Wednesday, July 28, 2004

หลักกาลามสูตร

ใกล้จะถึงเทศกาลแห่งพระพุทธศาสนาซึ่งควรแก่การทำจิตใจให้เต็มไปด้วยความสงบเย็นแล้ว เนื่องเพราะมีวันสำคัญของพระพุทธศาสนาเราถึงสองวันด้วยกันคือ วันเข้าพรรษา และวันอาสาฬหบูชา ในวาระโอกาสอันดีอย่างนี้ ควรถือโอกาสเข้าวัดทำบุญ และที่สำคัญคือศึกษาธรรมะ (ด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ) และฝึกปฏิบัติธรรม

เปรียบกับการเรียนแล้ว เหมือนกับอ่านหนังสือรับข้อมูลทางทฤษฏี แล้วก็ต้องมีการปฏิบัติให้รู้จริงแหละครับ

วันก่อนพูดถึงคดีน้องแนทไป ซึ่งออกจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้จิตใจวุ่นวาย อารมณ์การเขียนเลยออกมาในทำนองนั้น คราวนี้เลยแก้ตัวใหม่ กลับมาเป็นสหายสิกขาเหมือนเดิม = เครียด ? (-;

ตอนนี้ขอพูดถึงหัวใจอีกข้อของเรื่องระบบความคิดก่อน คือหลักกาลามสูตร

เรื่องนี้ออกจะเป็นเรื่องตรงข้ามกับเรื่องที่พูดมาแล้วสักหน่อย คือหัวข้อเรื่อง ถ้วยชาที่เต็ม ซึ่งเรื่องนั้นบอกให้อย่าปิดกั้นความคิด แต่หัวข้อนี้กลับจะพูดเรื่องตรงข้าม ซึ่งอันที่จริงก็เกี่ยวเนื่องกันคือ แม้จะรับความคิดใหม่เข้ามา แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อทันที แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ก็อย่าเพิ่งเชื่อทันที ซึ่งมีอยู่สิบเกณฑ์ด้วยกัน จะใส่ภาษาอังกฤษลงไปด้วยซึ่งจะทำให้ตีความได้ขัดเจนขึ้น

1. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา

2. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการนับถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา (ตำนาน)

3. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ

4. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา

5. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการนึกเดาเอาเอง (philosophy)

6. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเน (logic)

7. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฏ

8. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน

9. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ

10. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา



ภาษาอังกฤษ ว่าดังนี้

Rely not on the teacher/person, but on the teaching.
Rely not on the words of the teaching, but on the spirit of the words.
Rely not on theory, but on experience.
Do not believe in anything simply because you have heard it.
Do not believe in traditions because they have been handed down for many generations.
Do not believe anything because it is spoken and rumored by many.
Do not believe in anything because it is written in your religious books.
Do not believe in anything merely on the authority of your teachers and elders.
But after observation and analysis, when you find that anything agrees with reason
and is conducive to the good and the benefit of one and all, then accept it and live up to it.

เรื่องนี้ก็สำคัญ เพราะสิ่งที่ควรรับไว้เชื่อ (หรือเป็นหลักการของชีวิต) ควรจะเป็นสิ่งที่เราตระหนักรู้ จากการปฏิบัติมาแล้วนั่นเอง

เหตุที่ยกมาไว้ก่อน เพราะต่อไปนี้สหายสิกขา จะชักนำท่านเข้าสู่พรมแดนของความรู้ที่ยากต่อการเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ (6) ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจหลักของความคิด ทั้งสามหลัก คือ เปิดใจรับฟัง , จัดการกระบวนความคิด และ ตระหนักรู้แจ้งแท้จริง ให้ถ่องแท้เสียก่อน

ต่อไปจะพูดถึงเรื่อง อานาปานสติ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือทดลองหลักของไม่เพียงแต่พระพุทธศาสนา แต่เป็นของโลกตะวันออกอีกด้วย

ในขณะที่ ปฏิจจสมุปบาท จะเป็นเหมือนหลัก micro-economics ศาสตร์ในการทำความเข้าใจเรื่องจุลละ (คือเรื่องใจจิตใจ) และอิททัปปัจจยตา จะเป็นหลักที่เหมือน macro-economics หรือศาสตร์ในการทำความเข้าใจเรื่องระดับมหภาค (คือเรื่องในระดับธรรมชาติทั้งหมด)

อานาปานสติก็เปรียบเสมือนเครื่องมือ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบไปแล้วก็เป็นหลักสถิติศาสตร์แห่งโลกตะวันตก เพราะ statistic จะใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาระเบียบวิธีวิจัย ของศาสตร์ตะวันตก

เช่นกัน อานาปานสติ ก็เป็นเครืองมือในการศึกษาระเบียบวิธีวิจัยของศาสตร์ตะวันออก

ซึ่งใช้กันได้หมด ไม่ว่าจะทำความเข้าใจในเรื่องระดับกายภาพ ไปจนถึงระดับโลกุตร และคนโบราณเขาสร้างระเบียบวิธีวิจัยนี้เอาไว้เป็นเลิศทีเดียว ซึ่งเราจะได้มาพูดกันต่อๆไป

3 Comments:

Blogger ming-ki said...

อินเตอร์แท้หนอ
มีกาลามสูตรภาคภาษาอัีังกฤษด้วย
กิ๊วๆๆ

July 31, 2004 11:36 AM  
Blogger jengly said...

vb vb

lookin' forward for next chapter lol

August 2, 2004 11:20 AM  
Blogger Jap said...

เห็นแวบแรกนึกว่าชื่อเรื่องหลักกามสูตร
ยังคิดอยู่ในใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้ท่านสหายสิกขาเครียดขนาดต้องมาเขียนเรื่องแนวข้างเตียง เอ๊ย ข้างเคียง หุหุ

August 4, 2004 7:59 PM  

Post a Comment

<< Home