Wednesday, June 02, 2004

ว่าด้วยเรื่องทุจริต (ภาคจบ)

ได้รับเมลล์จากคนรู้จัก เนื้อหาเป็นทำนอง "รู้ทันทักษิณ" ซึ่งจริงๆถ้าใครอยู่ในสายเศรษฐศาสตร์การเมือง ก็ต้องผ่านการวิเคราะห์แบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมารู้เอาตอนนี้ล่ะนี่

อ่านจบเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน จึงต้องเขียนตอบไปในเชิงที่พยายามชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาหลักหรอก และอย่าพยายามทำตนเป็นกบเลือกนายเลย (ระวังจะได้นกกระสามากินกบ) ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหนอื่นไกลหรอก นอกจากอยู่ที่ตัวพวกเรากันเอง

และที่นำมาลงตรงนี้ เพราะเป็นสิ่งที่อยากจะสื่อออกไปจริงๆ และเนื้อหาเชื่อมต่อกับความเรียงเรื่องด้านล่างพอดี

เนื้อความจดหมาย (ที่ตอบไปนั้น) มีว่า:

เห็นเมลล์นี้ต้องรีบตอบ เพราะซีเรียส เพราะฉะนั้นเนื้อหาด้านล่างนี้จะเครียดมากๆ ใครยังไม่ได้กินข้าวไม่ควรอ่าน เดี๋ยวจะกินข้าวไม่ลง

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรกระแสต่อต้านทักษิณรุนแรงจริงๆ กระแสก็มาจากชนชั้นกลางในกรุงเทพนี่แหละ ผมเองก็ "เคย" คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่แล้วก็ต้องมาเปลี่ยนความคิด หลังจากอ่านบทความของ อ.อภิชาต (อ.ผมเอง) แกบอกว่าคนกรุงเทพ เป็นคนไม่มีจุดยืน ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้ตามจุดหมาย เป็นคนปากอย่างใจอย่าง

จำได้ไหม เราเคยเห็นด้วยกับการฆ่าตัดตอน (พวกค้ายาเหรอ ฆ่ามันไปเลยดีสาสมกับบาปกรรมแล้ว) เราไม่ค่อยชอบกับการยกพวกมาประท้วงของสมัชชาคนจนแต่เราก็จะเอาใจช่วยแม่ใหญ่ไฮ (ทั้งที่ตอนแกยายไฮ แกก็มาประท้วงกับสมัชชาคนจนนี่แหละ) คนยากจนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับ ยายไฮ ยังมีอีกมากแต่เราก็รังเกียจ เพราะปัญหามันใหญ่เกินไป แก้ยากเกินไป เราชอบอะไรฉาบฉวยซึ่งทักษิณก็ดูเหมือนจะจับจุดนี้ได้ จึงให้ยงยุทธ เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา 25 ปี ของคนจนคนหนึ่งภายในชั่วข้ามคืน (อ้าวแล้วคนจนอีกนับพันในสมัชชาคนจนนั่นล่ะ?)

ยอมรับเสียเถิดว่า เรานั้นเป็นคนอย่างไร เราถึงได้ผู้นำแบบทักษิณมา

ผมมานั่งครุ่นคิดถึงคำพูดในหลวงที่ท่านได้พระราชทานเนื่องในวันเฉลิมฯท่านพูดถึง มาตรฐานซ้อน (double standard) มาตอนนี้ ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาเฉยๆ เมื่อตระหนักได้ว่า ท่านไม่ได้กำลังว่าผู้นำรัฐบาล แต่ท่านเตือนสติคนไทย ท่านเตือนสติสังคมไทย ท่านเตือนพวกเราเองนี่แหละ

ลองอ่านบทความนี้ดูครับ
Corruption of the mind

ช่วงนี้ ผมเจอกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง แล้วเรื่องเหล่านี้ ก็เป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องช่วยกันคิดช่วยกันแก้ (แก้ไขไม่ได้ตระหนักบ้างก็ยังดี)

ตั้งแต่ปัญหาเรื่องเชื้อชาติในแถบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านหรือปัญหาเรื่องผู้หญิงไทยยากจน ต้องบินไปเสนอตัวเป็นภรรยาให้กับคนอเมริกันหรือคนเยอรมัน หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องที่เราเริ่มชินชากับปัญหาทุจริต(ในบทความที่ให้ลิงค์ไว้)

เรื่องพวกนี้ไม่ได้แก้ไขได้ในช่วงข้ามคืน แต่มันก็จะยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ถ้าเราทำเป็นลืมปัญหาพวกนี้ แล้วกวาดเก็บมันลงไปเก็บไว้ใต้พรม เหมือนที่เราเคยทำๆกันมา

อย่างน้อยการเปลี่ยนทัศนะคติเหล่านี้ อาจจะทำให้สังคมเรายกระดับขึ้นเพราะมันจะสะท้อนออกมา เป็นปฏิกริยาทางการเมืองที่ละเอียดรอบคอบ และสุขุมขึ้น กับปัญหา และกับนักการเมือง ในอนาคตเราอาจจะได้นักการเมืองที่ยกระดับขึ้นด้วย เพราะสุดท้าย นักการเมือง ก็เป็นภาพสะท้อนของประชาชนนี่แหละ

อย่างน้อยก็อย่าลืมไปว่า ที่เราลงโทษปชป เพราะเหตุที่เราทนไม่ได้เนื่องจาก ปชป ไปผูกตนเองเข้ากับระบบราชการ ที่ล้าหลัง และเชื่องช้าแถมยังเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น เราจึงต้องการเลือดใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ๆ ซึ่งคำตอบก็คือทรท

มองลึกๆ ทรท ก็พยายามปฏิรูประบบราชการตามที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน หลายด้านจริงๆ แต่ทุกอย่างต้องมีต้นทุน ต้นทุนของทรท ก็คือขุมข่ายกำลังของชินและเขาเองก็ไม่มีวันที่จะทำอะไรโดยไม่ได้ผลตอบแทน เพราะแม้แต่คนไร้เดียงสาก็ยังรู้ว่า ส่วนหนึ่งที่เขาตัดสินใจเข้ามาอยู่ในระบบการเมือง ก็เพื่อข้ามหัวระบบราชการ เนื่องจากธุรกิจหลักของเขาเป็นระบบสัมปทาน การที่จะก้มหัวให้นักการเมืองตลอดเวลา นอกจากธุรกิจจะไม่แน่นอนแล้ว มันยังเสียความรู้สึกอีกด้วย

เราได้การปฏิรูประบบราชการ แต่เราก็ต้องจ่ายต้นทุนที่เราต้องจ่ายไป

อย่าได้หวนกลับเป็นแบบเดิมอีก (กลับไปพึ่งพิงระบบราชการอีก) เรามีแต่จะต้องเดินต่อไปข้างหน้า สุดท้าย เราต้องการนักการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ มีความสามารถ รู้เท่าทันสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ มีความสามารถในการนำ และสามารถสร้างความสมานฉันท์ในชาติให้เดินไปข้างหน้าได้

เราจะทำได้ ก็โดยพยายามอย่าใช้อารมณ์ ใช้เหตุผลให้มากขึ้น และตระหนักถึงปัญหาโครงสร้างระยะยาว

ผมไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายมันจะก่อให้เกิดผลอย่างไร แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่อย่างน้อยผมก็ทำได้ และได้ทำ คือเตือนสติพวกเรากันเอง

5 Comments:

Anonymous Anonymous said...

Post comment ได้นะครับ

June 2, 2004 10:04 PM  
Blogger sahai_sikkha said...

จริงๆ ก็ยังไม่จบเสียทีเดียวนะครับ แต่ก็โอเคสื่อออกไปได้พอสมควรแล้ว

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อออกไปมากกว่านี้คือ

ในแง่เชิงจริยธรรมของ การทุจริต ซึ่งในบทความที่ให้ลิงค์ไปนั้นค่อนข้างสื่อได้ชัดเจน และตรงกับใจที่ผมคิดไว้

ประการหนึ่งผมยังคงมีความสับสน (ต้องยอมรับ) และไม่แน่ใจว่า วิถีแห่งการทุจริต ที่ยอมรับได้บ้างนั้น มันจะดีหรือไม่ คำตอบในลิงค์นั้นดูเหมือนจะบอกว่าไม่ได้ จิตใจส่วนลึกก็บอกว่าไม่ได้

ยิ่ง อาจารย์ป๋วย (อี๊งภากรณ์) ถ้าท่านมีชีวิตอยู่ คงไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าท่านจะพูดว่าอย่างไร

ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่ง
จอมพล ถ. ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง
ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง
ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ

ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี
ไม่ควรมีการค้ามาสมาน
อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ
สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว

ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า
หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว
กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว
หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า

บุคคลผู้นี้ ไม่เคยแสวงหาอำนาจ ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ไม่เคยเห็นแก่อามิสสินจ้าง มีเพียง ความชื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน มีเพียงความรักชาติอย่างพร้อมจะสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแม่ มีเพียงความจริงใจ ให้แก่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง มีเพียงความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ยอมก้มหัวให้แก่อำนาจ อธรรมฝ่ายใด มีเพียงความปรารถนาดีและความรักเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก ชายชราผมสีดอกเลาท่าทางใจดี จะเป็นตำนาน อยู่ในใจของผู้คนไปชั่วนิรันดร์

===

อยากจะระบายความในใจว่า ตอนนี้เวลานี้ ผมกำลังเผชิญอยู่กับทางเลือกแบบนี้แหละ และมันก็ช่างเลือกได้ยากเสียจริง อยากเป็นอย่างตัวเอกในเรื่อง saint of a woman ที่ท่านนายพันชมว่า "ความภูมิใจที่แท้จริงของแบรดแมนนั้นคือ การที่เขาสามารถเลือกหนทางที่ถูกต้องโดยไม่ลังเล แม้ว่ามันจะส่งผลกระทบในด้านลบกับเขาก็ตาม ทางเลือกที่เลือกได้อย่างลำบาก แม้ว่าตัวผมเองก็หากอายุเท่าเขา ก็คงลังเลและคงไม่เลือกสิ่งที่เขาทำ"

ครับ, ชีวิตนี่ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย

June 2, 2004 10:56 PM  
Blogger ming-ki said...

ขอตอบคร่าว ๆ นะคะ งานเยอะมาก

ตัวมิ้งเอง เห็นว่า จริงอยู่ที่อาจมีการโกงกิน อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องบ้าง แต่ระบบการเมืองของไทยก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อยู่แล้ว แต่เผอิญ ยุคนี้ข่าวสารมันมีอิสระมากขึ้น ส่งผ่านง่ายขึ้น คนก็เลยเห็นชัด และเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาง่ายกว่าเมื่อก่อน อ่าน ๆ ดูจะบอกว่านายก ไม่ดี ทำอะไรไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ได้ เหมือนที่บทความว่า ปัญหามันเกิดมาเป็นสิบ ๆ ปี กว่าครึ่งศตวรรษ จะให้แก้ในชั่วข้ามคืนจะทำได้อย่างไร ทุกอย่างต้องใช้เวลากันทั้งนั้น ไหนจะทุนที่รัฐบาลต้องจ่าย (ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีเงินมากพอที่จะแก้ให้เกิดพัฒนาการได้รวดเร็ว หรือมีประสิทธิผลอยู่แล้ว) ไหนจะการจัดสรรตัวคน/ หน่วยงานที่จะมาแก้ปัญหา แล้วไหนจะขนาดของประเทศอีก (เป็นแบบสิงคโปร์ก็ว่าไปอย่าง) เคยคิดเองเล่น ๆ ว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านเมืองอาจจะเจริญก้าวหน้ามากกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้ศรัทธา absolutism มากขนาดนั้นก็จริง แต่แง่หนึ่งก็คือว่าตัวเจ้าผู้ปกครองเองเคยชินกับการมีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ทำให้หมดปัญหาการตักตวงทรัพยากรไปเพิ่มเพื่อประโยชน์ของตัวในระดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่เปลี่ยนแปลงมาปกครองขึ้นมา ไม่ได้เคยชินกับการมีอำนาจและทรัพยากรอยู่ในมือ จะทำให้กระหายอำนาจ/ ทรัพยากรมาก จึงวุ่นวายอยู่กับการเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้ และต้องสนใจการถ่วงสมดุลอำนาจในเวลาเดียวกันจนลืมที่จะพัฒนาประเทศ (แรงไปไหมนี่ ทฤษฎีนี้)



กลับมาเรื่องเดิมนิดนึง คนเราต่างความคิดกัน หลายอย่างจะมองเป็นดีก็ได้ เป็นร้ายก็ได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับคนในวงกว้าง ความคิดตอบสนองมันก็ยิ่งหลากหลาย จะมองว่าทำดี ทำถูก จะมองทำไม่ดี แย่ก็ได้เหมือนกัน ระดับความต้องการการตอบสนองต่อปัญหาก็ต่างกัน พวกก้าวหน้าก็มองว่ายังไม่พอ พวกอนุรักษ์ก็มองว่าทำเกินไป ทำอย่างไรก็ไม่สมดุลหรือทำให้ทุกคนพอใจได้แน่

ปัญหาคือ เราต้องมองเป็นกลาง และดูด้วยเหตุผล พิจารณาด้วยสติ ไม่ใช่แค่ไปติอย่างเดียว ไม่งั้นลองทำออกมาก็ได้ว่าในสมัยรัฐบาลชาติชาย หรือจะไล่มาตั้งแต่จอมพลทั้งหลายเลยก็ได้ว่าไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร จะใช้ critical mind ก็จะต้องดูความเป็นไปได้ ไม่งั้นกลายเป็นมือไม่พายเอาเท้าราน้ำไปวัน ๆ เราทำเองก็อาจจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ถ้าโกงกินจริง แต่ว่าได้ทำประโยชน์ให้ประเทศบ้าง มันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปไม่ใช่เหรอคะ ทุกอย่างเป็นเรื่องของประโยชน์ทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ แต่ขอถ้าเขารับไป และทำบางอย่างตอบแทนกลับมาก็พอ

ปล. ได้อ่านเรื่อง Corruption of the mind สรุปใจความสำคัญได้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือภาวะ normalisation - การที่มองว่าการโกงกินเป็นเรื่องปกติในสังคมไปน่ากลัวนะคะ สังคมที่เราอยู่มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ จะไปว่ายน้ำทวนกระแสหรือเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงก็คงยากเอาการอยู่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นสภาพที่เราเผชิญอยู่จริง และเราแยกหนีจากมันได้่ยาก จริง ๆ แม้เราจะ้ต้านการ Corruption แต่ในระดับหนึ่งเราก็ทำสิ่งเหล่านั้นไปโดยไม่รู้ตัว ลูกนายกสอบเข้ามหาลัยแล้วมีเรื่องข้อสอบรั่ว เรามองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะเป็นการ corrupt อำนาจ แต่ถ้าเราจะทำเอง จะฝากลูกเข้าโรงเรียนดัง ๆ โดยใช้เส้น ผ่านผู้ใหญ่ หรือฝากเข้าที่ทำงานดี ๆ อ๊ะ... เพิ่งมารู้ตัวว่านอกเรื่องไปเป็นเรื่อง connection และระบบอุปภัมภ์แล้ว ไปดีกว่า
ก่อนไปขอสรุปว่า มันค่อนข้างยากที่จะเอาตัวออกจากระบบที่เรามีอยู่เป็นอยู่ หวังว่าเราจะต้านกระแสได้ แม้ไม่ใช่ด้วยการกระทำก็เป็นจิตสำนึกก็ยังดี

June 4, 2004 9:14 AM  
Anonymous Anonymous said...

ขอบคุณนก ที่เข้ามาตอบ blog ผีสิงแห่งนี้ (เพิงโหยหวน) ^^ เพราะไม่เห็นคนอื่นเข้ามาเลย จริงๆ post comment นี่ไม่ต้องลงทะเบียนก็ได้นะ ใช้ anonymous เอา แบบนี้แหละ

ส่วนเรื่องระบบอุปถัมป์ของสยามเรานั้น ...

เหอๆ เรื่องนี้มันต้องว่ากันยาววววว เดี๋ยวรอติดตามกันดีๆ ครับ งานนี้จะลากใส้ลากพุงกันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์สมัยขอมโน่นเลย

แล้วจะรู้ว่า อ้อ ที่แท้มันก็อย่างนี้นี่เอง

June 6, 2004 10:24 PM  
Blogger jengly said...

แวะมาดูเพิงโหยหวน :p

June 19, 2004 11:24 AM  

Post a Comment

<< Home