อย่าทำตนเป็นถ้วยชาที่เต็ม
ชา... เครื่องดื่มจากตะวันออกชนิดนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก แต่ก็น่าสนใจที่ว่ามันมีจุดกำเนิดที่ใดกันแน่ระหว่างจีนหรืออินเดีย
แต่ที่แน่ๆคนอังกฤษเมื่อยึดอินเดียเป็นอาณานิคมได้แล้ว ก็นำเข้าชาอินเดียเข้าไปบริโภคกันในอังกฤษกันอย่างเอิกเกริก จนกลายเป็นวัฒนธรรม "น้ำชายามบ่าย" หรือ "tea-time" ไม่เพียงเท่านั้นศรีลังกาประเทศเกาะตอนใต้ของอินเดียก็ยังกลายเป็นประเทศที่ส่งชาออกอันดับหนึ่งไปด้วย (เพราะเป็นประเทศในอาณานิคมหรือเปล่า?)
ในแถบเอเชียตะวันออก ชามีต้นกำเนิดมาจากจีนอย่างแน่แท้ไม่ต้องสงสัย คนจีนมีความละเมียดละไมกับการบริโภคชามานานแล้ว ชาชั้นดีที่นิยมบริโภคกันบางครั้งตั้งราคาขายในระดับพันบาทก็มี ดูเหมือนว่าคนจีนมีวัฒนธรรมในการบริโภคชา คู่กับการบริโภคสุราด้วย
ชาชั้นดีที่อยากแนะนำให้ลองชิมกันดูก็อย่างเช่น "อู่หลง" (มังกรดำ) , ทิกวนอิม (กวนอิมเหล็ก)จริงๆมีหนังสือไทยดีๆแนะนำถึงชาอยู่เล่มสองเล่มซึ่งน่าจะลองไปหาอ่านดู เพราะมีพูดถึงประเภทของชาจีน และวัฒนธรรมการบริโภคชาอย่างละเอียด (แล้วจะรู้ว่าการบริโภคชา ก็เป็นวัฒนธรรมฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งเหมือนกัน)นอกจากค่าใช้จ่ายเรื่องชาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์ชงชา และอุปกรณ์ดื่มชาอีกต่างหาก
แต่เท่าที่ลองค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตคร่าวๆ ก็จะพบว่า ชาจีนมีอยู่สามอย่างคือ
ชาเขียวกินได้รสใบไม้ (หลงจิง ตุ้งติ้ง)
ชาเหลืองหอมกรุ่นรสชาติดีเยี่ยม (ทิกวนอิม อู่หลง )
ชาแดงไม่หอมเท่าไหร่แต่ชุ่มคอมากๆ(จุ๊ยเซียน ต้าหงผา)
ไว้เจาะลึกเรื่องชาจีน ก็จะค่อยๆ หารายละเอียดเพิ่มเติมมาอีกที
====
เอาล่ะพูดถึงชาจีนแล้ว ต้องพูดถึงชาญี่ปุ่นกันหน่อย ชาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคกันก็คือ ชาเขียว ซึ่งมีข้อแตกต่างจากชาจีนคือ ชาเขียวไม่ใช่เป็นชาที่ผ่านการหมัก แต่จะทำให้ใบชาแห้งด้วยการผ่านอุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว วันก่อนไปหยิบหนังสืออะไรสักอย่างที่ร้านโออิชิ พูดถึงชาเขียวนี่แหละ (แต่ทั้งเล่มดูเหมือนจะพูดถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นในกรุงเทพ) เขามีการบรรยายถึงกรรมวิธีการทำชาเขียวคร่าวๆอยู่ด้วย (ดูเหมือนจะใช้วิธีนึ่งผ่านไอน้ำร้อน) และชาเขียวก็มีหลายเกรดหลายยี่ห้ออยู่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ กรรมวิธีการผลิต และลำดับครั้งของการเด็ดใบชา รวมไปถึงกรรมวิธีคัดใบชา ถ้ายี่ห้อไหนยิ่งปราณีตเท่าใด ก็จะแพงขึ้นเท่านั้น เพราะมีมูลค่าเพิ่มของแรงงานอยู่ด้วย
การดื่มชานี่ ต้องเริ่มต้นด้วยกลิ่น แล้วละเลียดรส (ยุ่งยากจัง) ซึ่งดื่มเหล้า ดื่มสาเกก็เหมือนกัน แต่ดื่มสาเกแล้วเมา ดื่มชาแล้วตาค้าง ^^"
ในส่วนตัวผมนั้นแม้จะเห็นด้วยว่า ชาจีนอย่างอู่หลง เนี่ยดูมีรายละเอียดมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว ผมกับชอบชาเขียวมากกว่า รู้สึกเรื่องพวกนี้จะสะท้อนถึงวัฒนธรรมของสองประเทศเสียด้วยสิ ซึ่งนับแต่อดีตญี่ปุ่นมักจะนำเข้าวัฒนธรรมจากจีน แล้วพยายามตัดย่อให้ดูเรียบง่าย และง่ายต่อการใช้งานขึ้น
===
กลายเป็นบทความเรื่องชาไปได้ไงเนี่ย จริงๆจะพูดถึงปรัชญาเซน หรือคำเตือนอันหนึ่งว่า "พยายามอย่าทำตนเป็นถ้วยชาที่เต็ม" แต่ก็นั่นแหละ ตามสไตล์ของสหายสิกขา ไม่ชอบพูดเรื่องที่อยากพูดตรงๆ แต่ต้องอ้อมโลกก่อน -_-" เมื่อไหร่จะหายนิสัยแบบนี้เสียที เรื่องนี้หลายคนคงเคยอ่านมาแล้ว แต่จะขอยกมาเล่าอีกทีเผื่อท่านที่ยังไม่ได้อ่านจะได้รับทราบนะครับ
นิทานเซนเขามีว่า
กาลครั้งหนึ่ง มีศาสตราจารย์ที่มีความรอบรู้มาก ได้เดินทางมาเยี่ยมอาจารย์สอนเซนที่อารามวัดเซนแห่งหนึ่ง
ครั้นพอเดินทางมาถึง ทักทายกันตามมารยาทเรียบร้อยแล้ว ท่านศาสตราจารย์ก็บรรยายให้อาจารย์เซน (ซึ่งเรามักจะจินตนาการถึงว่าเป็นพระแก่ๆ ในจีวรสีดำ สไตล์ญี่ปุ่น) ให้ฟังว่าท่านได้รับทราบเรื่องอะไรมาบ้าง ตอนนี้กำลังทำการวิจัยศึกษาอะไรอยู่ ทำนองนั้น
ท่านศาสตราจารย์ก็เล่าอยู่เป็นนานสองนาน จนเหนื่อย ก็เลยหยุด แล้วก็ถามอาจารย์เซนในทำนองว่า เนี่ยสมัยนี้โลกนี้ไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว เซนเป็นความรู้โบราณจะมีอะไรเป็นประโยชน์และทันสมัยบ้างไหม (ประมาณนั้น)
พระเซนก็ไม่ว่าอะไร ยิ้มน้อยๆ แล้วก็หยิบกาขึ้นมารินชาในถ้วยชาของท่านศาสตราจารย์ให้ (ท่านศาสตราจารย์ก็ยิ้มล่ะสิ เพราะพูดมากคอแห้ง อยากกินชาให้ชุ่มชื่นจัง)
แต่ปรากฏว่าอาจารย์เซนรินน้ำชาลงในถ้วยชาจนเต็มแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด จนกระทั่งชาในถ้วยหกล้นออกมาเลอะพื้นเต็มไปหมด ท่านศาสตราจารย์ก็เลยโวยวายว่า นี่ท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นหรือว่าน้ำชามันล้นถ้วยแล้วท่าน ได้โปรดหยุดเทน้ำชาทีเถิด
ท่านอาจารย์ก็หัวเราะเบาๆ แล้วว่า "เออ นั่นสินะ ถ้วยชามันเต็มแล้ว เลยเทชาลงไปไม่ได้อีกแล้ว"
"งั้นท่านคงต้องทำให้ถ้วยชาของท่านมันพร่องลงไปบ้าง เราถึงจะเติมชาลงไปเพิ่มอีกได้นะ"
แล้วเรื่องก็เอวัง กันคมๆ สไตล์เซนแบบนี้แล
=======
ชอบเรื่องของเซนก็เพราะว่า ทุกโกอาน จะเสียดแทงความคิดคน และกระตุกให้คนคิด ซึ่งถ้าเราไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วยอยู่นั่น ก็จะคิดได้เอง
ต้องเตือนตัวเองเสมอว่า อย่าทำตัวเป็นชาล้นถ้วย พยายามทำตัวเป็นนักศึกษาอยู่เสมอ เพราะไม่มีอะไรที่เรารู้จริงไปหมดหรอก ลองคิดดูว่าคนในโลกมีเป็นพันล้าน (ห้า-หกพันล้าน) ชีวิตของคนๆหนึ่งก็เหมือนกับเป็นหนึงสือเล่มหนึ่ง เราจะไปศึกษาเรื่องราวทั้งหลายแหล่ในโลกนี้จนหมดได้อย่างไร ยังไม่นับความรู้จากคนในอดีตอีกมากมายนั่นอีก
แม้ความคิดของคนที่อ่อนด้อยด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิ บางครั้งก็ยังมีอะไรให้คิด ให้ศึกษาอยู่เสมอ
ต้องเตือนตนเองอีกว่า เวลาไปเห็นใครทำกร่าง ทำว่าข้ารู้ ข้าแน่ ก็อย่าไปตามคนประเภทนั้น หรือไปเอาชนะคะคาน (บางทีมันจะติดในใจ แล้วพอไปถึงระดับหนึ่งคิดว่าเรารู้เยอะ เราจะแสดงกริยาคล้ายๆกับคนๆนั้นออกมา) แต่พยายามทำตนให้เป็นถ้วยชาที่ว่างเปล่าอยู่เสมอ
เพราะถ้าทำตัวเป็นชาล้นถ้วยเสียแล้ว เราจะดื่มชาอีกได้อย่างไรเล่า
ชาน่ะมันมีหลายยี่ห้อนะ


8 Comments:
โฮโฮ เรื่องเก่ามันหายไปไหนเนี่ย T_T
ความมุ่งมั่นของประเทศกับการไต่สายโซ่มูลค่า
แง๊~~
ลองโพสต์ดูก่อน
ถ้าโพสต์ได้จะกลับมาใหม่
โพสต์ได้จริง ๆ ด้วย ก็เลยกลับมา
อือ พค อยากได้เรื่อง world-system ที่บอกไปที่บอกไปไหมคะ
มีหนังสือดีอยู่เล่มนึงคือ Globalization of World Politics ไม่แน่ใจว่าที่มธ มีไหม
เล่มนี้ค่อนข้างอ่านง่าย และบทเกี่ยวกับ world-system ก็สั้น ๆ ด้วย
ถ้าอย่างไรมิ้งซี มาให้ พค ก็ได้ ดีไหมคะ
เรื่อง Elitism ที่ถามมา มิ้งจับประเด็นการที่พวก elites ที่ส่งต่อลูกหลานให้เป็น elites ไม่ว่าจะผ่านทางการศึกษา การอบรม หรืออื่น ๆ ต่อจากตัว อือ ยังไงดีล่ะคะ ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เพราะระดับการศึกษาที่มากกว่าคนอื่น ฐานอำนาจและความมั่งคั่ง พวกนี้ก็กลายเป็น elites รุ่นต่อไปได้ไม่ยากน่ะ อย่างเช่นเอาลูกเข้าที่ดัง ๆ อย่าง Eton OxBridge etc
โอ๊ยย ง่วงมากจนสื่อประเด็นไม่รู้เรื่อง แต่ พค คงเก็ทล่ะเนอะ
ไปล่ะคะ
ปล เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ชาน่ะมันมีหลายยี่ห้อนะ แม้ความคิดของคนที่อ่อนด้อยด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิ บางครั้งก็ยังมีอะไรให้คิด ให้ศึกษาอยู่เสมอ
จากต่างมุมมอง ต่างสถานะ บางครั้งการมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก็แตกต่างกันออกไป เราจึงต้องทำความเข้าใจกับมุมมองของคนที่ต่างจากเรา และคิดหลาย ๆ ด้านด้วยเนอะ เพราะถ้าเราคิดว่าเรารู้แล้ว จบแล้ว แล้วก็ไม่ยอมรับรู้สิ่งต่างรอบ ๆ ตัว เราก็กลายเป็นพวกล้าหลัง ใจแคบไปพอดี บางครั้งการมองกว้าง ๆ มองต่าง ๆ มุมออกไปก็ทำให้เราได้รู้ว่าโลกนี้สวยงามกว่าที่คิดตั้งเยอะ
อ๋ออออ
ที่แท้นกพูดถึงโพสต์บทความเรื่อง ความมุ่งมั่นของประเทศกับการไต่สายโซ่แห่งมูลค่านั่นเอง (สายโซ่แห่งมูลค่า = value chain)
ซึ่งมันเป็นบทความวิญญาณไปเลี้ยว จู่ๆ มันก็หายไป เมื่อผมโพสต์อันใหม่ขึ้นมา สงสัยมันคงเดี้ยงๆตั้งแต่ตอนโพสต์แล้วล่ะ T_T มิน่า แต่ละคนถึงได้ โพสต์คอมเม้นต์ไม่เข้า
อ้อ elitism คืองี้นี่เอง ขอบคุณที่ให้ความกระจ่างฮับ
เห็นหลายคนพูดถึงทฤษฏีนี้เหมือนกัน
ซึ่งผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งใช่และส่วนหนึ่งไม่ใช่เหมือนกัน
มีทฤษฏีอีกแบบหนึ่งน่ะ ของมือขวาคุณทักษิน (ดันจำชื่อไม่ได้อีกแล้ว เซลล์สมองตายไปหลายล้านเซลล์อีกแล้ว -- เพราะนอนดึก T.T)
เขาชี้ให้ดูป่าธรรมชาติ จะมีไม้อยู่สี่รุ่น รุ่นแรกจะเป็นไม้สูงเสียดฟ้า ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ รุ่นถัดมาก็จะเป็นต้นไม้ที่มีขนาดเล็กลงหน่อย และรุ่นสามก็จะเป็นต้นไม้ขนาดย่อมไปอีก ในขณะที่ต้นไม้รุ่นที่สี่เป็นต้นไม้เล็กๆ ซึ่งโตลำบากแล้ว เพราะโดนแย่งแสงแดดไปหมด
แล้วก็บอกว่าอันนี้เป็นชะตาชีวิตของคนที่คิดจะเติบโตใต้เงา หรือบารมีของคนรุ่นก่อนๆ ว่าสุดท้ายจะไม่สามารถยิ่งใหญ่ได้เท่ากับคนรุ่นก่อน เพราะเหตุผลหลายๆประการ ซึ่งถ้าเราลองคิดดูก็อาจจะเห็นจริง แต่ส่วนรุ่นสามที่สามารถเติบโตต่อไปได้ ก็อาจเป็นเพราะว่าเขาถูกฝึกให้ไปสร้าง และบุกเบิกอาณาจักรใหม่ๆให้เติบโตโดยลำพังตนเองก็ได้ และยังได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากคำแนะนำของคนรุ่นก่อนอีกด้วย
ซึ่งตรงนี้ กลุ่มที่ไม่ใช่ elite จะไม่มีสิทธิ์ได้เลย เขาจะต้องต่อสู้ด้วยตนเอง และฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมายด้วยตนเอง
เอ... แล้วเห็นแกะพูดถึงอะไรอ่ะ จำไม่ได้และ เป็นคำศัพท์ในคำตอบอ่ะ อีกสองสามอันอ่ะ อยากให้อธิบายอันนั้นให้ด้วยจัง :-P
อือออ เรื่อง Elistism ที่อธิบายมาเห็นภาพเลย
อาจจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ได้เหมือนกันหรือเปล่าไม่รู้
แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่าอย่างน้อยที่สุด กลุ่ม Young elites ก็มีโอกาสมากกว่าคนทั่ว ๆ ไปอยู่เป็นแต้มต่อนะคะ อือ เขาบอกว่าทางเศรษฐกิจมักจะอยู่ได้มากที่สุดไม่เกิน 3 รุ่นใช่ไหมคะ แล้วถ้าจับทางการเมืองล่ะคะ อย่างตระกูลบุช เคเนดี้ คานธี บางทีถึงไม่ได้มีอำนาจมากแต่ก็ยังคงมีอิทธิพลสูงมากอยู่
ว่าแต่ว่าใช่เรื่อง core/ semi-periphery/ pheripery หรือเปล่าคะ
ปล. มีแค่เรา 2 คนมาเล่นกันแถวนี้เองเหรอคะ คุณพี่ 555
อ้าเรื่อง core/ semi-periphery/ pheripery
ฮับใช่แล้วฮับ ^^
......
มีแต่เราสองคนแถวนี้หรือเป่า -_-" นั่นจิ
เอ แต่เห็นนจเคยมาโพสต์ๆนี่นา
งั้นสงสัยต้องทำโปรโมชั่นใหม่กันเนอะ จะได้ล่อหลอกให้เหยื่อเข้ามามากๆ (6)
พักนี้เป็นอะไรไม่รู้ เห็นอะไรยาวๆ แล้วไม่กล้าอ่าน กลัว >,<
อ๊ะ ลองอ่านดูสิ ได้ความรู้นะเออ
Post a Comment
<< Home