดได้มากขึ้น ก็มีความรู้มากขึ้น อยากถ่ายทอด เพื่อแบ่งเบาภาระสมองลงจดจารบันทึก (แล้วก็อยากให้คนมาอ่านความคิด และวิจารณ์) มีความต้องการไม่จบไม่สิ้นจริงๆ
จะว่าไป มานั่งคิดว่า เออ... ชมรมนักแต่งนิยาย น่าจะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นกลุ่ม blog ดีกว่า (6) ได้อ่านความคิดหลายๆคน (ซึ่งถ้ายอมรับกัน ก็จะพบว่าต่างคนก็ต่างมีอิทธิพลต่อกันในทางหนึ่งทางใดอยู่ในที) แล้วแต่ละคน ก็จะ illustrate ความคิดในสไตล์ของตนเองออกมา ให้คนอื่นได้อ่าน ได้ตีความ ได้วิเคราะห์ ได้ศึกษา แล้วก็สร้างสรรค์ งานใหม่ขึ้นเรื่อยๆ
ตาซา ไม่ต้องไปแต่งนิยายใหม่หรอก
มาทำ blog นี่แหละ แล้วเดี๋ยวหาระบบที่สามารถ publish blog แต่ละคนมารวมๆกันไว้เป็นศูนย์กลาง
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าแต่ละคนไม่หายไปไหนกันน้อ


4 Comments:
เรื่องแบบนี้นะคะ ถ้าเอาไปคุยในห้องประวัติศาสตร์ที่พันทิป คงได้แง่มุมอีกหลายๆแง่ที่น่าสนใจ
น่าจะมีใครอีกหลายๆคนมาแลกหมัด เอ้ยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ทค ได้อีกหลายนะคะ
จะว่าไปก็แปลกเนาะ คนไทยเรานี่ก็แปลก ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ตนเชื่อมั่น ยึดถือไม่ค่อยจะได้
อย่างเรื่องหลักศิลาฯ ที่เพิ่งจะออกทีวีไปไม่นานประไร หรือจะเรื่องการสวรรคตของเจ้าตาก
ประวัติศาสตร์ไทยนี่หายไปเยอนะคะ น่าเสียดาย ^^
วันนี้ได้หนังสือสุดยอดมาอีกเล่ม (6)
"ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา" ของไมเคิล ไรท์
ส่วนบทความเรื่องรากเหง้าสยามฯ นั้นเอามาจากศิลปวัฒนธรรม เรื่องพระมหาธรรมราชา
แ้ล้วช่วงวันหยุดนี่ก็สนุกกับการอ่าน ไกวัลยธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ
กำลังแกะรอยเข้าไปในเรื่องเต๋า ซึ่งผมไม่เคยศึกษาจริงจังมาก่อนเลย ในไกวัลยธรรม อรรถาธิบายเรื่องเต๋าและเรื่องพระเจ้าไว้อย่างละเอียดพิศดารมาก
นี่เกริ่นๆมานี่ บอกผู้อ่านให้เตรียมตัวว่า เรื่องปวดขมองกำลังมาเยือนท่านๆแล้ว เตรียมใจไว้ให้ดีเถิด (6)
เตรียม "เปิดรับความรู้ใหม่" - "จัดระเบียบความคิด" และ "พินิจพิจารณาแล้วจึงค่อยเชื่อ" ให้ดีเถิด (6)
จริงๆ ซีรี่ส์ รากเหง้าฯ นี่ก็ยังไม่จบ มันจะมี flash back (ย้อนไปข้างหลัง) และเรื่องที่ดำเนินไปข้างหน้า
flash back จากยุคก่อนสุโขทัยขึ้นไป และเรื่องที่ดำเนินไปข้างหน้าคือ จากยุคพระมหาธรรมราชาลงมา
แล้วสุดท้ายจะไปหลอมรวมกับปรัชญาสากล
เรื่องทุกเรื่องจะเป็นเรื่องเดียวกัน
มันมาบรรจบกับเรื่อง "ศรแห่งเวลา" นี่แหละ
เหอๆ หนุกๆๆ (6)
@_@ <(...)
เรื่อง blog เอามารวมกันเรอะ
แต่ของกระผมคงเป็นเรื่องสบายๆ อ่านง่ายๆ จะเป็นประเภท anti-serious ซะมากกว่านะขอรับ คงจะเป็นคนละขั้วกับของท่านสหายสิกขากับของ นก
ว่าแต่ถ้าให้ดี ผมเสนอว่าท่านน่าจะสลับเรื่องเบาๆ มาคั่นบ้างก็ดีนะ
@_@ <(***)
ความคิดเห็นที่ 32
พี่ขอตามเก็บก่อนนะคะ น้องเชษฐา (๒ ตอน)
ว่าแต่พี่ฝากอะไรน้องเชษฐาอย่างหนึ่งจะได้ไหมค่ะ ช่วยสะกิดคนแต่ง "จักรพัตราธิราช" คุณ bucky_m ว่าเมื่อไรเขาจะมาโพสต์ลงตอนที่ ๕ น่ะคะ พี่อยากรู้ว่า เฟอร์กัสจะทำตามข้อเสนอที่ยื่นไว้กับเฟเดอริกหรือเปล่าน่ะคะ แล้ววาลัวร์นั้นหายไปไหนเสียแล้วล่ะคะ...
ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่มาเขียนในนี้ พี่เห็นคุณ bucky_m ติดตามอ่านผลงานของน้องเชษฐาอยู่ ก็น่าจะเข้ามาในนี้อีกน่ะคะ
จากคุณ : คนชื่นชอบนิยาย ^^ - [ 13 ส.ค. 47 05:40:24 A:203.113.33.12 X:203.150.217.116 ]
lol
Post a Comment
<< Home