Sunday, November 13, 2005

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

หนังสือเล่มล่าสุดของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ชื่อว่า "พิศการเมือง" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks ได้รับการชื่นชมจากคอลัมนิสต์หลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร ที่เขียน "พิศเอนก" ในคอลัมน์ร่มรื่นในเงาคิด ของมติชนสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่บทความชื่นชมในเนชั่นสุดสัปดาห์เช่นกัน


รูปจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

คงจะไม่ใช่เหตุบังเอิญที่ แม้คนเขียนจะอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้ทางการเมือง ไม่ว่าจากการนำพรรคมหาชนประสบกับความปราชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปี 2548 โดยได้รับเลือกตั้งเพียง 2 ที่นั่ง จากที่เคยเก็งกันว่าจะได้รับเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 20 ที่นั่ง จนกระทั่งนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชนในเวลาต่อมา

แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จะหมดไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น

ตรงกันข้ามนี่น่าจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญของเขาต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญของสังคมไทย

"พิศการเมือง" ให้ภาพสรุปการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเริ่มแรกของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะสส บัญชีรายชื่อ และตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จนกระทั่งก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และกระทั่งสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชน

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มักจะเน้นย้ำความคิดของเขาเสมอว่า ลำพังเพียงอุดมการณ์หรือนโยบายที่ดี แต่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ โดยผ่านกระบวนการของพรรคการเมืองได้ ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขาเข้าใจถึงข้อจำกัดและดุลยภาพระหว่างอุดมการณ์กับโลกของความเป็นจริง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ฉายภาพให้เห็นอย่างชัดแจ้งโดยเฉพาะเรื่องของความจำเป็นและความเกี่ยวข้องกันระหว่าง เงินทุน , ระบบอุปถัมป์, นักการเมือง และความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน

แนวคิดและนโยบายของคุณเอนก มีหลายประการที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น นโยบายสมุทรศาสตร์ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงระหว่างอินเดียทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และจีนทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค รวมไปถึงการนำเสนอแนวทางสวัสดิการก้าวหน้าแทนที่นโยบายประชานิยมที่พรรคไทยรักไทยนำเอามาใช้หาเสียงอย่างได้ผลจนกระทั่งพรรคการเมืองอื่นๆต้องนำไปเลียนแบบ หรือแม้แต่การให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นและการให้ความสำคัญกับประชาสังคม

คุณเอนกมีความเข้าใจ ในเรื่องของสภาพสังคมและการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเคยทำงานวิจัยจนได้ออกมาเป็นงานเขียนทางวิชาการเรื่องสองนคราประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของประชาชนในสังคมไทยที่แบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มคนในเมือง และกลุ่มคนในชนบท โดยที่กลุ่มคนในชนบทจะเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสกว่า ดังนั้นจึงมักจะสนับสนุนรัฐบาลที่มีแนวโน้มใช้ระบบอุปถัมป์ (โดยผ่านทางนักการเมือง)กับคนเหล่านี้ ซึ่งด้วยเหตุที่คนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ จึงเป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคการเมืองและนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล แต่คนในเมืองก็มักจะมีความไม่พอใจกับรัฐบาลเพราะรัฐบาลมักจะออกนโยบายที่เอาใจคนในชนบท (และมีแนวโน้มที่จะคอรัปชั่น) และมักจะเป็นกลุ่มที่ออกมาล้มรัฐบาล

แม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะถูกจัดตั้งด้วยคะแนนเสียงจากทั้งคนในชนบทและในเมืองอย่างท่วมท้น จนดูเหมือนว่า ทฤษฎีนี้จะไม่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ได้ แต่ปัจจุบันการที่รัฐบาลทักษิณสมัยที่สองต้องพ่ายแพ้ให้กับการเลือกตั้งในสามจากสี่เขต และกระแสความไม่พอใจของคนในเมืองเริ่มก่อตัวขึ้น ก็กำลังเป็นบทพิสูจน์ในทฤษฎีนี้อีกครั้ง

=====

ผู้เขียนเคยวิเคราะห์การเมืองไทย โดยจำลองรูปแบบมาจากยุคสมัยสามก๊กในเมืองจีน ก็เห็นว่า

คุณทักษิณนั้นเปรียบเทียบได้กับโจโฉ เพราะครองอำนาจเสียงส่วนใหญ่ได้เด็ดขาด และมีลักษณะรวบอำนาจและเด็ดขาดคล้ายๆกัน เหมือนกับที่โจโฉสามารถครองดินแดนทางเหนือ (หลังสงครามอ้วนเสี้ยว) ได้เด็ดขาด

ในขณะที่คุณอภิสิทธิ์เปรียบเทียบได้กับซุนกวน ซึ่งก็ของเสียงส่วนใหญ่ในภาคใต้เหมือนๆันกัน และสืบทอดอำนาจต่อจากซุนเกี๋ยนผู้บิดา และซุนเซ็กผู้พี่ ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับการสืบทอดจากคนชวน และคุณบัญญัติซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เพียงชั่วคราว

ในขณะที่ที่โจโฉเคลื่อนทัพลงใต้และยึดได้เกงจิ๋ว จนกระทั่งกำลังเตรียมพลเข้าตีกังตั๋งนั้น เล่าปี่ผู้ซึ่งต่อไปในอนาคตจะได้เป็นหนึ่งในผู้นำของสามก๊ก ยังเป็นเพียงขุนพลไร้กำลัง ไร้ดินแดน ต้องระหกระเหิน เร่ร่อนเอาตัวรอดไปวันๆ ครั้งสุดท้ายก็ถูกโจมตีจากทัพวุ่ยของโจโฉจนกระทั่งต้องสูญเสียภริยาคนหนึ่ง จนต้องลี้ภัยไปอยู่ที่กังแฮซึ่งเป็นเมืองของเล่ากี๋ผู้เป็นลูกของเล่าเปียว

แต่การณ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่จากมันสมองของกุนซืออัจฉริยะนามขงเบ้ง ที่ฉวยโอกาสระหว่างการศึกระหว่างวุ่ย (โจโฉ) และง่อ (ซุ่นกวน) แนะนำให้เล่าปี่ยึดเกงจิ๋วและขยายอำนาจไปยังเสฉวน ก่อให้เกิดดุลย์อำนาจระหว่างสามมหาอำนาจคือ วุ่ย ง่อ และจ๊ก บังเกิดขึ้นเป็นสามก๊กในที่สุด

ในความเห็นของผู้เขียน สถานการณ์ทางการเมืองของคุณเอนก คล้ายคลึงกับเล่าปี่อย่างยิ่ง อีกทั้งเสน่ห์ (charm) เฉพาะตัวของคุณเอนกก็สามารถดึงดูดคนที่มีความสามารถให้เข้ามาร่วมอุดมการณ์ได้ ทั้งที่ปราศจากอำนาจทางการเงินและการเมือง ไม่แตกต่างจากเล่าปี่แม้แต่น้อย

แต่สถานการณ์ของคุณเอนก จะสามารถเปลี่ยนแปลงแผ่นดินดังที่เล่าปี่ทำได้ในสมัยสามก๊กหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะนอกจากจะยังไม่เห็นวี่แววของนักยุทธศาสตร์ระดับเดียวกับขงเบ้งแล้ว การทำศึกการเมืองในปัจจุบัน ก็ยังต้องอาศัยกระสุนทุนและนักเลือกตั้งจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่คุณเอนกเองก็ได้เขียนลงไปในหนังสือ "พิศการเมือง" นั่นเอง

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทาง เพราะเมื่อดูแนวโน้มของการเมืองปัจจุบันก็จะเห็นว่าคะแนนเสียงของไทยรักไทยก็เริ่มลดน้อยลง ซึ่งครั้งนี้ลดลงมากกว่าครั้งสมัยที่คุณเอนกก่อตั้งพรรคมหาชนมากนัก ถึงกับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับหนึ่ง และเอาเข้าจริงคนก็ยังมองว่าประชาธิปัตย์ปัจจุบันก็ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ดี

Hint ที่น่าสนใจสำหรับการ "แบ่งแผ่นดินออกเป็นสาม" สำหรับคุณเอนก น่าจะอยู่ที่ การผสมผสานข้อดีของการทำงานที่ผ่านมาของไทยรักไทย (เช่นการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ) และการผสมผสานบทบาทของท้องถิ่นและประชาสังคมเพื่ออุดช่องว่างของระบบตลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คุณเอนกมีความรู้อยู่แล้ว

เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นของ "งานปัจเจกชน" เช่นสื่อสมัยใหม่ ซอฟต์แวร์สมัยใหม่ ซึ่งอาศัยประชาสังคมแบบออนไลน์ เรื่องแบบนี้กำลังสั่นคลอนอำนาจของกลุ่มทุนสมัยเก่ามากขึ้นทุกที

รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและประชาสังคมออนไลน์แบบนี้ ต่างก็รู้ทันทั้ง "ทักษิณ" และ "สนธิ" ทั้งนั้น หมายความว่า ไม่ถูกชักจูงได้ง่าย ซึ่งก็คือเป็นคนระดับคุณภาพและน่าจะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติต่อไปได้ในอนาคต

คุณเอนกจะสามารถผสมผสานเรื่องราวเหล่านี้ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศ เพื่อนำพาไปสู่ทางเลือกที่สามอย่างที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

จะเป็นจริงแค่ไหนขึ้นอยู่กับใจของคนที่ชื่อ เอนก เหล่าธรรมทัศน์เอง!

Monday, October 03, 2005

มุ่งการณ์ใหญ่ แต่ใจปล่อยวาง

ใกล้จะปลายปีแล้ว ชีวิตคงพ้นพันธะหลายๆอย่าง มองเห็นจุดมุ่งหมายในอนาคตมากขึ้น จิตใจคงต้องรับกับภาระกิจที่จะมีเข้ามาในอนาคตอีกมาก กำลังใจนั้นยังมั่นคงอยู่ แต่ก็ต้องระมัดระวังช่วงเวลาตามทางเหมือนกัน ไปเห็นคำปรารภของท่านเจ้าประคุณอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ซึ่งตรงกับที่ท่านเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับแนวทางการสร้างสวนโมกข์ จึงขอจำมาเป็นข้อคติเตือนใจ

======

เราไม่สามารถถึงกับพลิกแผ่นดิน
เราสามารถเพียงทำไปเรื่อย ๆ ตามสติกำลัง
มีผลเท่าไรก็เอาเท่านั้น
แต่เราหวังอยู่ว่า
การกระทำด้วยความจงรักต่อพระสาสนาของเรานี้
อาจมีคนเอาไปคิดไปนึก
แล้วอาจมีคนทำตามมากขึ้น
จนกระทั่งผู้มีอำนาจท่านทำ หรือประชาชน ทั้งโลกพากันทำ
มันก็อาจมีการพลิกแผ่นดินได้เหมือนกัน
แม้เราจะไม่ได้พลิกเอง ผลก็เท่ากัน
เราคงยังเจียมตัว และไม่ต้อง อกแตกตายเพราะข้อนั้น



บางตอนจาก “มาตุบูชานุสรณ์ : รำพึงเพื่อเป็นที่ระลึกแด่แม่ผู้ล่วงลับไปแล้ว”
ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ปีที่ ๑๖ เล่ม ๓ สิงหาคม ๒๔๙๑

Thursday, September 22, 2005

บันทึกข้อเท็จจริงที่ตันหยงลิมอ

ความฝันอันสูงสุด
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง: ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทนง

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร
ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา
ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป

นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง
หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทยฯ

-----
Fact on case Naradhivad 20.Sept.2005

รูปจาก MGR Online



-----

Insight story at kom chat luek

ปฏิบัติการช่วยนาวิกโยธิน...ผิดแผน!
หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้อยู่ในระดับที่ "คุกรุ่น" มานาน จู่ๆ ก็เกิด "แรงปะทุ" ครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้ากราดยิงเข้าใส่ร้านน้ำชา เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 20 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บไปอีก 3 คน โดยชาวบ้านจำได้แม่นว่า คนร้ายใช้ "รถกระบะสีเทา" เป็นพาหนะ

ม่านควันปืนจางไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจก็เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที โดยมีทหารหน่วยนาวิกโยธินทั้งสองนายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ด้วย

ระหว่างนั้นเริ่มมีสัญญาณ "ความผิดปกติ" เกิดขึ้น เมื่อมีเสียงตีเกราะเคาะไม้คล้ายจะเรียกชาวบ้านให้มารวมตัวกันดังอื้ออึงขึ้น ฝ่ายทหารและตำรวจ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รู้โดยสัญชาตญาณว่า อีกไม่ช้าจะเกิดการรวมตัวของชาวบ้านขึ้น จึงพากันล่าถอยออกจากพื้นที่ เพราะเกรงจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น

ฝ่ายนาวิกโยธินทั้งสองนายก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน จึงรีบถอยกลับ แต่เคราะห์ร้ายที่ "รถเก๋งสีน้ำเงิน" เกิดเสียระหว่างทาง จึงถูกกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันอย่างรวดเร็วจับไว้ตัวประกัน !

ต่อมาทหารหน่วยข่าวในพื้นที่ทราบเหตุการณ์จึงรายงานด่วนถึง พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.กอ.สสส.จชต.) พล.ท.ขวัญชาติ จึงสั่งให้จัดตั้ง "วอร์รูม" ขึ้นทันที โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระดมสมองทั้งคืน

เหตุการณ์สลายม็อบที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาอีกครั้ง เพื่อให้การช่วยเหลือตัวประกันครั้งนี้เป็นไปด้วยความรอบคอบที่สุด ระหว่างนั้นกำลังพลทุกส่วนถูกสั่งการให้พร้อมปฏิบัติการเต็มที่

ในค่ำคืนแห่งความตึงเครียด แม้จะยังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่ พล.ท.ขวัญชาติ ซึ่งติดภารกิจในช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน ได้สั่งการให้ชุดทำงานทั้ง 3 ชุด แยกไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

ชุดแรก ได้สั่งการให้ พล.ต.พิเชษฐ์ วิสัยจร รองแม่ทัพภาคที่ 4 และปลัดจังหวัดนราธิวาส เข้าไปปฏิบัติการในการเจรจาต่อรองกับประชาชนในพื้นที่

ชุดที่สอง มี พล.ต.พงษ์ศักดิ์ อินทรวงศักดิ์ ในฐานะเลขาฯ กอ.สสส.จชต. มีหน้าที่ประสานงาน และคอยติดตามอำนวยความสะดวกในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

ชุดที่สาม ได้สั่งการให้นำ "เครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กควบคุมระยะไกลโดยไม่ใช้นักบิน" (Unmanned Aerial Vehicles) หรือ UAV เข้าร่วมปฏิบัติการบินตรวจการเพื่อจับภาพผู้ชุมนุม โดยถ่ายทอดสดผ่านเข้าไปยัง กอ.สสส.จชต. เพื่อประเมินสถานการณ์ทุกระยะ

หลังปฏิบัติภารกิจเสร็จ พล.ท.ขวัญชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางมายังวอร์รูม เพื่อติดตามการถ่ายทอดสดจากการจับภาพเครื่องบิน UAV ที่กำลังถ่ายอยู่ และมีการประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียด

จากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศพบว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการวางแผน และเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยใช้เวลาในการเตรียมการมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มีการวางตะปูเรือใบและขอนไม้ ซึ่งเป็นท่อนซุงขนาดใหญ่เพื่อสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ไว้ถึง 3 เส้นทาง

เมื่อประมวลข้อมูลได้เป็นรูปเป็นร่าง แผนปฏิบัติการถูกแบ่งเป็น 3 แนวทาง

แนวทางแรก ได้จัดเตรียมกำลังจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษกว่า 100 นาย พร้อมรถจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว จำนวน 1 กองร้อย เพื่อเตรียมพร้อมในการชิงตัวประกัน

แนวทางที่สอง ใช้เฮลิคอปเตอร์รุ่น "แบล็คฮอว์ค" เพื่อโรยตัวหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าช่วยเหลือ

แนวทางที่สาม ปฏิบัติตามคำเรียกร้องของชาวบ้านที่อยากให้นักข่าวมาเลเซียมาทำข่าว โดยส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับนักข่าวพิเศษแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีประมาณ 4-5 คน เข้ามาทำข่าว

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่กำลังชั่งน้ำหนักเพื่อจะเลือกแผนปฏิบัติการอยู่นั้น เหตุการณ์ในพื้นที่กลับรุนแรงขึ้น โดยคนร้ายได้สร้างสถานการณ์ปลุกระดมชาวบ้านจาก 300 คน เป็น 500 คน กระทั่งเป็น 700 คน โดยปลุกระดมเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่ากำลังทหารกำลังเข้ามาแย่งชิงตัวประกัน

จากนั้นคนร้ายจึงได้มีการ "สับแผน" โดยให้กำลังเสริม ซึ่งเป็นหญิงที่คลุมผ้าปกปิดใบหน้าเข้ามาแอบแฝงปะปนกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

เมื่อทราบว่า คนร้ายเปลี่ยนแผน และเตรียมจะโจมตีเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ จึงมีการสั่งให้ถอยกำลังกลับมา เพราะกลัวว่าจะเป็น "แผนลวง" ประกอบกับ "หน่วยเหนือ" ที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดพิจารณาแล้วว่าไม่อยากให้ใช้ความรุนแรง เพราะเกรงจะซ้ำรอยเหตุการณ์สลายม็อบที่ตากใบ

สุดท้ายทหารทั้งสองนายก็ต้องตกเป็นเหยื่อ "แผนปลุกผี" ให้ชาวบ้านเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ !?

แหล่งข่าวทางทหารในพื้นที่ วิเคราะห์ที่มาของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการแบ่งกลุ่มการปฏิบัติครั้งนี้ออกเป็นชุดย่อย จำนวน 3 ชุด เพื่อแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน

ชุดแรก มีหน้าที่ปลุกระดมให้ชาวบ้านต่อต้านเจ้าหน้าที่

ชุดที่สอง ใช้ผู้หญิงเป็นแนวร่วม ซึ่งใช้ผ้าคลุมปิดบังหน้าตาเบี่ยงเบนสถานการณ์ โดยลวงชาวบ้านว่า ทหารกำลังปิดล้อมหมู่บ้าน จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้กลุ่มโจรเข้าทำร้ายทหารจนเสียชีวิตในที่สุด

ชุดที่สาม มีหน้าที่ตรวจเช็คอาวุธต่างๆ ที่วางไว้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เช่น ตะปูเรือใบ และคอยรายงานความเคลื่อนไหวส่งตรงไปยังหน่วยบัญชาการ

นับว่าเป็นแผนการที่ "รัดกุม" และ "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะสามารถสังหารเจ้าหน้าที่รัฐได้ตามแผนแล้ว ยังเป็นการ "ยั่วยุ" ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างแหลมคม ซ้ำยังมีความพยายามยกระดับความรุนแรงให้เป็นสากลอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องระมัดระวังในการ "เดินแต้ม" ให้จงหนัก เพราะหมากเกมนี้ "เดินพลาดตาเดียว...แพ้ทั้งกระดาน" !!!

Thursday, September 15, 2005

หนทางแห่งความถูกต้องมักยากลำบากเสมอ

ยามใดรู้สึกท้อถอย ยามใดรู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากนัก ขอให้นึกถึงคำพูดของเคนอิชิโร่เอาไว้ บทพิสูจน์การเดินทางที่ลัดสั้นผิดพลาดก็มักจะมีปรากฎให้เห็นเสมอว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย When the empire strike back #1 และ #2

"ข้าไม่เคยนึกย้อนเศร้าเสียใจเส้นทางที่ข้าเลือกเดินมาเลย..." เคนอิชิโร่พูดขึ้น "...ถ้ามีเส้นทางสองเส้น เส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง แต่เต็มไปด้วยขวากหนามยากลำบาก ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางที่ชั่วข้าเลวทราม แต่ปูไว้ด้วยไหมพรม..."

"ข้ายินยอมเลือกเส้นทางแรกโดยไม่ลังเลใจเลย...ต่อให้มันจะยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เหน็ดเหนื่อยยากเข็ญจนแทบขาดใจ จนข้ารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตามทีเถิด" เคนอิชิโร่กล่าวเน้นยำคำพูดของเขา "ที่บ้านเกิดข้า เคยมีเรื่องเล่าว่า มีซามูไรคนหนึ่ง กล่าวอธิษฐานต่อดาวตกว่า ขอให้เขาพานพบความยากลำบากเจ็ดครั้ง ขอให้เขาพานพบกับอุปสรรคเจ็ดหน"

"นั่นมิได้หมายความว่าซามูไรผู้นั้น ขอให้ได้รับความยากลำบากแค่เพียงเจ็ดครั้งเจ็ดหน แต่มันหมายถึงว่า ...เขาได้ให้ความสำคัญกับการอุทิศตัวต่อการขัดเกลาและฝึกฝนตนเองอย่างถึงที่สุด เขาย่อมตระหนักดีว่า ไม่มีเส้นทางลัด หากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต"

"เพราะเขารู้ว่า ชีวิตย่อมต้องมีแต่การก้าวเดินฝ่าฟันอุปสรรคไปเท่านั้น จึงจะบ่มเพาะให้ผู้คนมีความแข็งแกร่งขึ้นมาได้!!"

When the empire strike back ตอนที่ 2

จากนั้นมา หลังการเลือกตั้ง (จริงๆก็ช่วงก่อนเลือกตั้งแล้ว) สนธิ และผู้จัดการก็เริ่มเปลี๊ยนไป๋ จากชื่นชมกระทั่งเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล ก็หันมาถล่มรัฐบาลเป็นชุดอย่างออกนอกหน้า จากแรกๆเริ่มติง เริมแนะ กลายเป็นแรงขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา

หากใช้สำนวนและแนวการเขียนอย่างคอลัมนิสต์ชื่อดังนามซ้อเจ็ดแล้ว สหายสิกขา ก็พอจะมี conspiracy theory ดังต่อไปนี้

ในระยะแรกกลุ่มการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่ม M ได้อานิสงส์จากรัฐบาล T อย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น พลเอก ช อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่, ท่าน ว เลขาธิการพรรคเดียวกัน รวมไปถึงกลุ่ม ว ที่ท่านเลขา ว สังกัดอยู่, และท่าน ช ซึ่งได้ดิบได้ดีไปเป็นกรรมการบอร์ดของรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่นับที่กลุ่ม M ได้เวลาของทีวีในสังกัดรัฐบาลมาหนึ่งช่อง ได้โฆษณาจากรัฐวิสาหกิจเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งธนาคาร และอื่นๆ

บังเอิญเหลือเกินที่อดีตผู้บริหารของธนาคารดังกล่าว ชื่อย่ออะไรก็ช่างเถอะ ถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ไปพัวพันกับกรณีการปั่นหุ้นของกิจการชื่อคล้ายๆสวนสาธารณะ ในครั้งนั้นอดีตผู้บริหารธนาคารแห่งนี้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับอดีตผู้ก่อตั้งกลุ่ม M มาก นัยว่ารายได้ส่วนหนึ่งก็มาจากงบโฆษณาของธนาคารดังกล่าวเยอะ จึงต้องแสดงอาการอุ้มออกสื่อ โดยไปชนกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีต่างๆนานาๆ ไม่ว่าจะเรื่องการทุจริต ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารงานผิดพลาด เรื่อยไปถึงเรื่องกระทั่งเจ้าหน้าที่ทุจริตเรื่องขโมยแบงค์ ก็เรียกร้องให้ผู้ว่าฯ ลาออก

แต่ปรากฎว่าผู้ว่าฯ คนนี้ก็อยู่ได้ด้วยฝีมือ ในเมื่อไม่เห็นทางแล้ว ก็เลยเดินแผนสองคือเสี้ยมให้ชนกับ T

แต่น่าเสียดายที่ปรากฎว่าไม่รู้ว่าลึกๆแล้ว ผู้ว่าฯกับ T นั้นในช่วงหลังกลับทำงานเข้าขากันมากขึ้น สำหรับผู้บริหารสูงสุดอย่าง T แล้วจะเลือก CFO อย่างผู้ว่าฯ กับลูกกระจ๊อกอย่างอดีตผู้บริหารธนาคารนั้นจะให้เลือกใครคงแทบไม่ต้องคำนวณ แถมยังไม่นับว่าตนเองเป็นคนแต่งตั้งผู้ว่าฯคนปัจจุบันเข้ามา แทนผู้ว่าฯคนเก่าที่ตนปลดไปกับมือ จะให้ปลดซ้ำปลดซ้อนก็กระไรอยู่

มาระยะหลัง ผู้อาวุโสที่คุ้มหัวอย่างนายพล ช เกษียณอายุทางการเมือง กลุ่ม ว และอดีตเลขา ว ถูกปลดจากตำแหน่งเรียบเพราะเหตุผลพ่ายแพ้การเลือกตั้งในเขตที่เคยเป็นของตนเอง (อะไรไม่เจ็บใจเท่า ขนาดพรรคการเมืองภาคกลางยังอุตส่าห์ไปแซะที่นั่งมาได้ด้วย ใช่ว่าจะเสียให้กับพรรคฝ่ายค้านอย่างเดียว)

นับแต่นั้นเป็นต้นมากลุ่ม M ก็เริ่มแผนแตกหักกับรัฐบาล T ทันที

เริ่มตั้งแต่

คอรัปชั่น

ญาติพี่น้องโกง

รัฐมนตรีโกง

บริหารประเทศผิดพลาด กรณีน้ำมัน

กรณีการแปรรูป ปตท

กรณีการแปรรูป กฟผ

กรณี หลวงตาบัว

กรณี สังฆราช

และล่าสุดเรื่องไหนก็ปลุกกระแสไม่ขึ้น จึงต้องใช้ไม้ตาย ด้วยการอ้างอิงถึง การละเมิดพระราชอำนาจ โดยการอ้างถึง กรณีวัดพระแก้ว กรณีประชุมครมเขาพนมรุ้ง กรณีตั้งสมเด็จสังฆราชองค์ที่สอง กรณีคุณหญิงจารุวรรณ และกรณีโผทหาร จนกระทั่งมาพีคในบทความเรื่องของ

ลูกแกะหลงทาง

ก็ได้ผลทันตาเห็น ปลุกกระแสเลือดรักในหลวงแห่กันมาเต็มหอประชุมที่ธรรมศาสตร์ เป็นวิธีลัดสั้นและรวดเร็วที่สุด หากต้องการล้มใครสักคน แต่คงต้องบอกว่าขอแสดงความเสียใจเมื่อเบื้องบนไม่ใคร่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแสดงสัญญาณมิให้องคมนตรี และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าร่วมเป็นองค์ปาฐกในงานดังกล่าว

งานนี้ต้องเรียกได้ว่าตัวเองเปิดช่อง เปิดคางเอง สุดท้ายองค์ปาฐกจึงมีเพียง สนธิ ลิ้มทองกุล ประมวล รุจนเสรี และ แก้วสรร อติโพธิ์ เข้าร่วมเท่านั้น เรียกได้ว่าความชอบธรรมลดฮวบไปพอสมควร

และเป็นช่องให้เกิดการอ้างเบื้องสูงบ้าง มาถอดรายการออกเช่นกัน

ปลดฟ้าผ่า! "เมืองไทยรายสัปดาห์"

" ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา นายสนธิได้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์โดยกล่าวอ้างถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ครั้งล่าสุด เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2548 ตลอดเวลาของรายการยาวนานเกือบ 1 ชั่วโมง นายสนธิได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ ทั้งยังนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่อง พ่อของแผ่นดิน มาอ่านในรายการ มีเนื้อความบางช่วงพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้

โดยที่ตระหนักและคำนึงว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับกรณีข้างต้นนี้ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และมีผลกระทบต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดของประชาชนชาวไทย บมจ.อสมท ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ต่อไป ประธานกรรมการ (นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ) จึงได้ขออนุญาตเข้าพบ ราชเลขาธิการ (นายอาสา สารสิน) ในวันอังคารที่ 13 กันยายน 2548 ที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 09.00 - 10.15 น. โดยมีรองราชเลขาธิการ (นายสนอง บูรณะ) และเลขาธิการคณะองคมนตรี (นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์) ร่วมอยู่ด้วย จากการเข้าพบดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสำนักราชเลขาธิการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมอบหมายให้นายสนธิฯ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไปกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยายแต่ประการใดทั้งสิ้น"

สหายสิกขาไม่ใช่จะเป็น Innocense ทางการเมืองถึงจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย แต่ก็อยากจะบอกว่า เพราะคุณสนธิ ทำตัวเอง ไปใช้เส้นทางลัดสั้น แทนที่จะใช้เส้นทางที่ถูกต้อง ไม่นับว่าก่อนหน้านั้นตนเองอิงแอบกับผลประโยชน์ขนาดไหน

เพราะแบบนี้คุณสนธิ จึงขาดแนวร่วมอย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ลองสำรวจดูด้วยตัวท่านผู้อ่านเองหรอกหรือว่า เพราะเหตุใด พรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่นักวิชาการ "ขาประจำ" ทั้งหลาย จึงไม่ออกมาเป็นแนวร่วมกับคุณสนธิเท่าที่ควร ตรงกันข้ามกลับได้ยินเสียงตำหนิจากกลุ่มที่น่าจะเป็นแนวร่วมธรรมชาติเหล่านี้ด้วยซ้ำ

สหายสิกขาเองก็เคยแสดงความเห็นเรื่อง ความไม่ถูกต้องทางวิชาการในแง่บทวิพากษ์การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่เซี่ยงเส้าหลงพยายามกล่าวอ้างอย่างผิดๆหลายครั้ง หรือแม้แต่การดึงเอาเบื้องบนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง สองเรื่องนี้ผมจะนำมาฉายภาพให้เห็นชัดในวันหลัง

ณ ตอนนี้ ต้องขอจดจารบันทึกเอาไว้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เปิดคางไว้อย่างประมาทอย่างไร ด้วยการบันทึกบทความแกะหลงทางเอาไว้

"พ่อมีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ พ่อไม่เคยเกรี้ยวกราดด่าทอลูกว่าโง่ เวลาพ่อจะบอกลูกถึงปัญหาพ่อมักจะมีแง่คิดดีๆ มีนิทานแฝงคติให้ลูกได้นำไปคิดเสมอๆ ซึ่งเมื่อลูกๆ ได้คิดก็จะเข้าใจอะไรอะไรมากขึ้น

พ่อมักเตือนให้ลูกๆ แปรงฟันก่อนนอนเพื่อฟันจะได้ไม่ผุ แต่ลูกๆ มักจะคิดได้หลังจากที่ต้องถอนฟันไปซี่แล้วซี่เล่า พ่อมักบอกให้เราซื่อสัตย์ทำงานหนักเพื่อที่เราจะได้มีความเป็นอยู่ดีตามอัตภาพ พ่อไม่เคยบอกให้เราต้องร่ำรวยเพื่อจะมีความสุข พ่อมักบอกเสมอๆ ว่า เรามีความสุขได้ตามอัตภาพโดยไม่ต้องร่ำรวย

พ่อมีลูกๆ ของท่าน 60 กว่าล้านคน ไม่เคยคิดที่จะยอมขายลูกของตัวเอง เอาเปรียบลูกของตัวเองเพื่อฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้แต่พาหนะเดินทางของพ่อ รองเท้าเก่าๆ ของพ่อก็ยังคงมัธยัสถ์ ทะนุถนอม ใช้ของเดิมๆ เมื่อชำรุดก็ให้คนเอาไปซ่อม

พ่อไม่เคยคิดที่จะไถเงินจากลูกครั้งละ 40 สตางค์ เพื่อความมั่งคั่งส่วนตัวของพ่อเอง พ่อมักบอกกับลูกๆ เสมอว่าเราต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน ถ้าลูกคนโตสบายอยู่คนเดียวในขณะที่ลูกๆ อีก 60 กว่าล้านคนต้องลำบาก ต้องโดนเอาเปรียบโดยการเปลี่ยนแปลงพี่น้องให้เป็นทาส มอมเมาพี่น้องด้วยเงินทอง โทรศัพท์มือถือ การพนัน พ่อไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา

พ่อบอกว่าให้ลูกๆ เลือกตัวแทนมาทำงาน มาบริหารครอบครัวโดยมีเป้าหมายเพื่อความสุขสูงสุดของลูกๆ ทุกคน ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุดของครอบครัว แต่เพื่อความสุขสูงสุดของครอบครัวภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่มากมายทั้งภายในบ้านและรอบๆ บ้าน แต่มีลูกที่ดื้อรั้น หยิ่งผยอง อวดดี ที่บังเอิญสวมหนังลูกแกะและคุณธรรม คิดวัดรอยเท้าพ่อ ใช้พี่น้องคนอื่นๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางคนรู้และสมยอมเพราะพี่ชายคนโตมีท่าไม้ตาย คือ เงินฟาดหัว จากลูกๆ ที่เป็นแกะดำเพียงไม่กี่คน

ลัทธิรวยแล้วโก้ รวยแล้วเท่ รวยแล้วกร่างก็เริ่มแพร่หลายในสังคม จากลูกแกะเซื่องที่มาจากศรัทธาของพี่น้อง ไหว้แม้แต่พี่น้องที่อาศัยอยู่ข้างถนน กลายเป็นคนใจร้อน กำแหง เกรี้ยวกราดกับทุกคน จากคนเดิมๆ ที่พ่อยอมให้เข้ามาบริหารครอบครัวแม้มีความไม่โปร่งใสในทรัพย์สิน จากผู้นอบน้อมกลายเป็นศาสดาซึ่งมอบความกลัว ความเกลียดชัง การหยาบหลู่และข้อกล่าวหาว่าโง่ แก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม กลายเป็นศาสดาที่กำแหงถึงขนาดกล้าชี้ผิดชี้ถูก รุกคืบในสิทธิมนุษยชนของพี่น้องคนอื่นๆ เข้าไปในความคิด ในวิถีชีวิตของพี่น้องอีก 60 ล้านคน

จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องกลายเป็นบุคคลปริศนาที่ไม่ยอมตอบคำถามใด กลัวการตอบคำถาม และยึดครองสมบัติของครอบครัวเป็นของตนแต่ผู้เดียว พ่อบอกว่าพ่อเกลียดคนโกง ลูกแกะหลงทางบอกว่าไม่ต้องตรวจสอบผมรับประกัน ผมใหญ่ที่สุดแล้วในครอบครัว ถ้าใครมีปัญหาระวังจะไม่มีงานทำ

พ่อบอกว่า นี่คือลูกที่ดีของฉัน ลูกชายผู้หลงผิดบอกว่าต้องขับออกจากพรรค พ่อบอกว่าเราควรมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง พวกลูกแกะหลงทางกลับบอกว่าจะเอาอะไรกินเราไปอยู่กระต๊อบกันดีไหมพวกโง่ทั้งหลาย พ่อบอกว่าเราต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน ลูกแกะหลงทางขายสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อทำกำไรแก่คณะตนเอง ลามไปถึงการจัดกองกำลังคุ้มกันบ้าน ลูกแกะหลงทางกล่าวกำแหง ผมจะเอาคนนี้ คนนั้นใครเปลี่ยนไม่ได้เพราะพ่อต้องอยู่ใต้กฎบ้าน ลูกแกะคนโตยังหลงทางต่อไป ต่อไป และต่อไป

ลูกๆ ทั้งหลายตื่นเถิด ตาสว่างได้แล้วชีวิตนี้ของพวกท่านเป็นของพ่อโดยที่ไม่ต้องมีกฎใดๆ มารองรับ กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน"

อ่านแล้วก็ลองเปรียบเทียบกับ 36 แผนที่ชีวิตของพ่อ ซึ่งแปลมาจาก หนังสือฝรั่ง แต่เข้าใจกันผิดๆว่าเป็นพระบรมราโชวาท (ข้อมูลภาษาไทยต้นฉบับถูกลบออกไป หากสนใจโปรดหาอ่านได้ที่นี่ 36 แผนที่ชีวิตของพ่อ)

มันเข้าข่ายเดียวกันอย่างแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันแท้ๆ

จนป่านนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าตนเองพลาดตรงไหน! ดังที่เห็นในโพสต์ของเซี่ยงเส้าหลงข้างล่างนี้

สำหรับท่านที่ต้องการติดตาม สนธิ ลิ้มทองกุล นั้นไม่ต้องห่วงว่าคืนนี้จะเหงาเพราะไม่มี เมืองไทยรายสัปดาห์ เหมือนเคย "เซี่ยงเส้าหลง” ขอยืนยันว่า เมืองไทยรายสัปดาห์ – ทุกคืนวันศุกร์ 4 ทุ่มทางช่อง 9 เป็นเพียง รูปแบบหนึ่ง ที่ ไม่จีรัง ตราบเท่าที่ กรรมสิทธิ์ของสื่ออิเลคทรอนิคส์ยังคงผูกขาดโดยรัฐ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็น สมมติ ออกรายการได้แล้วอย่างไรออกรายการไม่ได้แล้วอย่างไร สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สโรชา พรอุดมศักดิ์ ออกรายการมา 2 ปี 3 เดือน ได้พูดในสิ่งที่ควรพูดเท่าที่จะพูดได้แล้วอย่างชนิด แหงนหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2548 ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์ซึ่งความเป็น ข้าแผ่นดิน ที่จงรักภักดีต่อแผ่นดินผืนที่ให้กำเนิดแล้วด้วยการอ่านบทความขนาดสั้นที่กินใจคนทั้งแผ่นดินเรื่อง พ่อของแผ่นดิน หรือ ลูกแกะหลงทาง ถ้าได้ออกรายการแล้วต้อง ไม่พูดในสิ่งที่ควรพูด, พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด จะมีประโยชน์อะไร

When the empire strike back ตอนที่ 1

ปรากฎการณ์ของกลุ่ม (ที่น่าเชื่อว่าเป็น) ทุนฝ่ายรัฐ ต่อ (กลุ่มทุน) สื่อ (ดั้งเดิม) ดังปรากฎเป็นข่าวคือ การเข้าซื้อหุ้นโดยแกรมมี่ผ่านการนำของอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ต่อกลุ่มมติชนและกลุ่มโพสต์ ตามมาด้วยการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของกลุ่มผู้จัดการ ที่จัดรายการโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์

หากมองให้ทะลุถึงเบื้องหลังของเบื้องหลังตามสไตล์ของสหายสิกขา ที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆโดยปราศจากการโยมนิโสมนิสิการแล้ว ก็จะบอกได้ว่า นี่เป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มทุนกับกลุ่มทุน ไม่ใช่รัฐกับสื่อ หรือทุนนิยมกับสถาบันของสังคมอะไรที่กล่าวอ้างกันนั่นหรอก เพียงแต่ว่ากลุ่มทุนที่ประกอบกันเป็นแกนนำของรัฐ และได้ครอบงำอำนาจรัฐนั้นมีความเข้าใจในบทบาทของกลไกทางการเงินสมัยใหม่ (น่าจะได้รับการโค้ชจากวิศวกรการเงินที่เก่งกล้าสามารถคนใดคนหนึ่ง) และใช้อำนาจนั้นเข้า "กระทำ" กลุ่มทุนที่คิดว่าตนเองสามารถควบคุมความคิดของประชาชนจาก "สื่อ" ที่มีอยู่ในมือได้

เรื่องของเรื่องมันก็เลยกลายเป็นว่าเพราะเหตุว่านี่เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเมืองนี้ ผู้ถูกกระทำจึงกรีดร้องเสียงดังเกินไปหน่อยก็เท่านั้น

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นตามกลไกของตลาดเงินตลาดทุนแบบธรรมดา เรื่องนี้มีผู้วิเคราะห์ไว้อย่างดีแล้ว คืออาจารย์ สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ ในลิงค์ต่อไปนี้

ข่าวจากผู้จัดการ : แกรมมี่ ยึดสื่อสิ่งพิมพ์

แต่เหตุการณ์ที่สอง ภาษามวยต้องบอกว่าเพราะฝ่ายถูกกระทำเปิดหน้า เปิดคางมากเกินไปหน่อย เพราะหวังจะเข้าคลุกวงในและน็อคคู่ต่อสู้ให้คว่ำ อาการเมามันส์จึงไม่ทันสังเกตเห็นมันเคาท์เตอร์สวนเข้ามาฮุคให้นับแปด จนเสียเชิงมวยไปไม่น้อย ก็ต้องดูกันว่าฝ่ายล้มจะแก้เชิงมวยกันอย่างไรต่อไป

เพราะสหายสิกขาคนนี้มิใช่ละอ่อนทางการเมือง มิใช่เพิ่มเริ่มติดตามการเมือง ถึงจะได้รู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล พายัพ วนาสุวรรณ และเซี่ยงเส้าหลง จะไม่เคยอยู่ในกลุ่มที่ชื่นชม กระทั่งเป็นกลุ่มปกป้องรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาก่อน

ผมนั่งค้นข้อมูลเก่าๆที่กลุ่มผู้จัดการเคยทำหน้าที่ "องค์รักษ์ทักษิณ" ดังกล่าว ก็แทบจะหาไม่ได้ โดยเฉพาะคอลัมน์ของเซี่ยงเส้าหลง เพราะมีจนถึงเพียงเดือน พฤศจิกายน 2547 ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผู้จัดการเริ่มมีปัญหากับรัฐบาลแล้ว...แต่ในที่สุดก็พบจนได้ที่นี่

รู้จัก ''นายกฯทักษิณ'' ผ่านมุมมอง สนธิ ลิ้มทองกุล 27 กันยายน 2546

ตรงนี้คิดว่าผู้จัดการคงไม่ลบ เพราะมีการรวมเล่มพิมพ์จำหน่ายเป็นหลักฐานไว้ด้วย แต่ไหนๆก็ไหนๆ สหายสิกขาขอบันทึกเอาไว้ตรงนี้ด้วย เป็นข้อความช่วงหนึ่งที่ผู้จัดการเคยทำหน้าที่องค์รักษ์ผู้พิทักษ์อย่างเข้าอกเข้าใจ และไปๆมาๆก็หันมาเปลี่ยนไป

"
สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์ค่ะ เรากำลังคุยกันถึงคนที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ค่ะ ก่อนอื่นเลยดิฉันขออนุญาตถามคุณสนธิเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นข่าวเป็นคราวกันในไม่นานนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เองนะคะ ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านจะคิดตรงกับดิฉัน ก็คือว่ายอมรับล่ะว่าท่านนายกฯมีนโยบายใหม่ๆ หลายๆ นโยบายมาพัฒนาสังคมไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันไม่เข้าใจมากๆ เลยค่ะว่า ทำไมท่านนายกฯ ขอประทานโทษนะคะ ต้องทะเลาะกับนักวิชาการ คือนักวิชาการจริงๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าก็ทำหน้าที่หนึ่งในสังคมเรา ก็มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปตามที่ท่านๆ นั้นเห็น แต่ว่าทำไมท่านนายกฯไม่นิ่งเฉยซะล่ะ ทำไมต้องมีการตอบโต้อย่างรุนแรง ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ

สนธิ – คุณสโรชาเคยของขึ้นไหม

สโรชา – เคยค่ะ

สนธิ – เวลาใครโกหกคุณสโรชา คุณสโรชาของขึ้นเลยใช่ไหมครับ

สโรชา – ของขึ้นค่ะ ไม่ชอบมากๆ

สนธิ – โดยเฉพาะแฟนนี่ ถ้าบอกว่าจะกลับบ้านแล้วไม่ได้กลับนี่ แล้วไปทำอะไรอย่างอื่นนี้ ผมนี่ถ้าพูดถึงอเมริกา หรือพูดถึงตำรวจเมื่อไหร่ ของขึ้นทันที

สโรชา – ค่ะ เห็นได้ชัดในหลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา

สนธิ – ทุกคนในโลกนี้ มนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสของขึ้น ท่านนายกฯทักษิณ ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และเป็นคนที่ทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักแล้วนี้โอกาสที่จะมีอารมณ์หรือว่าของขึ้นก็มีเป็นธรรมดา และผมก็เห็นใจ การวิพากษ์วิจารณ์นี้ผมอยู่ในวงการสื่อมวลชน ผมก็รู้หลายๆ ครั้งในชีวิตของผมนี้ ผมก็ทำผิดพลาด อย่างเช่นวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ว่าในกรณีของท่านนายกฯกับคุณธีรยุทธ บุญมีนี้ ผมคิดว่าเป็นกรณีศึกษาพิเศษ ซึ่งเราจะต้องแยกออกมาให้เห็น และเราจะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ คือถ้าเราดูตามเนื้อหาแล้ว ลักษณะที่คุณธีรยุทธออกมาพูดนี้ คุณธีรยุทธเหมือนกับล่อเสือออกจากถ้ำ หรือตีหัวเข้าบ้าน คือรู้อยู่ว่าเรื่องนี้ถ้าพูดไป เดี๋ยวนายกฯของขึ้นแล้ว

สโรชา – คือจี้จุดถูกแล้ว

สนธิ – จี้จุด คือจะถูกไม่ถูกไม่ใช่ประเด็น คือพูดปั๊บแล้วรู้ว่านายกฯต้องสวน พอสวนแล้วตัวเองเงียบเลย จะทำอย่างนี้ตลอดเวลา ผมกลับมองในมุมกลับว่าคุณธีรยุทธที่ถูกต้องนี้ หรือใครก็ตามนี้ถ้าออกมาพูดอะไรแล้วนี้เกิดไปจี้จุดนายกฯ นายกฯเกิดสวนกลับขึ้นมาบอกว่าที่คุณพูดนี้ไร้สาระ ที่คุณพูดนี้แผ่นเสียงตกร่อง 10 ปีที่แล้วคุณเคยพูดอย่างไร ปีนี้คุณก็พูดอย่างนี้ ถ้านายกฯ เขาพูดมาอย่างนี้ พวกนักวิชาการนี้ถ้าไม่เห็นด้วยต้องพูดกลับอีกทีหนึ่ง ไม่ควรจะเงียบให้เกิดบรรยากาศวิวาทะเกิดขึ้น มีการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือว่าเห็นหรือไม่เห็นด้วย ใช่ไหมคุณธีรยุทธต้องออกมา ถ้าคุณธีรยุทธนั่นจริงก็ต้องออกมาบอกว่าผมไม่ได้แผ่นเสียงตกร่อง ผมพูดทุกรัฐบาลผมก็พูดอย่างนี้ๆๆ แต่ว่าคุณธีรยุทธจะหลบ หรือหลายๆ คนก็จะหลบไปเลย แล้วปล่อยให้การแสดงออกของท่านนายกฯ คล้ายๆ กับว่าเป็นคนเกเร

สโรชา – ก็คือภาพก็ติดอยู่ในอากาศ

สนธิ – ภาพก็ติดอยู่ในอากาศนั้นครับ ซึ่งก็คือกระบวนการล่อเสือออกจากถ้ำ ตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งผมคิดว่าไม่ยุติธรรม เพราะว่าสิ่งซึ่งคุณธีรยุทธวิพากษ์วิจารณ์ หรือหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมก็ไม่อยากจะพูด ผมในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งนะครับ ถ้าเรามองด้วยเหตุและผล อย่างเช่นเขาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่สร้างหนี้ให้กับประชาชน จากโครงการเอื้ออาทร พูดอีกก็ถูกอีก แต่ว่าไม่เคยถามว่าโครงการเอื้ออาทรนี้มีอะไรที่สร้างหนี้ให้กับประชาชนบ้าง ถ้าฟังไม่ละเอียดแล้วจะเข้าใจผิด เพราะพูดความจริงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ บ้านเอื้ออาทรนี้สร้างหนี้หรือเปล่า ใช่

สโรชา – ใช่ค่ะ

สนธิ – แต่ว่ามีหลักทรัพย์ไหม มี ประชาชนไม่มีบ้าน ประชาชนมาซื้อบ้าน รัฐบาลมีแต่อำนวยความสะดวกและอำนวยโอกาสให้กับคนซึ่งไม่มีโอกาส ได้มีบ้านเป็นครั้งแรกในชีวิต และเขาก็ไม่ได้เอาเงินไปแจกตามที่ต่างๆ แล้วก็มาคืน เขาให้โอกาสคนนี้ไปซื้อบ้านได้ ซึ่งในสมัยก่อนคนยังไม่มีโอกาส ผมถามว่าอย่างนี้เป็นการสร้างหนี้ไหม ผมว่าวันนี้คนไทยให้โอกาสเขามีบ้าน เขาพร้อมจะสร้างหนี้ อันนี้สิ่งซึ่งรัฐบาลชุดนี้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกฯท่านนี้ทำ เป็นเรื่องของปัจจัยสี่ ผมได้ยินรัฐบาลชุดนี้พูดอยู่ตลอดเวลา ผมได้ยินเขาพูด โดยเฉพาะนายกฯท่านนี้ ได้ยินเขาพูดแล้วเขาทำจริง คือเขามีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ยากจน

สโรชา – ที่ไม่มีโอกาส

สนธิ – ไม่มีโอกาส เขาต้องการให้โอกาสอันนี้ เมื่อเขาให้โอกาสแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องการให้ทำคือว่าเขาให้โอกาสคนมีบ้าน นี่เขากำลังทำโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทรทำเพื่ออะไร ทำเพื่อให้คนขับแท็กซี่ไม่ต้องมาในระบบเจ๊กดาวน์ลาวผ่อน ก็คือว่าแท็กซี่สามารถจะผ่อนรถของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนเป็นรายวัน หมดจากแท็กซี่เอื้ออาทรแล้วผมถามว่าหลักทรัพย์มีไหม ก็มีแท็กซี่ไงล่ะ ต่อไปก็คือมอเตอร์ไซค์เอื้ออาทร และถ้าเขาจะมีชาวนาเอื้ออาทรนี้ แต่ถ้าทำออกมาแล้ว เป็นการเอาเงินเขามาหมุนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการกู้จริง แต่เป็นการกู้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลักทรัพย์ มันเกิดขึ้นมา แล้วผมถามว่าสร้างหนี้อะไรขึ้นมา ถ้าจุดเดียวถ้าสร้างหนี้ ที่กำลังสร้างหนี้อยู่ แล้วก็กำลังหาทางแก้ แล้วผมไม่รู้ว่าเขาแก้หรือยัง นั่นก็คือระบบกระบวนการหนี้เสียของธนาคาร อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทางเศรษฐกิจ ก็คือว่าแทนที่จะปล่อยให้ทางธนาคารแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กับเอาบริษัทกลางมาซื้อหนี้ออกไป เท่ากับว่าให้ผู้ฝากเงิน จะต้องถูกลงโทษด้วยดอกเบี้ยอัตราต่ำ ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องแก้ อันนี้คือจุดอ่อนของเขา เขาก็มีไม่ใช่ไม่มี แต่โดยภาพรวมแล้วเขาไม่ได้สร้างหนี้อะไร ผมยังไม่เข้าใจเลย เขาบอกว่าทำให้ประชาชนเป็นหนี้ระยะยาว ยาวตรงไหน แต่ถ้าคุณสโรชาเกิดจน คุณสโรชาไปซื้อบ้านหลังหนึ่งแล้วคุณสโรชาผ่อน 15 ปี ก็แน่นอนคุณสโรชาก็ต้องมีหนี้ 15 ปี

สโรชา – ก็แหงอยู่แล้วล่ะ

สนธิ – อีกประการหนึ่งคือในบรรดานักวิชาการนี้ ถ้าเราดูให้ดีๆ เราต้องดูในมุมกว้าง คุณสโรชาเคยได้ยินชื่อ อ.สุรชาติ บำรุงสุขไหม

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – อ.สุรชาติ บำรุงสุขนี้ เป็นอดีตแอคติวิสต์ 14 ตุลา เคยติดคุกติดตารางมาแล้ว 6 ตุลาคม 2 ปี ข้อหาเป็นพวกแอคติวิสต์ นะครับ อ.สุรชาติเป็นนักต่อต้าน นักเคลื่อนไหวทุกอย่าง แต่อ.สุรชาติได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯให้เป็นผู้ที่ศึกษาวิเคราะห์การปรับโครงสร้างสู่กลาโหม เพราะว่าอ.สุรชาติเป็นคนซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทหารมาก บทบาทอ.สุรชาติมี บทบาทคุณธีรยุทธก็มี ถ้าคุณธีรยุทธสามารถจะสร้างสรรค์บทบาทของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่จู่ๆ โผล่ออกมา นายกฯเดินอยู่ก็เอาไม้ไปตีกบาลตีหนึ่ง ป๊อกแล้วก็วิ่งออกไป ถ้าอย่างนั้นแล้วเมื่อนายกฯของขึ้นแล้ว ผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมไม่เห็นว่าผิดปกติเลย

สโรชา – ค่ะ คือเป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่จะต้องแสดงอารมณ์บ้าง เวลามีคนไปยั่วยุตรงนี้ขึ้นมาใช่ไหมคะ

สนธิ – ถึงไม่มีคนยั่ว ท่านก็เคยแสดง เหมือนอย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์ แต่ว่าท่านพูดอย่างนิ่มๆ เงียบๆ อย่างที่ท่านพูดบอกว่าคนจนนี้ต้องช่วย แต่คนกลั่นแกล้งคนจน หรือคนซึ่งขายยาเสพติดนี้ ต้องใช้ความอำมหิตโหดเหี้ยม อย่างนี้ต้องถือว่าท่านเป็นคนโหดเหี้ยมไหม

สโรชา –ไม่ ก็มีทั้งสองด้าน

สนธิ – คนเราต้องมีทั้งสองด้าน เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องทะเลาะกับนักวิชาการ ผมเฉยๆ ผมไม่ค่อยรู้สึก

สโรชา – คือคุณสนธิกำลังจะบอกว่า จริงๆ แล้วที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นก็คือออกมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ ท่านนายกฯ จะมีอารมณ์ตอบโต้ก็ได้อีกเหมือนกัน แต่ว่าหลังจากที่ตอบโต้แล้วควรจะออกมาชี้แจงว่าท่านนายกฯอาจจะเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า หรือว่าข้อมูลที่มีมา

สนธิ – หรือว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายกฯพูด อย่างกรณีที่ท่านนายกฯบอกว่าคุณธีรยุทธนี่พูดอยู่นั่นแหละ แผ่นเสียงตกร่อง 10 ปีก็พูด แล้วก็ไม่เคยมีการสร้างสรรค์ คุณธีรยุทธอาจจะออกมาบอกว่าผมสร้างสรรค์นะครับ ผมเคยทำอย่างนั้นมา เคยทำอย่างนี้มา แล้วสิ่งที่ผมพูดวันนี้ไม่ได้ซ้ำกับสิ่งที่ผมพูดเมื่อปีที่แล้ว อย่างน้อยที่สุดเมื่อพูดกลับมา ท่านนายกฯก็ต้องตั้งสติแล้วว่าพูดมาอย่างนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร ก็เป็นการตอบสนอง ตอบโต้กันในเชิงปัญญา ถูกไหมครับ

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – แทนที่จะบอกว่าผมล่อคุณมา ผมด่าสักทีแล้วคุณด่าผมกลับ แล้วผมเงียบ แล้วสักพักผมออกมาด่าคุณทีแล้วให้คุณด่าผมกลับ ภาพก็เลยกลายเป็นว่านายกฯรังแกนักวิชาการ

สโรชา – ทำไมไม่ชอบท่านนายกฯ เลยเหรอ นั่นคือความคิดเห็นของประชาชนธรรมดา

สนธิ – อีกประการหนึ่งเราต้องเข้าใจ นักวิชาการในอดีตบทบาทสถานภาพในสังคมค่อนข้างจะสูง เมื่อค่อนข้างจะสูงแล้วนักวิชาการกลายเป็นชนชั้นที่แตะต้องไม่ได้ อันนี้เรื่องจริง เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงอันนี้ไปเลย นะครับจะมีนักวิชาการอยู่กลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะมีหน้าที่คล้ายๆ บอกว่าสวรรค์นี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ปกป้อง เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครออกมาพูดต้องฟัง ไม่ฟังไม่ได้ แต่เผอิญนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนซึ่งพูดดีจะฟัง แต่พูดไม่ดีผมไม่สนใจฟัง

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – สมัยก่อนนี้จะมีการเชิญนักวิชาการเข้ามาร่วม ให้เกียรติอย่างนั้นอย่างนี้ มายุคนี้เขาไม่เชิญ ก็เลยทำให้บทบาทคนพวกนี้ไม่รู้ว่าจะออกทางไหน ก็เลยจำเป็นต้องออกมาทางด้านนี้ ซึ่งผมเห็นใจเขา และในขณะเดียวกันผมก็เห็นใจว่าความเป็นนักวิชาการ แท้ที่จริงแล้วบทบาทก็คือการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ วิจัย แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์วิจัยนั้นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อมีเจตนาบริสุทธิ์แล้วเขาตอบอะไรกลับมา ถ้าตัวเองมีเจตนาบริสุทธิ์ตัวเองต้องตอบคำถามที่เขาถามกลับออกไปอีกทีหนึ่ง

สโรชา – ค่ะ มีคนถามค่ะว่าท่านนายกฯทำอย่างนี้ พยายามจะสร้างเผด็จการทางความคิดหรือเปล่าคะคุณสนธิ

สนธิ – เอาอย่างนี้ดีกว่า ท่านนายกฯคนนี้ มีจุดอ่อนในชีวิต ไม่ใช่ว่าท่านไม่มี แต่ท่านนายกฯคนนี้มีลักษณะคือทำความเข้าใจเขา คุณกำลังถามว่าเขามีลักษณะเป็นเผด็จการทางรัฐสภาร่วมอำนาจอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า คือถ้าคุณจะวิเคราะห์คนๆ นี้ ผมคิดว่าคุณต้องดูคนๆ นี้หลายมิติ นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนแรกในประเทศไทยที่มีมิติหลายๆ มิติในตัวคนเดียวกัน มี 6 ‘นัก’

สโรชา – 6 เลยหรือคะ

สนธิ – 6 นัก 1.เขาเป็นนักธุรกิจ นักธุรกิจจะมองเห็นกำไร ขาดทุน มองเห็นช่องทาง มองเห็นโอกาส 2.เป็นนักบริหาร เขาสามารถจะบริหารจัดการ สามารถจะเอาคนนั้นมาเป็นผู้จัดการตรงนี้ คนนี้มาเป็นผู้จัดการตรงนี้ เมื่อทำงานไม่ดีแล้วเขาก็ย้ายคนนี้ออกทันที ไม่เชื่อไปดูประวัติศาสตร์ของบริษัทที่เขาเคยทำมาก่อนในเครือชินวัตร ผู้จัดการในเครือชินวัตรย้ายเป็นว่าเล่นเลย เพราะเขาถือว่านี่ทำงานไม่สำเร็จ หรือว่าไม่เหมาะกับงานเขาย้ายทันที

สโรชา – เอาคนอื่นมาทำ

สนธิ – เอาคนอื่นมาทำทันที เอาคนนี้จากกรรมการผู้จัดการขึ้นเป็นรองประธาน เอาคนนี้ย้ายจากฝั่งนี้มา เพราะว่าเขาเอางานเป็นหลัก เขาไม่ได้เอาตัวคนเป็นหลักนะครับ นั่นคือนักบริหาร 3. นักปกครอง นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นนักปกครองชั้นหนึ่ง เขาสามารถที่จะพูดโน้มน้าวใจคน สามารถที่จะพูดให้กำลังใจคน และเขาสามารถที่จะพูดให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เขาทำเพื่ออะไร 4.เขาเป็นนักการศึกษา ครับเมื่อวานนี้เราดูมาแล้วไม่ใช่หรือ ที่ท่านนายกฯไปสอนหนังสือมา

สโรชา – ค่ะ ไปสอนหนังสือมา

สนธิ – คุณสโรชารู้ไหมว่าบทบาทที่เขาสอนหนังสืออยู่ ณ เวลานั้นเป็นสิ่งซึ่งผมดูแววตาเด็กไม่ใช่เด็กตื่นเต้นที่ได้เรียนหนังสือกับท่านนายกฯ แต่ผมฟัง ดูแล้วดูท่าทางเด็กจะเข้าใจสิ่งที่นายกฯพูดดี ก็แสดงว่านายกฯเข้าใจเลยว่าจริงๆ แล้วการศึกษาต้องเริ่มตรงไหน แล้วเขาเป็นคนที่แคร์เรื่องการศึกษามาก เพราะเขายอมรับ เขายอมรับว่าสังคมไทยจะเจริญต่อไป ต้องเริ่มจาก Database ข้อมูลพัฒนาเป็นข่าวสาร ข่าวสารพัฒนาเป็นความรู้ Knowledge แล้วก็พัฒนาไปสู่ปัญญา คือ Wisdom จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าฐานการศึกษาไม่มั่นคง ไม่แน่น 5. เขาเป็นนักการเมือง วันนี้จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ คนนี้เล่นการเมืองเก่งมาก เขารู้จักฉกฉวยโอกาส เขารู้จักว่าจังหวะไหนควรรุก จังหวะไหนควรถอย จังหวะไหนควรประนีประนอมกับคุณเสนาะ เทียนทอง จังหวะไหนที่ปล่อยให้คุณเสนาะ เทียนทอง จะต้องโดนรุมยำโดยพรรคพวกเขา สุดท้ายสำคัญที่สุด 6.นายกฯคนนี้เป็นนักเลง นักเลงไม่ใช่ในลักษณะที่ไปรังแกใคร เขาเป็นคนซึ่งกล้าได้กล้าเสีย เขาเป็นคนจริง แล้วข้อหนึ่งความเป็นนักเลงนี้เขาไม่รังแกคน แต่ใครอย่ามารังแกเขาก่อน เขาไม่ยอมนะครับ ถ้ามองในมุมกลับนี้ คุณสโรชาก็ถามว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วท่านนายกฯนี้ลักษณะช่วงหนึ่งเคยไปรังแกหลายๆ คนในสังคมไทย เราต้องมองภาพรวมทั้งหมด วันที่เลือกตั้งเสร็จ พรรคไทยรักไทยขึ้นมามีเสียงข้างมาก คุณสโรชาคุณก็อยู่ในเหตุการณ์ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์

สโรชา – ใช่ค่ะ

สนธิ – ไม่เคยมีใครคิดว่านายกฯจะรอดจากคดีซุกหุ้น ใช่ไม่ใช่

สโรชา – จริงค่ะจริง

สนธิ – เพราะฉะนั้นแล้วเขาถือว่าเขาได้ผ่านนรกมาแล้ว แล้วในช่วงก่อนเขาผ่านนรกนี้ทั้งข้าราชการประจำ ทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่ม ทั้งนักการเมืองต่างรุมยำเขาเละเลย เพราะว่าทุกคนไปคาดหมายเขาว่าเขาต้องหลุด แต่เผอิญเขาไม่หลุด เมื่อเขาไม่หลุดออกมาแล้วบทบาทที่เขาจะแสดงตอบโต้ต่อคนซึ่งเคยทำกับเขาแล้วนี่เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ นี่คือความเป็นนักเลง แต่ว่านายกฯเป็นคนใช้ได้ ตรงไหน ตรงที่ว่าเมื่อจบแล้วจบเลย ไม่ยุ่ง

สโรชา – ไม่ไปข้องเกี่ยว คือไม่กลับไปคิดเรื่องเก่าแล้วล่ะ

สนธิ – อาจจะมีคนแวดล้อมที่อยู่ข้างๆ เขานั่นเองที่อาจจะมีปัญหา และอีกประการหนึ่งนี้เราไม่เคยคิด เมื่อปี 2539 คุณสโรชารู้หรือเปล่า นายกรัฐมนตรีคนนี้สมัครเป็นสมาชิก สสร.ที่จ.เชียงใหม่ แล้วไม่ได้

สโรชา – ไม่ได้หรือคะ ทำไมคะ

สนธิ – ก็เพราะเขาไม่เลือก ถ้าวันนั้นเขาเลือกนายกฯคนนี้ไปเป็นสมาชิก สสร. วันนี้อาจจะไม่ใช่นายกฯแล้ว ฉะนั้นวันนี้เขาได้แมนเดทจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเต็มๆ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 นี้ได้มอบ ต้องการจะสร้าง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Strong Prime minister ขึ้นมา คือกึ่งๆ ระบบประธานาธิบดี เพื่อให้มีการบริหารการจัดการที่เด็ดขาด ที่สามารถอยู่ได้ 4 ปี เพื่อที่จะทำงานให้ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นนายกฯ คนนี้ก็เลยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้ามาทำงานตรงนี้ได้ เมื่อเปิดโอกาสเข้ามาทำงานตรงนี้ได้แล้ว คุณสโรชาต้องเข้าใจว่าเมืองไทยยุคที่นายกฯคนนี้เข้ามาบริหารงานภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นี้ เมืองไทยเหมือนบ้านป่าแดนเถื่อน เหมือนตรงไหน เรามียาบ้า เรามียาเสพติด เรามีผู้มีอิทธิพล เรามีหวยเถื่อน เรามีข้าราชการ เรามีนักการเมือง เรามีตำรวจกินส่วย เรามีทหารมาเฟีย มีเต็มไปหมดเลย ในระบบเก่า แล้วปี 2540 นี้เป็นเพียงแต่ตัวอักษร บทบัญญัติ แล้วจู่ๆ อุปมาอุปมัยเหมือนกับว่าประเทศไทยในยุคนั้นก็คือ Wild Wild West ทางตะวันตกอเมริกา แล้วอยู่มาวันหนึ่งทางวอชิงตัน สมมตินะครับ ส่งไวแอท เอิร์พ เข้ามาปราบ เข้ามาตั้งกติกา ก็เหมือนนายกรัฐมนตรีคนนี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเอกฉันท์ แล้วใช้อาวุธ ก็คือเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาปราบต่างๆ นาๆ พวกนี้ของธรรมดาย่อมต้องมีคนไม่พอใจ นั่นคือสิ่งซึ่งท่านนายกฯได้ทำลง

สโรชา – โอเคค่ะ หยุดตรงนี้ก่อนนะคะ เราต้องไปพักโฆษณากัน ก็เห็นแล้วนะคะว่าคือมีข้อมูลออกมาพอสมควร แต่เบรกหน้าดิฉันจะถามคุณสนธิเกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านนายกฯ นำพรรคนำพวก นำญาติพี่น้อง เข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการไทย เดี๋ยวกลับมาค่ะ
"

====

สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์นะคะ ถึงคำถามยอดฮิตในช่วงนี้นะคะ มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมานะคะโดยเฉพาะในช่วงโยกย้ายข้าราชการ ก็คือว่าท่านนายกฯนี้พยายามผลักดันให้เครือญาติ ให้เพื่อนฝูงเข้ามาอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบราชการไทย ยกตัวอย่างนะคะ อย่างปลัดกระทรวงยุติธรรมนี้ก็น้องเขย ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบกนี้ก็พี่ชาย ล่าสุดนี้ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามา รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งซึ่งก็มีเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามาเหมือนกัน ตรงนี้ยังไงกันคะ

สนธิ – คุณสโรชา ผมอยากจะถามคำถามคุณสโรชาเหมือนกับคำตอบ คุณสโรชาได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่สำคัญมากในจุดๆ หนึ่ง แล้วเผอิญคุณสโรชามีความจำเป็นต้องหาคนเข้ามานั่งทำงานด้วยนี้ สำคัญนี้ แล้วคุณสโรชาจะเลือกใครก่อน

สโรชา – ก็คงต้องดูคนรอบข้างที่มีความสามารถ

สนธิ – คนรอบข้าง สมมติว่าคุณสโรชามีญาติที่ทำงานอยู่หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณสโรชาทำ คุณสโรชาจะพิจารณาเขาก่อนไหม

สโรชา – ค่ะ โดยธรรมชาติแล้วก็คงใช่

สนธิ – 2.คุณสโรชาจบมาจากอริโซนาสเตทยูนิเวอร์ซิตี้ แล้วเกิดวันหนึ่งคุณสโรชาจำเป็นต้องทำงานเกี่ยวกับบรอดคาสติ้ง แล้วก็มีเพื่อนซึ่งสนิท 3-4 คน ที่เรียนมาด้านบรอดคาสติ้งด้วยกัน แล้วมีฝีมือ คุณสโรชาจะใช้เขาไหม

สโรชา – ก็คงต้องใช้เขาค่ะ

สนธิ – นั่นคือการตอบคำถามอีกข้อหนึ่ง

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – อีกวิธีหนึ่งที่ผมอยากจะถามก็คือว่า บางครั้งเราต้องยุติธรรมเหมือนกัน คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่งงานกับคุณเยาวภา ชินวัตร ตอนที่แต่งงานนี้เคยคิดไหมว่าจะเป็นปลัดกระทรวง ตอนที่แต่งงานเคยคิดไหมว่าพี่ภรรยาจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคย

สโรชา – ก็คงนึกไปไม่ถึงล่ะค่ะ

สนธิ – นึกไปไม่ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแต่งงานกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ตอนที่คุณหญิงพจมานเป็นนางสาวพจมาน ดามาพงษ์ แล้วมีพี่ชายคือ คุณเพรียวพันธ์ ดามาพงษ์นี้ ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันใช่ไหม ว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้เป็นนายกฯ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นญาติผู้พี่ก็ไม่ได้คิด ผมนี้นะมีญาติ ผมมีพี่ชายเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมมีพี่สะใภ้เป็นรองอธิบดีอยู่กระทรวงพาณิชย์ แล้วผมมีน้องชายเป็นสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ถ้าวันข้างหน้านี้ผมเกิดมาบริหารชาติบ้านเมืองนี้ แสดงว่า 3 คนนี้โตไม่ได้แล้วสิ คือต้องเพื่อความยุติธรรมต้องพิจารณากันนิดหนึ่ง คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมนี้ เป็นสมัยยุคพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นยุคนี้ นั่นข้อที่หนึ่ง

ข้อที่ 2 คุณชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตามอาวุโสก็มีสิทธิ์ ถ้าพูดถึงการถูกข้ามหัวมาตลอด ทุกคนถูกข้ามหัวมาตลอด ผมก็ไม่ตำหนิท่านนายกฯ สมมติว่าในเสี้ยวหนึ่งของหัวใจท่านนายกฯอยากได้พี่ชายนี้ ผมไม่ตำหนิ ผมถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอามาพูดเป็นประเด็น คือทุกคนพยายามจะโยงว่าท่านนายกฯ กำลังจะสร้างอาณาจักรขึ้นมา โดยใช้ชินวัตรเป็นคนที่คุมแต่ละจุด ผมคิดว่าพูดอย่างไม่ยุติธรรมตรงนี้ ทำไมเราไม่ดูว่าเขาทำงานมาเท่าไหร่ คุณชัยสิทธิ์ก็จะเกษียณอีกประมาณ 2 ปี หรือ 3 ปี คนที่เป็น ผบ.ทบ.อายุขนาดนี้ต้องถือว่าแก่แล้ว 57-58 ปี แล้ว เขาผิดตรงไหน เวลาเขาโดนข้ามหัวสมัยซึ่งน้องชาย ญาติลูกผู้น้องเขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่มีใครพูดบ้างล่ะ ไปดูประวัติศาสตร์ได้สมัยพล.อ.ชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.หรือพล.ท.กมล ทัพพะรังสี ล่ะ หลานหรือเปล่าล่ะ แล้วทำไมไม่มีคนพูด

สโรชา – คือทุกคนห่วง หลายๆ ท่านที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง วิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องนี้ก็เพราะว่ากลัวว่าเป็นการสร้างอาณาจักรหรือเปล่า คือพอถึงเวลาจุดหนึ่งแล้วมองไปรอบๆ เมืองไทยแล้วมีแต่คนสำคัญๆ ในตำแหน่งสำคัญๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนสนิทท่านทั้งนั้นเลย

สนธิ – เอาอย่างนี้ดีกว่า กรรมนี้เราต้องดูที่เจตนา เหมือนกับงบประมาณ ท่านนายกฯ ณ วันนี้นี่บริหารงานแบบซีอีโอ ผมอยู่ในวงการธุรกิจ เป็นทั้งสื่อสารมวลชน และผมก็ทำธุรกิจทางด้านสื่อสารมวลชน ผมเข้าใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาคุณบริหารงานคุณจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องทำงานทันที เพราะในยุคนี้เป็นยุคซึ่ง Globalization ยุคโลกานุวัตร ต้องไว ทีนี้มาเจอระบบราชการที่คุณติดนี้ ถ้าคุณจะใช้งานเพื่อสร้างโครงการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการนี้ คุณต้องรอไปอีกปี เพราะเขาบอกว่าต้องตั้งงบประมาณครับ ต้องอย่างโน้นอย่างนี้ครับ

สโรชา – ต้องรออนุมัติค่ะ

สนธิ – ไม่ทันกิน นายกฯทักษิณมาจากภาคเอกชน เขาบริหารงานทางเอกชนจนประสบความสำเร็จ นั่นคือนัยยะของการเป็นนักบริหารธุรกิจ เขาก็เลยคิดว่าทำไมไม่เอาตั้งเงินที่ต้องใช้เอาไว้เป็นงบกลางก่อน แล้วเมื่อมีเหตุที่ต้องใช้ในขณะนั้น ก็ใช้งบกลางไปทันทีเลย แล้วค่อยมาต่อยอดด้วยงบประมาณอีกทีหนึ่ง

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – ทีนี้พอทำอย่างนี้ปั๊บ แทนที่คนจะมองทุกอย่าง exact value ว่าเรามาวัดกันที่ผลดีกว่า ถ้าอย่างนั้น ทุกคนก็บอกว่าตั้งงบกลางเพื่อคอรัปชั่น ตั้งงบกลางไม่มี

สโรชา – เป็นการเปิดทางหรือเปล่า

สนธิ – นี่คือนิสัยและสันดาน วิธีการเล่นการเมืองแบบเก่าๆ ซึ่งต้องเลิกได้แล้ว นะครับก็เช่นกันว่านี่คือนิสัยว่าตั้งคนนั้นเป็นญาติ ผมคิดว่าดูภาพรวมดีกว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ต้องตั้งให้เขาขึ้นมาแล้วดูว่าเขาบริหารงานได้หรือเปล่า ถ้าเขาบริหารงานไม่ได้ค่อยวิพากษ์วิจารณ์เขาต่อไป หรือว่าคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งจริงๆ นายกฯก็ไม่ได้เป็นคนตั้ง เพราะเขาถูกตั้งเมื่อสมัยรัฐบาลยุคคุณชวน หลีกภัย ก็ต้องดูว่าเขาทำงานได้ไหม ถ้าเขาทำงานไม่ดี หรือมีปัญหาอะไรก็ค่อยว่าอีกที ผมคิดว่าคนไทยในขณะนี้ขาดการมองที่ผล แต่ไปมองสิ่งซึ่งกำลังจะเริ่มต้น และไม่เข้าใจปรัชญา ถ้าเข้าใช้ปรัชญาสิ่งนี้จะไม่ลามปามมาถึงขณะนี้

สโรชา – มีหลายๆ คนอาจจะวิพากษ์วิจารณ์กันค่ะว่า จริงๆ แล้วถึงเวลาการเมืองมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป อยู่กันเป็นสมัยกันไป แต่ข้าราชการประจำต้องอยู่กันไปตลอดเลย

สนธิ – ข้าราชการประจำนี้ล่ะตัวแสบ ผมจะบอกให้คุณสโรชาทราบ

สโรชา – (หัวเราะ) ขนาดนั้นเลยหรือคะ

สนธิ – ท่านมหาเธร์ ,ลีกวนยู และนายกฯทักษิณ มีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ปฏิเสธข้าราชการประจำ ข้ามหัวเลย เพราะว่าข้าราชการประจำนั้นก็คือตัวขวางกั้นการเจริญเติบโต หรือการเดินไปสู่วิสัยทัศน์ของประเทศในยุคของโลกานุวัตน์ นี่คือสิ่งซึ่งที่นายกฯทักษิณพยายามปฏิรูปราชการ และพยายามทำลักษณะการบริหารราชการให้สิ้นสุดและจบในคนๆ หนึ่ง นั่นคือที่มาของผู้ว่าซีอีโอ เพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน เพื่อไม่ให้มีกระบวนการ ขั้นตอน ซับซ้อนมากมาย

สโรชา – วุ่นวายยาวนาน

สนธิ – และผลที่สุดก็คือให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ให้ประเทศชาติสามารถจะมีความเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่เขาทำ

สโรชา – คุณสนธิพูดเรื่องปฏิรูประบบราชการนี้ก็เชื่อมโยงไปต่อคำถามที่ดิฉันจะถามต่อไปว่า นักวิชาการเอ็นจีโอก็ดี ออกมาบอกว่าควรจะมีการกระจายอำนาจได้แล้ว ถึงเวลาที่อยู่ในยุคสมัยที่ควรจะกระจายอำนาจได้แล้ว ควรจะนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินปัญหาท้องถิ่น แต่ว่ากลับกลายเป็นว่ามีคนวิพากษ์ว่าท่านนายกฯ นี้สวนทาง คือกลับกลายเป็นว่าเป็นการกระจุกอำนาจอยู่ในที่เดียว

สนธิ – ผมไม่เห็นด้วย

สโรชา – ยังไงคะ

สนธิ – ที่ผมไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ว่าผมเชียร์ท่านนายกฯ จนไม่ลืมหูลืมตา ผมคิดว่าลักษณะของการบริหารงานในขณะนี้ เราต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง ลักษณะของโครงสร้างการปกครองนี้ จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กับลักษณะของปัญหาของสังคม โครงสร้างอย่างหนึ่งกับลักษณะปัญหาอย่างหนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนเวลาไปแล้ว โครงสร้างนั้นอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ในขณะนี้อย่างที่ผมบอกว่านายกฯทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 2540 มาในช่วงเปลี่ยน มาเพื่อปรับ ปราบพวกยาเสพติด พวกมาเฟียทั้งหลาย เพื่อให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย และระบบราชการก็เป็นส่วนหนึ่ง ตรงนี้แหล่ะที่เกิดมาจากการกระจายอำนาจในอดีต เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ต้องดึงพวกนี้เข้ามาอยู่ตรงนี้ก่อน เมื่อดึงเข้ามาแล้วค่อยจัด คุณมาอยู่ตรงนี้นะ คุณมาอยู่ตรงนั้นนะ เพราะถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้นะ คุณไม่มีทาง คุณเอาระบบราชการไม่อยู่ สมัยก่อนถ้าคุณศึกษาการปกครองไทย การปกครองไทยสมัยก่อนปกครองเป็นมณฑล ผู้ว่ามณฑลนี้ มีอำนาจเด็ดขาดเลย สามารถจะตัดสินได้ทันทีเลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องกลับมาที่กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดส่วนกลาง แต่พอมีการกระจายอำนาจมากขึ้นต่อมาเรื่อยๆ ก็เริ่มบอกว่าให้อำนาจผู้ว่าฯ ให้อำนาจส่วนท้องถิ่น ให้อำนาจโน้นอำนาจนี้ เราก็รู้ว่าอำนาจท้องถิ่นในอดีตคืออำนาจมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล เพราะฉะนั้นแล้วพอมายุคนี้ ต้องการเดินต่อไปนี้เราต้องกุมส่วนต่างๆ ซึ่งแตกสลายหมดแล้ว รวบรวมเข้ามา แล้วแยกเป็นหมวด แยกเป็นหมู่ แยกเป็นกอง พอจบเรียบร้อยแล้ว คือกลับไปสู่การปกครองระบบที่มีผู้ว่ามณฑล นั่นคือที่มาผู้ว่าซีอีโอ ปัญหาทุกอย่างในจังหวัดต้องจบในจังหวัดนั้น นี่คือ pilot project ซึ่งมีการทดลอง

สโรชา – เอาล่ะค่ะ นั่นก็คือประเด็นการปฏิรูประบบราชการ เรามาคุยกันถึงประเด็นต่างประเทศกันบ้างนะคะ ดูเหมือนว่าช่วงแรกๆ นี้ ท่านนายกฯ ค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองพอสมควร ก็คือแทบจะเดินออกมาห่างๆ สหรัฐฯ สักนิดหนึ่งด้วยซ้ำไป แต่ดูพักหลังๆ นี่ค่ะ คุณสนธิ เหมือนจะกลับไปอิงสหรัฐฯ มากเกินไปหรือเปล่า

สนธิ – ผมอยากจะเปรียบเทียบการดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนเล่น เผ สมมติมีคนเล่นอยู่ 4 คน อเมริกา,จีน,ญี่ปุ่น,ไทย หน้าไพ่เผนี้ คือเป็นตัวบอก เคยเล่นไหมครับเผ

สโรชา – เคยเห็นค่ะ รู้สึกจะมีใบ สองใบเปิดอยู่

สนธิ – จะมีใบแรกกลบ ใบที่สองหงาย ใบที่สามหงาย ใบที่สี่หงาย ใบที่ห้าหงาย ใบกลบนี้ไม่รู้ว่าอะไรนอกจากเจ้าตัวเอง คือนโยบายต่างประเทศไทยเหมือนเล่นเผ แล้วผมคิดว่านายกรัฐมนตรีเล่นนโยบายต่างประเทศไทยเหมือนเล่นเผ ก็คือหน้าไพ่ใครใหญ่ก็จะหลบให้คนนั้น เข้าใจยังครับ เพราะฉะนั้นในยุคหนึ่งในจังหวะช่วงเวลาหนึ่งหน้าไพ่จีนใหญ่ ก็จะหมอบเพื่อให้จีนกินไป ถ้าหน้าไพ่อเมริกาใหญ่อย่างเช่นในช่วงนี้ ช่วงซึ่งบุชจะมาเอเปค บุชกำลังจะพิจารณาที่จะให้สัญญาในการก่อสร้างบูรณะอิรักให้กับประเทศที่เข้าไปช่วย หน้าไพ่เขาอาจจะมี A 3 ตัว ตอง A นายกฯ ก็เลยกลบไว้ เพราะฉะนั้นแล้วนโยบายต่างประเทศยุคนี้กับนโยบายต่างประเทศซึ่งไม่เหมือนยุคก่อน ยุคก่อนนี้เราพึ่งพิงอิงแอบตะวันตก 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้คนมาบอกว่าทำไมเรามาพึ่งพิงอิงแอบจีน อ้าว วันนี้ทำไมพึ่งพิงอิงแอบอเมริกามากเกินไป ฝ่ายที่ชอบจีนก็บอกว่าช่วงนี้ทำไมเราไปเอาใจอเมริกามาก ช่วงที่เราสนิทสนมกับจีน ทางฝ่ายตะวันตกที่ชอบตะวันตกก็บอกว่าเราไปเอาใจจีนมากเกินไป

สโรชา – คือเราต้องเล่นบทบาทให้เหมาะสม สมกับบทคนอื่นที่เขาเล่นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ใช่ไหมคะ

สนธิ – ถูกต้องครับ

สโรชา – เอาล่ะค่ะ เราจะพักกันตรงนี้สักครู่นะคะ กลับมาเราจะมองไปถึงอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ กลับมาเทอมสองแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง จะอันตรายมากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวกลับมาค่ะ

สโรชา – กลับมาเมืองไทยรายสัปดาห์ในช่วงสุดท้ายนะคะ คำถามหนึ่งที่ดิฉันจะต้องถาม ก็คือว่าก็ใกล้จะเลือกตั้งแล้ว กลับมาเทอมสองของท่านนายกฯ ทักษิณ นี้มีคนหลายๆ คนกลัวค่ะว่าจะน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะว่าเหมือนกับว่าท่านได้วางระบบไว้เรียบร้อยแล้ว วางรากฐานไว้เรียบร้อยแล้ว มันน่ากลัวใช่หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนคะ

สนธิ – ผมอยากให้คุณสโรชาแล้วก็ท่านผู้ชมหลายๆ ท่านที่คิดอย่างนี้ มองปัญหานี้ด้วยหลักธรรม คือในทางพุทธนี้พรุ่งนี้ยังไม่มา เมื่อวานนี้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่วันนี้ทำให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วอะไรที่ยังไม่เกิด ผมว่าอย่าเพิ่งไปวิตก เพราะว่าถ้าเราไปวิตก สิ่งที่ยังไม่เกิด เราสามารถสร้างทฤษฎีขึ้นมาได้เป็นล้านๆ ทฤษฎี เป็นได้หมดทุกอย่าง

สโรชา – เป็นสมมติฐาน

สนธิ – สมมติฐานเยอะแยะไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นมันยังไม่เกิด ก็ใช้วันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ยังไม่มาอย่าไปกังวล วันนี้นายกฯทักษิณทำดี ก็ควรได้รับผลของความดี ถูกไหมครับ คุณสโรชาตื่นมาคิดดี ทำดี ก็ได้ดี แต่ถ้าดีแตกเมื่อไหร่ อย่าไปห่วง ก็ต้องมีคนมาจัดการ ดูถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ของสมัย จปร.5 ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ยังอยู่ไม่ได้เมื่อ พ.ค.2535 หรือจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ต้องไปเมื่อ 14 ตุลา อย่าไปประมาทประชาชนชาวไทย อย่าไปดูแคลนหลักธรรม หลักธรรมนี้สำคัญมากใครทำชั่วแก่ชาติบ้านเมือง แล้วก็ต่อให้ระบบทางการเมืองเอื้อแค่ไหนก็ตาม ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นแล้วการเมืองนี้ อย่าไปเชื่ออะไรมากเกินไป ครั้งหนึ่งประชาชนเคยตั้งความหวังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้ที่พรรคประชาธิปัตย์ แต่พอผ่านไป 3 ปีเศษ พรรคไทยรักไทยกลับเข้ามาอย่างถล่มทลายเลย

สโรชา – คือหมายความว่าระบบมีอยู่แล้ว พลังของประชาชนอยู่ ไม่ได้ไปไหน ถ้าหากว่าอนาคตมีเกิดอะไรขึ้นมา ผลไม่เข้าตาประชาชน

สนธิ – คือถ้านายกฯทำดี และประชาชนได้ สังคมดีขึ้น ผมคิดว่าประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่าเขาไปสร้างเครือข่ายของเขา สมมติว่าเขาจะเอาพวกชินวัตรทั้งหมด หรือญาติพี่น้องเขา ตำรวจร่วมรุ่นเดียวกับเขามากุมอำนาจทั้งหมด แต่ว่าถ้าประชาชนดีขึ้น สังคมดีขึ้นนี้ ผมกลับคิดว่าเขาเอาใครมานั่งไม่สำคัญหรอก

สโรชา – ขอให้ผลที่ออกมา

สนธิ – เราดูกันที่ผล ดูกันที่เจตนา ดูกันที่กรรม แล้วอย่างที่บอกนะครับมันยังมาไม่ถึง มองหลักธรรม ทุกคนก็ไปบอกว่าเออ นี่นะวางตัวน้องเขยไว้เป็นปลัดกระทรวงฯ เพื่อที่จะขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา วางตัวพี่ภรรยาไว้เพื่อขึ้นไปเป็น ผบ.ตร. วางตัวพี่ชาย แล้วถ้าผมมองมุมกลับ สมมติว่าอีก 2 ปี พี่ชายเขาเกษียณนี้ จาก ผบ.ตร นี้แล้วเขามีชินวัตรอีกคนไหมเพื่อมาเป็น ผบ.ตร.

สโรชา – ค่ะ (หัวเราะ)

สนธิ – (หัวเราะ) คือผมว่ามากเกินไป ต้องให้เกียรติกันบ้าง คือย้อนกลับไปว่าแต่ละคนเขามีเส้นทางชีวิตเขา พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เส้นทางชีวิตเขาก็มี เขากัดฟันต่อสู้มาตลอด พล.ต.ท.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เขาก็มีเส้นทางชีวิตเขา เขารับราชการตำรวจมาตลอด คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เขาก็รับราชการกระทรวงยุติธรรมมาตลอด เส้นทางชีวิตของเขาแต่ละเส้นทางเขาไต่เต้าขึ้นมา อาจจะจังหวะโชคดีตรงที่ว่ามีคนที่เป็นญาติใกล้ชิดสนิทสนมค่อนข้างที่จะเห็นประโยชน์เขา มากกว่าที่เห็นกว่าคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันอีกยุคหนึ่งคนอื่นก็ไม่เคยเห็นประโยชน์เขา จบแค่นั้น

สโรชา – งั้นมีอีกคำถามหนึ่ง ซึ่งดิฉันเชื่อนะคะว่าหลายๆ คนกำลังคิดอยู่ในตอนนี้ ว่าฟังคุณสนธิมาประมาณเกือบๆ ชั่วโมงหนึ่งนี้ มาถึงตอนนี้แล้วเข้าใจในหลายๆ ประเด็น เข้าใจในบุคลิกต่างๆ ที่ท่านนายกฯมีที่เห็นได้ชัดตามข่าวที่พบกันอยู่ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เห็นล่ะว่ามีข้อดีเยอะสำหรับท่านนายกฯคนนี้ แต่ถามคุณสนธิตรงๆ เลย

สนธิ – มีอะไรเสียบ้างไหม

สโรชา – มีอะไรเสียบ้างหรือเปล่า

สนธิ – มนุษย์นี้มันมีทั้งดี มีทั้งไม่ดี พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคใหม่ ไม่มีวัฒนธรรมองค์กร หรือถ้าจะมีก็เป็นวัฒนธรรมของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นแล้วจุดอ่อนของพรรคนี้คือการที่ต้องเอาคนจากหลายๆ ฝ่ายมารวมตัวกัน แล้วแบ่งผลประโยชน์กันให้พอดี การเมืองคือการแบ่งปันผลประโยชน์ จะยุคไหน สมัยไหน จะยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

สโรชา – ยังคงเป็นอย่างนั้นหรือคะ

สนธิ – แน่นอน แบ่งปันผลประโยชน์ให้ประชาชน แบ่งปันผลประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง แบ่งปันผลประโยชน์ให้คนนั้นคนนี้ เป็นธรรมชาติของมัน การที่มีกลุ่มวังน้ำเย็นเข้ามาเป็นตัวร่วมตั้งแต่แรก เป็นความจำเป็นที่จำเป็น คือ ผมคิดว่านายกฯ ทักษิณ ไปมองประเด็นว่า ไปเห็นสัจธรรมว่าถ้าจะมีอำนาจต้องยอมเสียสละอุดมการณ์ทางการเมืองบางประการ นั่นคือจุดแรกที่คุณเสนาะ เทียนทองเข้ามา เมื่อได้อำนาจตรงนี้แล้ว ถ้าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารเป็นไปตามวิสัยทัศน์ตัวเองนั้น ต้องมีเสียงมากกว่าที่ไม่ให้ฝ่ายค้านมาอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ ก็เลยต้องเอาความหวังใหม่ เอาชาติไทย เอาชาติพัฒนา รวมเสรีธรรมเข้ามา

สโรชา – ยังไม่รวมนะคะ ชาติไทย ชาติพัฒนายังไม่รวม

สนธิ – ยังไม่รวม เอาเข้ามาร่วมรัฐบาล ตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นกรอบความคิดของการวางหลักยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ คือนายกฯ ทักษิณ บอกเอาล่ะ 4 ปีข้างหน้านี้ ขอให้ฉันได้ทำงานได้ที่ไม่ต้องมาวุ่นวายการเล่นการเมืองได้ไหม

สโรชา – ไม่ต้องปวดหัว

สนธิ – ไม่ต้องมาปวดหัว ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันทำงานอย่างเดียว เพราะว่าอภิปรายฉันอะไรไม่ได้ ฉันขอทำงาน นี่คือที่มาของมัน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าตัวนายกฯทักษิณ ก็ต้องการที่จะพัฒนาในเทอมที่สอง ด้วยการที่จะทำอย่างไรดี ที่จะเอาคนที่ไม่ยี้ หรือไม่เป็นภาพสีเทา หรือสีดำออกมาร่วมกระบวนการตรงนี้ นะครับ ซึ่งตรงนี้นายกฯทักษิณจะทำได้ยาก และนายกฯทักษิณเองนี้ก็เริ่มที่จะยอมรับในบางจุด คือใจนายกฯทักษิณ คือตัวนายกฯ สังเกตอย่าง เขาไม่ใช่คนดึงดันนะครับ เขามีบุคลิกของผู้นำอย่างหนึ่ง ซึ่งผมยอมรับเขา คือเมื่อเขารู้ว่าอันนี้ไปไม่ได้ เขาหยุด เขาถอยเป็น สังเกตหลายๆ เรื่อง เรื่องอาวุธปืนจำได้ไหม

สโรชา – ค่ะ

สนธิ – ที่เขาพูดแล้ว เสร็จแล้วมีคนทักท้วงเขาว่าไปแย่งปืนจากคนดี เขาก็บอกว่าเรื่องนี้ยังอีกนานยาวนาน กว่าจะถึงนี้จะต้องมีการประชาพิจารณ์กันอยู่ หรือว่าเรื่องปัญหาท่อก๊าซไทย – มาเลเซีย มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์บอกว่าไม่พูดแล้วอย่ามาพบผม เป็นไงเป็นกัน แต่พอคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เข้าไปพบเขาเรื่องบ้านเอื้ออาทร ซึ่งคุณไพบูลย์นี้เป็นเอ็นจีโออาวุโส เขาก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าคุณไพบูลย์จะเป็นตัวประสานเชื่อมต่อ เขาก็ยินดี ตรงนี้ผมคิดว่าเขามีคุณภาพ คือเขาไม่มีอัตตา แต่ผมคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาภายในพรรคการเมืองของเขาเองในการเลือกตั้งงวดหน้าได้โดยการไม่มีอัตราในบางครั้งก็ลำบากเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า เพราะว่าในขณะนี้ปัญหาใหญ่ก็คือว่า เขาได้ลั่นสัจจะวาจาไปแล้ว ถ้าจุดอ่อนเขามีก็คือว่าเขามักชอบพูดอะไรก่อนที่จะมีการกระทำอะไรเกิดขึ้นมา มันก็เป็นข้อดี แต่ในขณะเดียวกันข้อเสียเขาก็มีเยอะ เช่นเขาประกาศว่าเขาต้องได้ 400 เสียง ถ้าเขาประกาศว่าเขาได้ 400 เสียง เขาก็ต้องทำทุกวิถีทางให้เขาได้ 400 เสียง นั่นคือการ compromise ในหลักการ เข้าใจยัง

สโรชา – ก็คืออาจจะต้องเสียสละบางประการไปเพื่อให้ได้มาซึ่ง

สนธิ – ถูกต้อง นี่คือจุดอ่อนของเขา นายกฯทักษิณไม่ใช่เทวดา อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่เทพ แต่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพราะฉะนั้นแล้ว ผมกลับมองว่าจุดอ่อนของตัวท่านนายกฯทักษิณ ก็คือจุดแข็งของตัวท่านนายกฯทักษิณนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งผมคิดว่า เราจะต้อง วันหน้าวันหลังนี้มีเวลา มีตัวอย่าง เราต้องคุยกันอีกทีหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้นายกฯ ทักษิณ กำลังซื้อเวลาอยู่ ซื้อเวลาที่จะจัดระเบียบจัดระบบทุกอย่าง เมื่อซื้อเวลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำถามคือเขาจะซื้อเวลานานแค่ไหนที่จะพลิกผันให้พรรคไทยรักไทยนี้เป็นพรรคในลักษณะที่เขาคิดว่าอยู่ในอุดมการณ์ตั้งแต่แรกที่เขาตั้ง

สโรชา – ภาพที่วาดไว้เมื่อไหร่จะเกิด

สนธิ – นั่นคือการซื้อเวลา เขาคิดว่าจะเกิดเทอมสอง แต่ผมเข้าใจว่ามีจุดอ่อนอีกหลายจุดซึ่งเขาจะทำให้เกิดไม่ได้

สโรชา – ยังต้องแก้ไขกันไปอีกหลายต่อหลายประการทีเดียว ซึ่งก็เห็นภาพรวมกันคร่าวๆ นะคะ มีหลายต่อหลายคำถามนะคะซึ่งดิฉันเชื่อว่าอยู่ในใจคุณผู้ชมที่ถามออกไปแล้วได้รับคำตอบมาซึ่งคงจะกระจ่างในหลายๆ ประเด็นนะคะ คุณทักษิณ ชินวัตร คนนี้ นายกฯของเรา ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งล่ะค่ะ ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อเสีย มีเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะคะที่จะพยายามจะทำอะไร พยายามที่จะพาพรรคพวกเข้ามา พรรคพวกที่มีคุณภาพ ที่เห็นความสามารถ ที่สามารถที่จะทำได้ ก็พยายามจะขึ้นมาและสร้างตรงนี้ แต่ที่แน่ๆ ภาพรวมต้องมองกันไม้ทั้งป่าค่ะ ไม่ใช่ไม้เพียงต้นเดียวเท่านั้น

สนธิ – ไม่ใช่ไม้เพียงต้นเดียว

สโรชา – ที่คุณสนธิเคยพูดไว้นะคะ ไม้ทั้งป่ามองไปก็จะเห็นค่ะว่าความพยายามที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็ไม่มีคนจน อันนั้นคือที่ตั้งใจไว้

สนธิ – นั่นคือสิ่งที่ท่านนายกฯตั้งใจไว้

สโรชา – โอเคค่ะ หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับเมืองไทยรายสัปดาห์ในวันนี้นะคะ กลับมาพบกันใหม่ในวันศุกร์หน้า เวลาสามทุ่มค่ะ

สนธิ – สด

สโรชา – สดค่ะ อาทิตย์หน้าสดแน่ๆ กลับมาอาทิตย์หน้าค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

สนธิ – ครับ สวัสดีครับ

Monday, July 11, 2005

ที่มา "ไทยรักไทย"

นานๆทีจะมีโพสต์อินไซด์ของ การก่อตั้งพรรคการเมือง ซึ่งผมชอบมาก แนวคิดเริ่มต้นดี
แต่แนวการปฏิบัติมีปัญหา ซึ่งถ้าวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง และใช้เศรษฐศาสตร์การเมืองมาช่วยจับ
ก็พอจะทำความเข้าใจได้

- มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง
- การเมืองย่อมต้องใช้ทุน และต้นทุนนั้น "สูง"
- พิชัยสงครามว่าไว้ว่า เมื่อตีเมืองข้าศึก ให้กินข้าว กินเสบียงข้าศึก คุณทักษิณจึงย่อมไม่ใช้ทุนของตัวเอง หรือใ้ช้ก็ใช้ให้น้อยที่สุด
- คุณทักษิณ ก็ยังต้องการควบคุม เงินทุนของพรรค (ซึ่งเงินทุนหลักก็เป็นเงินทุนของคุณทักษิณเอง) เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมืองต่างๆ (อำนาจของคุณทักษิณเกิดจาก เงินทุน, ชื่อเสียง, และอำนาจตามระบบนายกรัฐมนตรี) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่สามารถมอบภาระตรงนั้นไปให้กับ nominee ใดๆได้
- คุณทักษิณเป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง แต่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการ และจำเป็นต้องพึ่งพาองก์ความรู้จาก ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมักเห็นแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประหลาดๆ ออกมาจากความคิดคุณทักษิณเสมอๆ
- ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะ theory ทางเศรษฐศาสตร์จะตามหลังมาอธิบาย ดังนั้นจึงอาจไม่ทันการ , dual track policy ประกอบกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านวิธีทางการตลาด ที่เคยใช้ได้ผลในสมัย 4 ปีแรก ก็ไม่สามารถใช้ได้อีก เมื่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเผชิญขีดจำกัด และปะทะกับวิกฤตระดับโลก (หวัดนก, ภัยก่อการร้าย, tsunami และ ต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้ัน) endownment ที่เคยมี (domestic consumption) ก็เริ่มหายไป เพราะรากหญ้าติดกับดักเรื่องหนี้สินระดับชาวบ้าน สุดท้ายก็ต้องมาพึ่ง real sector ผลิตของจริง ขายของจริง
- เรื่องนี้ (การแก้ปัญหาแบบประหลาดๆ) ไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องมองความจริงให้ออก ยอมรับความจริง และกลับตัวให้ทันให้ได้ ซึ่งการที่คุณทักษิณลากยาวเรื่องกองทุนน้ำมัน สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ยอมรับความจริง เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาภาระเศรษฐกิจของประเทศไปแลกกับคะแนนนิยมในการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงอีกต่างหาก -- กรณีแบบนี้ อาจารย์รังสรรค์ เรียกว่า ประชาธิปไตยที่ขาดดุล
- วิธีการแก้ปัญหาด้วยการ run megaproject นั้นอาจใช้ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่อยู่ในภาวะไม่สมดุลแบบนี้ แต่เมื่อ assumption เปลี่ยน (เกิดการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง , GDP ลด, ค่าเงินตก) จะต้องเปลี่ยนแผน megaproject ด้วย อย่างน้อยต้องลด scope ไปมากกว่าครึ่ง หรืออาจจะไม่ต้องทำเลย
- หันมาใช้ภูมิปัญญาของเราในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยลงทุน (ซื้อทุนจากต่างประเทศ) ให้น้อยที่สุด -- เช่น อย่าไปใช้ .NET ให้ใช้ Open Source สงวนเิงินตราต่างประเทศไว้ให้มากที่สุด หรือการปรับระบบการขนส่งเพื่อพึ่งพาน้ำมัน ต้องพิจารณาแนวทางหลายทาง อาจไม่จำเป็นต้องขุดรถไฟฟ้าก็ได้ การขนส่งด้วยเรือ อาจเป็นทางออกที่น่าสนใจ
- ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ช่วงเริ่มก่อตั้งพรรคน่าสนใจมากๆ

Manager ความเห็นที่ 47

==========================
"เริ่มต้นเลยคุณสมคิดโทรศัพท์มา ขอเชิญไปคุย ก็ไปคุยที่ตึกชินวัตร พหลโยธิน คุยกันสักพักคุณทักษิณลงมา ก็แนะนำให้รู้จัก เพราะผมยังไม่รู้จักคุณทักษิณอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็เริ่มต้นนัดคุยกันเป็นระยะๆ ประเด็นที่คุยกันก็ชัดเจน ว่าคุณทักษิณเขาอยากจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ แล้วก็อยากให้ผมมาช่วย"

"ความจริงผมไม่ได้รู้จักคุณสมคิดมาก่อน คุณทักษิณก็อาจจะเคยคุยๆ กันมาในช่วงพรรคพลังธรรม" อาจารย์ธีรภัทร์เล่าว่าเขาเคยช่วยให้คำแนะนำทางวิชาการกับพรรคการเมืองต่างๆ "ใครขอให้ช่วย ผมก็ช่วย ไม่ว่าจะประชาธิปัตย์ พลังธรรม คุณสุดารัตน์นี่ไม่ว่ามีอะไรผมก็ช่วย-แบบนักวิชาการนะ ไม่เกี่ยวกับการเมือง เช่น ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ พรรคพลังธรรมช่วงปลายๆ ที่คุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรคผมก็ช่วย นำเสนอหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องปฏิรูปการเมืองรู้สึกมี 10 หัวข้อ แม้กระทั่งเลือกตั้ง ส.ว. ผมก็เสนอมาแล้ว ว่าให้มีการเลือกตั้งโดยตรง เอกสารพวกนี้มีหมด"

"เข้าใจว่าตรงนั้นแหละครับที่คุณทักษิณเขารู้จักผม อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่คุณสมคิดเขาโทร.มา ก็ได้นั่งปรึกษาหารือกันว่าถ้าจะตั้งพรรคใหม่ผมก็เห็นด้วย เพราะพรรคเดิมที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าไม่ได้มีแนวทางปฏิรูปการเมืองเลย นโยบายเดิมๆ ประกอบกับการที่คุณทักษิณก็ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ ภาพชัดเจนว่าไม่น่าจะมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในทางการเมืองหรือทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ด้วยสมมติฐานดังกล่าวนั้นผมก็คิดว่าน่าจะเป็นความโชคดีของประเทศที่เราจะได้ปฏิรูปการเมืองกันอย่างจริงจัง"

"ผมได้ดำเนินการเรื่องปฏิรูปการเมืองในเชิงทฤษฎีมาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณบรรหาร ผมก็เป็นกรรมการปฏิรูปการเมือง เสนอแนวคิดต่างๆ จนกระทั่งมาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 211 ผมเป็นรองประธานแก้ไขมาตรา 211 ตอนนั้นมีการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ผมก็ไม่มีโอกาส เนื่องจากในสายรัฐศาสตร์ เขาเอา 8 คน ผมได้ที่ 11 ก็ไม่ติด คุณทักษิณสมัคร ส.ส.ร.ที่เชียงใหม่ ก็ไม่ติดเหมือนกัน พูดง่ายๆ ว่าก็ว่างกันทั้งคู่ มาคิดว่าถึงเวลาที่จะปฏิบัติหลังจากที่เราทำด้านทฤษฎีมานานพอสมควร"

ตอนนั้นเป็นปี 2539 ระหว่างที่ ส.ส.ร.ยังร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ก่อนก่อตั้งพรรคจริงๆ 2 ปี

"ก็คิดว่าดีล่ะ เมื่อ ส.ส.ร.คิดร่างรัฐธรรมนูญ เราก็มาคิดเรื่องตั้งพรรคมาสอดรับกับการปฏิรูปการเมืองใหม่ ซึ่งในขณะนั้นภาพลักษณ์ของคุณทักษิณก็ไม่เสียหายอะไร และประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาสูงเกินกว่านักธุรกิจโดยทั่วไป ทำให้คาดการณ์ว่าไม่น่าจะมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ อีก ก็ประจวบกันด้วยความคิดนี้ ผมก็เห็นว่าควรที่จะสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองใหม่ นี่คือที่มาของจุดเริ่มต้นของการตั้งพรรคไทยรักไทย"

บอกว่าในกลุ่มที่หารือกัน ต้องนับว่าเขาเป็นคนนอกคนแรก

"ต้องเข้าใจก่อนนะว่าคุณสมคิดเขาเป็นลูกจ้างคุณทักษิณ กินเงินเดือนคุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษามานานหลายปี คุณภูมิธรรมก็ลูกจ้างคุณทักษิณ แม้กระทั่งหมอพรหมินทร์ จึงอาจจะกล่าวได้ว่าผมเป็นคนนอกคนแรกที่เชิญไปตั้งพรรค แล้วก็เป็นคนลงมือทำจริงๆ"

"เริ่มต้นผมก็คุยกับคุณทักษิณก่อนว่าผมเห็นนายกรัฐมนตรีมาหลายคนแล้ว ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาพอสมควร เราก็เห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองเราที่สะสมมา ใครก็ตามที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะมีทั้งคนดีคนเลวก็ตาม แต่ขาดองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาประเทศ เนื่องจากว่าพอมารับตำแหน่งไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน พอเข้ามาแล้วต้องมาเผชิญปัญหา เหมือนนักมวยขึ้นไปต้องเจอคู่ต่อสู้เลย ต้องชก ไม่มีสิทธิ์จะมานั่งคิดหรอกว่าจะทำยังไง เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีที่ดีๆ หมายถึงว่าประวัติขาวสะอาด เสียหายไปก็เยอะ เพราะว่าทำหน้าที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องไปพูดถึงนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมฉ้อฉลนะ เอานายกรัฐมนตรีที่เป็นคนดี หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์เสนีย์ ปราโมช อาจารย์คึกฤทธิ์ อาจารย์สัญญา รวมทั้งป๋าเปรม ก็เป็นคนดี แต่พอเผชิญปัญหาขนาดนั้นมันแก้ไม่ได้หรอก ก็เสียคนไปหมด ผมก็ไม่อยากเห็นคุณทักษิณเขาเสียคน เพราะเมื่อเขามีความตั้งใจจะมาทำงานการเมือง เราก็อยากให้เขาเป็นรัฐบุรุษ ไม่อยากเห็นเขาถูกโห่หลังลงจากตำแหน่ง ก็เลยบอกเขาไป"

"ทางแรกเลยก็คือต้องเตรียมความพร้อม เตรียมองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาประเทศก่อน ท่านทักษิณท่านถามว่าต้องทำอย่างไร ผมก็บอกว่าคนเก่งๆ ในบ้านเมืองเรามีเยอะ เราน่าจะจัดตั้งองค์กรขึ้นมาสักองค์กรหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรเอกชน เช่น อาจจะเป็นมูลนิธิ แล้วเราก็เอาผู้ที่มีองค์ความรู้ทั้งหลาย คนที่มีความเชี่ยวชาญ ได้รับการยอมรับว่ามีความรู้ในแขนงวิชาการต่างๆ มาช่วยสร้างความรู้ และนำความรู้ไปปรากฏเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่เราจะทำขึ้นมา หากเป็นรัฐบาลจะได้เอานโยบายตรงนี้ไปใช้ปฏิบัติได้เลย เพราะได้ผ่านการกลั่นกรองจากผู้รู้มาในระดับหนึ่งแล้ว น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ น่าจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาประเทศ แล้วต้องให้องค์กรนี้เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง คือจะเป็นความสัมพันธ์ในแง่นำความรู้มาใช้เท่านั้นเอง แต่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพรรคการเมือง ต้องให้เขาอิสระจริงๆ คนไหนอยากจะเล่นการเมืองมาอยู่พรรคการเมืองทีหลังได้ ถ้าไม่อยากเล่นการเมือง แต่เขาอยากจะช่วยชาติ เขาจะได้อยู่ตรงนี้ได้"

"คุณทักษิณก็ get idea ก็บอกว่าเออดี เห็นว่าควรจะสนับสนุนให้ตั้งมูลนิธิแบบนี้เลย ท่านจะ support เงินให้เลย สัก 20 ล้าน ผมยังบอกเลย เอาดอกเบี้ยมาทำก็แล้วกัน ท่านบอกไม่เป็นไร เตรียม 20 ล้าน แล้วจะไปเชิญใครมาเป็นประธานดีล่ะ ก็หารือกัน ตอนนั้นก็มีอยู่ 4 คน-ผม คุณทักษิณ สมคิด แล้วก็ภูมิธรรม ผมก็บอกว่าต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของสังคม อยากให้ไปเชิญท่านอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน ส่วนกรรมการมูลนิธิก็อาจจะประเภทศาสตราจารย์ทั้งหลายในแขนงวิชาต่างๆ เช่น เชิญ ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ทางด้านการศึกษา หมอประเวศ ด้านสาธารณสุข ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ด้านพัฒนาการเมืองระบบราชการ ด้านเทคโนโลยีก็ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ก็ล้วนแต่คนดีๆ ที่คัดเลือกมา ก็ตกลงกันอย่างนั้นว่าจะทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้น มี body of knowledge ให้ความสำคัญกับความรู้ของการแก้ไขปัญหาประเทศ"

"ผมก็ยังมีเรื่องตลก หลังจากประชุมวันนั้นเสร็จ เดินออกมาหน้าลิฟต์ ชั้น 30 ตึกชินวัตร คุณสมคิดเขาก็พูดกับคุณภูมิธรรมว่าคอนเซ็ปต์ที่ผมเป็นคนเสนอ คุณทักษิณโอเคแล้วให้รีบดำเนินการเลย ให้รีบดำเนินการโดยด่วนเดี๋ยวท่านเปลี่ยนใจ"

"ผมก็ยังรู้สึกว่า-เอ๊ะ แสดงว่าคุณทักษิณท่านเปลี่ยนใจง่าย หรือเปลี่ยนใจบ่อย ก็ยังตะขิดตะขวงใจอยู่ จนกระทั่งวันนี้ก็ไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว (หัวเราะ) ก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง"

แน่นอนว่าคอนเซ็ปต์นี้ไม่เป็นจริง "มาทราบภายหลังว่าเขาไปทาบทามท่านนายกฯ อานันท์จริงนะ แต่ตอนนั้นติดเป็น ส.ส.ร.อยู่ ท่านก็บอกท่านรับไม่ได้ ผมบอกอย่างนั้นก็เอาคนอื่นมาเป็น ผมเสนอไว้หลายคน แต่เข้าใจว่าคุณทักษิณเขาคงเปลี่ยนใจ"

"หลังจากนั้นคุณทักษิณก็ค่อนข้างจะเปลี่ยนใจบ่อย ที่ตกลงว่าจะตั้งพรรคใหม่ จู่ๆ ท่านก็ไปเป็นรองนายกฯ ของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกไม่แฮปปี้ เอ๊ะ แสดงว่าค่อนข้างจะเป็นคนโลเล ไม่มีจุดยืน ตกลงจะตั้งพรรคใหม่แล้วจู่ๆ ก็ไปเป็นรองนายกฯ เป็นได้ประมาณสักเดือนเศษก็ออกมา เสร็จก็มานัดผมคุย ผมก็ต่อว่า เอ๊ะ จู่ๆ ไปรับเป็นรองนายกฯ นี่ผมว่าไม่เหมาะ ท่านก็บอกว่าสถานการณ์มันบังคับ ผมยังจำได้ท่านบอกว่ากำลังตีกอล์ฟอยู่ พล.อ.ชวลิตโทร.มา แล้วบอกขอให้ตัดสินใจเลย เพราะจะต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันนั้น เลยตกกระไดพลอยโจนรับไป อีกครั้งหนึ่งก็รู้สึกจะไปตกลงเทกโอเวอร์พรรคชาติพัฒนาจาก พล.อ.ชาติชาย แล้วในที่สุดท่านก็มาบอกว่าไม่เอาแล้ว คล้ายๆ กับพรรคชาติพัฒนามีปัญหาเยอะ แล้วคุณกร ทัพพะรังสี ขวาง-ท่านใช้คำว่า กรมันขวางผม-ก็เลยกลับมาสิ่งที่ตกลงเดิมไว้ว่าจะตั้งพรรคใหม่"

"นี่ตอนต้นๆ คือท่านยึกยักไปยึกยักมา ในที่สุดเมื่อออกจากตำแหน่งรองนายกฯ นั่นแหละ ก็มีข่าวลอยตัวค่าเงินบาท ครั้งนั้นท่านเชิญไปอีก วันนั้นผมก็กะว่าต้องคุยกันให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไงแน่ โดยเฉพาะมีข่าวว่าท่านทราบข้อมูลเรื่องการลอยตัวค่าเงิน ผมก็ถามเลย ว่าเรื่องนี้เป็นยังไง คนภายนอกเขาพูดกันแซดเลยว่าท่านมีส่วนรู้เห็น พูดไปเท่านั้นแหละครับท่านก็หน้าแดง-เห็นชัด แล้วท่านก็ใจเย็น ค่อยๆ เล่าให้ฟัง ปกติท่านไม่เคยใช้อารมณ์กับผมนะ คงรู้ว่าผมเป็นคนค่อนข้างจะตรงไปตรงมา เมื่อถามอย่างนั้นไปท่านก็อธิบาย ในทำนองโดยสรุปว่ามันเป็นเรื่องเทคนิคกลไกที่ท่านในฐานะนักธุรกิจสามารถที่จะวิเคราะห์หรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลล่วงหน้า ซึ่งผมก็เป็นคนที่ไม่มีความรู้เลยด้านค่าเงินทางเศรษฐกิจ ก็ต้องฟังแล้วก็ต้องยอมรับไว้ก่อน มันก็เป็นการให้เกียรติกัน เมื่อท่านพูดอย่างนั้นก็ต้องเชื่อ"

"ในที่สุดก็ตั้งพรรคแน่ ผู้ที่เริ่มต้นก็มีผมกับสมคิดในการทำงาน ผมเป็นคนยกร่างข้อบังคับ ยกร่างนโยบาย ปณิธานเจตนารมณ์ของพรรค ส่วนสมคิดเขาจะถนัดด้านการตลาด ก็มีทีมงานคุณทักษิณมาช่วยผม-หมอพรหมินทร์ นักกฎหมายของเอไอเอส 2-3 คน มาช่วยในการยกร่าง จนกระทั่งเสร็จ ตอนนี้แหละเริ่มมีการประชุม มีผู้เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น คุณจาตุรนต์ ฉายแสง คุณสุธรรม แสงประทุม คุณสุดารัตน์ คุณปุระชัยก็เริ่มเข้ามา แต่เป็นในเชิงนโยบายด้านการศึกษา ก็คุยกัน"

"ในที่สุดก็มาถึงจุดที่ว่าจะตั้งพรรคชื่ออะไร ก็มีการประชุมกัน คุณทักษิณก็ทำตัวเป็นนักประชาธิปไตยเพื่อให้ทุกคนเสนอชื่อ วันนั้นคุณหญิงอ้อประชุมด้วย คุณหญิงอ้อเป็นคนเสนอชื่อไทยรักไทย โหวตกันในที่ประชุม-โหวตลับด้วยนะ ก็ปรากฏว่าชื่อไทยรักไทยมีผู้สนับสนุนมากที่สุด"

"แต่คุณทักษิณก็ยังแสดงความเป็นนักประชาธิปไตย เพื่อต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อพรรค ก็เอาชื่อพรรคที่ได้รับเสียงโหวตมากๆ 4-5 ชื่อ ให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ นี่คือที่มาที่ประกาศลงหนังสือพิมพ์แล้วให้ประชาชนโหวต แต่ผมก็คิดในใจว่าทำเป็นพิธีไปอย่างนั้นแหละ ในที่สุดก็คงต้องเอาไทยรักไทย นี่คือที่มาของชื่อไทยรักไทย"

"ชื่อได้แล้ว นโยบายพรรคเสร็จแล้ว ก็มาผู้ก่อตั้ง ซึ่งกฎหมายบอกว่าต้องไม่น้อยกว่า 15 คน ตรงจุดนี้คนที่จะเริ่มเข้ามามากขึ้น ก็มี พล.อ.ธรรมรักษ์ อ.คณิต ณ นคร ไปทาบทามมา ในที่สุดถึงวันที่จะไปจดทะเบียนก็มีการประชุมว่าควรจะไปจดทะเบียนวันไหน คุณทักษิณก็กำหนดวันที่ 14 ก.ค. ผมไม่ได้แย้ง แต่บอกข้อมูลว่าวันที่ 14 ก.ค. เป็นวันชาติฝรั่งเศส เป็นวันปฏิวัติฝรั่งเศส ก็หมายถึงวันที่ประชาชนลุกฮือกันโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยกเลิกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ต้องระมัดระวังว่าคนอาจจะคิดไปในทิศทางนั้นได้ ท่านก็บอกว่าข้อมูลนี้ผมจะต้องไปคิดดูใหม่ ก็ประมาณสัปดาห์หนึ่งกลับมาท่านก็บอกว่าดีแล้วละ เขายืนยันว่าวันนี้ดีแล้ว"

ดูหมอมา? "ท่านไม่ได้บอกว่าไปดูหมอนะ แต่ท่านบอกว่าท่านคิดว่าวันนี้ดีแล้ว ก็คงอย่างที่คุณคิดๆ กัน"

"ก็เป็นว่า 14 ก.ค. 2541 ไปจดทะเบียน ก่อนจะไปจดทะเบียนก็ประชุมผู้ที่จะก่อตั้งพรรค วันนั้นก็ตกลงคุณทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค อ.คณิตเป็นรองหัวหน้าพรรค เลขาธิการ ดูแล้วอาจจะยังหาตัวไม่ได้ คุณทักษิณก็เสนอให้ อ.ปุระชัยเป็นไปก่อน ความเข้าใจตอนนั้นคือเป็นไปก่อน ในที่สุดก็ไปจดทะเบียนวันนั้น ไปยื่นกับ กกต. แล้วก็มาแถลงข่าวที่สยามซิตี"

แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง 23 คน แต่อาจารย์ธีรภัทร์ก็บอกว่าเขาไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค และไม่เคยมีตำแหน่งในพรรค

"เนื่องจากตอนนั้นผมมีตำแหน่งทางวิชาการ ผมไม่ได้ลาออก เพราะฉะนั้นผมก็เป็นผู้ก่อตั้งธรรมดา ผมเป็นกรรมการบริหารพรรคไม่ได้ เพราะถ้าเป็นต้องลาออกจากราชการ จริงๆ แล้วตำแหน่งผมในพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ต้นจนกระทั่งพ้นมาคือผู้ก่อตั้ง ทั้งผู้ก่อตั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติจริง"

"ผมไม่มีตำแหน่งอื่นเลย แม้กระทั่งเป็นสมาชิกพรรค ผมไม่เคยสมัคร ก่อตั้งแล้วถ้าจะมาเป็นสมาชิกกฎหมายต้องให้มายื่นสมัครเป็นสมาชิก มีแบบฟอร์ม ลงชื่อ ผมก็ไม่ได้สมัคร แต่คุณทักษิณให้เอาชื่อผู้ก่อตั้งทั้งหมดไปใส่ชื่อสมาชิก ซึ่งผิด แล้วตรงนี้มีผลตอนที่ผมสมัคร กกต. คณะกรรมการสรรหาส่งเรื่องไปที่ กกต. ใครเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมืองใดหรือไม่ กกต.ส่งไปตามพรรค พรรคไทยรักไทยก็บอกว่าผมเป็นสมาชิกพรรค ผมก็บอกว่าผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค เพราะฉะนั้นถ้าคุณตัดชื่อผมออกในฐานะที่ขาดคุณสมบัติ ผมฟ้องแน่ เขาก็ไม่กล้าตัด แต่เขาไม่เลือกผม"

"เขาไม่เลือกผม แต่เขาไม่กล้าตัดชื่อผม เพราะไปดูแล้วพรรคไทยรักไทยไม่มีใบสมัครสมาชิกของผม เขาใส่เอง หลายๆ พรรคการเมืองทำแบบนี้ กกต.ก็แย่ ความจริงระบบการสมัครเป็นสมาชิกนี่สำคัญ เมื่อพรรครับใครเป็นสมาชิกต้องส่งใบสมัครไปให้ กกต. ว่าเขาสมัครจริง นี่ กกต.ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนกระทั่งบัดนี้ผมก็ว่ายังไม่ได้เรื่อง พรรคบางพรรคก็ไปใส่ชื่อคนซ้อนๆ กัน บางคนเขาไม่รู้เรื่องก็มี ไปมีชื่อเป็นสมาชิกได้ยังไง ผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและไม่สมัครด้วย ผมยังไม่พร้อมที่จะสมัคร แต่ผมเป็นผู้ก่อตั้งให้ ถ้าผมพร้อมผมจะลงสมัครหรืออะไรก็ว่าไป"

หลักการ 3 ข้อ

"เมื่อตั้งพรรคเสร็จแล้ว ช่วงปีแรกก็ยังดีอยู่นะครับ" บอกว่ามีหลักการ 3 ข้อที่เขาเสนอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อแรกคือเรื่อง body of knowledge ต้องสร้างองค์ความรู้ อย่างที่เขาเล่าแล้ว

"หลักการที่สองที่เล่าข้ามมา ตอนก่อตั้งพรรคผมบอกคุณทักษิณว่าผมอยากเห็นพรรคการเมืองที่ดี พรรคของประชาชน คุณทักษิณจะเป็นผู้นำรัฐบาลก็เป็นไป แต่อย่าทำให้พรรคนี้เป็นพรรคของคุณทักษิณ ทำให้เป็นพรรคของประชาชน เป็น mass party ฉะนั้นพรรคต้องกลั่นกรองให้ได้คนดีเข้ามา อย่าเอาคนเลวเข้ามา นี่คือหลักการที่สอง จะเห็นได้ว่าหลังจากตั้งพรรคไปแล้วได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองผู้ที่จะสมัครับเลือกตั้งโดยเฉพาะ มี อ.คณิต เป็นประธาน กรรมการก็มีทั้งท่านปุระชัย คุณสมคิด ผม เป็นหลัก เวลาผู้รับผิดชอบไปหาผู้สมัครในภาคต่างๆ เสนอรายชื่อเข้ามาจะต้องมาผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที ซึ่งเรามีอำนาจจะเอาใครไม่เอาใคร ก่อนจะเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ป้องกันให้ได้คนดีเข้ามา ที่สำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องเอานักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่เสียหาย ทุจริตฉ้อฉล จะไม่เอาเข้ามาเลย ก็พูดกันอย่างนั้น นี่หลักการข้อที่สอง"

"ประการที่สามที่พูดกัน ผมพูดกับคุณทักษิณชัดเจนมากเลยนะ ผมบอกว่าท่านเป็นนักธุรกิจ การจะมาเล่นการเมืองต้องแยกระหว่างธุรกิจกับการเมืองให้ขาดกัน เอามาปะปนกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าให้ท่านตั้งทรัสต์หรือกองทุนนิติบุคคลมาดูแลทรัพย์สินของท่านในบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปจนกระทั่งอาจจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ก็ตาม ท่านจะมายุ่งกับทรัพย์สินต่างๆ ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของทรัสต์มาดูแล"

"ตอนนั้นรัฐธรรมนูญยังไม่ออกเลย เรื่องนี้ถ้าทำและประกาศต่อสาธารณชน นำร่องเลย จะเป็น leader ในเรื่องการสร้างความโปร่งใส มาตรฐานการแยกการเมืองกับธุรกิจออกจากกัน แม้กระทั่งตึกชินวัตร ท่านก็มานั่งไม่ได้ ชั้น 30 มานั่งไม่ได้เมื่อเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ต้องไปนั่งที่พรรค ตกลงกันอย่างนั้น ต้องทำตัวให้สื่อมวลชนให้สังคมยอมรับเป็นแบบอย่าง เพราะนี่จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นรัฐบุรุษ ไม่ใช่เล่นแบบการเมืองธรรมดา คุณทักษิณก็บอกว่าความคิดอาจารย์ดีมาก แล้วเชิญผู้ที่จะมาจัดการเรื่องนี้ให้คือ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมก็เสนอคอนเซ็ปต์นี้ไป คือคอนเซ็ปต์ที่ไม่ทำให้เกิด conflict of interrest ผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง แล้วคุณทักษิณก็ยอมรับด้วย แล้วเรื่องของสำนักงานพรรคท่านก็บอกว่าให้ไปใช้เซฟเฮาส์ ซึ่งเป็นบ้านในซอยข้างๆ ตึกชินวัตร ไปก่อน แทนที่จะไปประชุมที่ตึกชินวัตร ก็เป็นการนำร่องที่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะทำ-ตอนนั้นเชื่อว่ามีเจตนาที่จะทำ หลักการที่ตกลงกัน"

"ผมจึงเห็นว่าเออเราก็คงจะได้ผู้นำที่ดีได้ ได้พรรคการเมืองที่ดีได้ ก็ยังรู้สึกว่าอาจจะเป็นความโชคดีของประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้นในปีแรกของการตั้งพรรคไทยรักไทยเราอยู่ในเกณฑ์แบบนี้ ซึ่งผมก็สบายใจ เพราะการเลือกคนเข้ามาเราก็เลือกคนดีๆ คนใหม่ๆ จะเห็นว่าตอนแรกๆ เราจะมีแต่คนใหม่ๆ แต่ตอนนี้คนใหม่ๆ ที่ผมเห็นก็รู้สึกว่าจะเสียผู้เสียคนไปหมดแล้ว เพราะวัฒนธรรมองค์กรของพรรค"

"ปีแรกที่เราคุยกันมีการสัมมนากันหลายครั้ง คุณทักษิณเองเคยพูดว่าเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากตั้งพรรคไทยรักไทยแล้วคงไม่คาดหวังจำนวน ส.ส.มากนัก คุณทักษิณพูดว่าต้องการแค่ 50-60 คนเอง แต่ผมเสนอว่าพรรคเกิดใหม่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ควรจะทำให้ได้สัก 100 คน รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด 500 เสียง คิดว่า 100 เสียง ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องไปเอานักการเมืองเก่าเข้ามานะครับ นั่นคือการพูดคุยกันถึงจำนวน ส.ส. หลังจากนั้นแล้วแต่ละฝ่ายก็ทำงานไป เบื้องต้นในเรื่องการหาผู้สมัครมีการมอบหมายแต่ละคนไปดูแลแต่ละภาค สุดารัตน์กับพงศ์เทพก็ดูภาคกลาง พล.อ.ธรรมรักษ์ดูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณสุธรรมภาคใต้ ส่วนคุณทักษิณกับคุณชานนท์ สุวสิน ดูแลภาคเหนือ เรื่องนโยบายพรรคตอนแรกเรามีคณะกรรมการนโยบายพรรค ซึ่งคุณทักษิณมอบหมายให้คุณจาตุรนต์เป็นประธาน มีผม คุณสมคิด อ.พันศักดิ์ อ.ปุระชัย คุณสิริกร แล้วอีท่าไหนไม่ทราบคุณจาตุรนต์ก็ออกไป"

เล่าว่าจาตุรนต์เข้ามาร่วมงานพรรคไทยรักไทยตั้งแต่เริ่มต้น โดยที่ชื่อยังอยู่พรรคความหวังใหม่ หลังจากนั้นกลับไปเป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ แล้วจึงกลับมาอีกครั้ง

สำหรับการร่างนโยบายบอกว่าเขาเป็นคนร่างนโยบายด้านการเมืองการปกครอง

"ถ้าจะคุย ผมถือว่านโยบายที่ผมทำให้ค่อนข้างสมบูรณ์มากที่สุด มากกว่านโยบายด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา ผมจึงพูดเสมอว่าการทำนโยบายต้องมาโดยพื้นฐานขององค์ความรู้ ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำง่ายๆ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค เวลามาพูดในพรรคผมพยายามจี้ว่าผมขอดูงานวิจัยที่รองรับนโยบาย-ไม่มีครับ เชิงเปรียบเทียบมันเหมือนนโยบายเชิงการตลาด แผ่นเดียว ผมรู้สึกว่ามันไม่มีพื้นฐาน ที่มาที่ไป ผลกระทบการบวกด้านลบ แล้วจะแก้ยังไง ไม่มี ถ้าจะคิดแต่ว่าเป็นนโยบายที่จะนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่เห็นด้วย มันจะสร้างปัญหาในระยะยาว"

"นโยบายของไทยรักไทยหลายนโยบายจึงเป็นนโยบายที่ไม่ได้มีการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจึงโยงไปถึงหลักการที่ผมเสนอตั้งแต่แรก สถาบันที่จะรวบรวมความรู้ไม่เกิด คุณทักษิณไม่ได้ทำให้มันเกิด เมื่อไม่เกิดมันก็นำไปสู่นโยบายผิดๆ ถูกๆ และขาดสาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ถึงวันนี้ให้คำตอบได้แล้วใช่ไหมครับ สิ่งที่ผมพูดจริงใช่ไหม ดูซิครับว่านโยบายทักษิณ 1 ทักษิณ 2 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งสิ้น วันนั้นถึงได้อภิปรายที่ธรรมศาสตร์ว่า ขอให้ยกผลงานชิ้นโบแดงรัฐบาลมาซักชิ้น ผมอาจจะพูดได้เลยว่า รัฐบาลทักษิณ 1-2 ไม่ได้วางรากฐานที่ดีให้กับสังคมไทยแม้แต่เรื่องเดียว มีแต่วางรากฐานในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันนโยบายทางด้านการเมืองที่ผมศึกษาและนำเสนอก็ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้นเลยแม้แต่เรื่องเดียว นโยบายการปฏิรูปการเมืองไม่มีเลย นโยบายปฏิรูประบบราชการล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่ได้ทำตามแนวทางที่ได้วางเอาไว้ นโยบายปฏิรูปการเมืองพูดชัดเลยมากเลย ที่สำคัญก็คือเป็นการแก้ไขผลประโยชน์ทับซ้อน ผมเสนอให้ออกกฎหมาย conflict of interrest ไปดูเอกสารของพรรคไทยรักไทยก็จะมีนโยบายรากฐานไว้"

"กฎหมายที่ผมเสนอ หัวใจสำคัญคือเรืองทุจริตคอรัปชั่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลที่คอรัปชั่นมากที่สุด ผลประโยชน์ทับซ้อนมากที่สุด มันเป็นไปได้ยังไง ปฏิรูประบบราชการล้มเหลวไม่เป็นท่า การกระจายอำนาจก็ตรงกันข้ามเลย กระบวนการที่ทำผมเน้นสิทธิมนุษยชน นี่ก็ฆ่ากันเป็นว่าเล่น"

แล้วอาจารย์ร่างนโยบายปฏิรูประบบราชการอย่างไร

"ผมมองระบบตั้งแต่ส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เอาส่วนกลางอย่างเดียวก็เน้น 3 ป. ประหยัด มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด เราไม่เน้นเรื่องการสร้างกระทรวงใหม่ ลดกระทรวงลง แล้วสร้างองค์กรบริหารประสิทธิภาพขึ้นมา ภารกิจอะไรให้เอกชนทำได้ให้เอกชนทำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระจายอำนาจให้เขาทำ อะไรที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็เป็น กระทรวงก็เล็กลง เหลือน้อยลง แต่นี่จาก 16 เป็น 20 และในที่สุดคำตอบก็เห็นชัดแล้วว่ามันล้มเหลว และจะล้มเหลวต่อไป เพราะแก้ไม่เป็นอีก ไม่อยากจะย้ำคำที่ประชาธิปัตย์เขาว่า ลิงแก้แห แก้ไปแก้มาพันตัวเองหมด"

"พอถึงช่วงหนึ่งที่มีข่าวว่าคุณทักษิณเปลี่ยนแนวความคิด ที่จะเริ่มต้นไปเอานักการเมืองเก่าๆ จากพรรคอื่นมามากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าจากที่คุยกันตอนเริ่มต้นตั้งพรรคคุณทักษิณโกหกทั้งนั้น มาจนกระทั่งเรื่องสุดท้ายที่จะเอานักการเมืองเก่าเข้ามา คุณทักษิณก็ยังปฏิเสธหน้าตาเฉยนะ ไม่จริง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในที่สุดมันก็เป็นความจริง เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าผมคงจะอยู่ช่วยคุณทักษิณต่อไปไม่ได้ ตอนนั้นผมมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก็บังเอิญได้รับเลือกให้เป็นคณบดี เลยทำหนังสือลาออก โดยอ้างว่าผมต้องมาเป็นคณบดี คงไม่สามารถทำงานในพรรคต่อไปได้ แต่ผมก็ยังบอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรที่จะต้องให้ผมให้คำปรึกษาเป็นครั้งคราวผมก็ยินดี เพราะตอนนั้นผมก็ยังไม่มีอคติหรือไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดีกับคุณทักษิณ เพียงแต่รู้สึกว่ามันชัดเจนขึ้นตามลำดับว่ามันไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ผมวางไว้ตอนเริ่มต้น ผมก็มีหนังสือลาออก คุณทักษิณเขาก็เชิญผมไปคุยสองต่อสองในห้อง ที่ทำการพรรคตรงข้ามสวนจิตรฯ เขาก็ถามว่าผมออกทำไม ผมก็บอกว่าท่านอยากรู้ความจริงผมก็จะเล่าให้ฟัง ก็อย่างที่เล่าให้คุณฟัง 3 เรื่อง ผมบอกว่าที่ตกลงกันตอนแรกว่าเราจะตั้งมูลนิธิ เชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันคิดทางออกของประเทศ มันก็ไม่เกิดขึ้น เรื่องที่สองเราต้องการทำให้พรรคการเมืองนี้เป็นของประชาชน ไม่เอานักการเมืองเก่าๆ ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี มันก็ไม่เป็นความจริง ประการที่สามคือ แยกธุรกิจออกจากการเมือง ในที่สุดแล้วคุณทักษิณก็ไม่ทำ"

"ทั้ง 3 ข้อ ผมถามว่าผมทำให้ตัวผมเองหรือผมทำเพื่อท่าน คุณทักษิณเขาก็-ฟังแล้วคล้ายๆ กับสังคมไทยมันเป็นสังคมหลากหลาย จะทำในสิ่งที่ตั้งไว้นี่อาจจะไม่สำเร็จ แต่จะเป็นความปรารถนาดีของเขาหรือไม่ก็ตาม เขาก็ยื่นข้อเสนอให้ผมว่า เอางี้ดีกว่าอาจารย์ลาออกจากราชการมาอยู่กับผมดีกว่า อาจารย์มีหนี้มีสินเท่าไหร่บอกมาผมจะจัดการให้ ทางที่สองถ้าอาจารย์ไม่ลาออกจากราชการถึงเวลาเลือกตั้ง ตอนนั้นก็คง 7-8 เดือน อาจารย์ก็มาลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมจัดชื่ออาจารย์ไว้ปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้นๆ ประการที่สาม ถ้าอาจารย์ไม่มาลงเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีอาจารย์อยากจะเป็นอะไร อาจารย์มาบอกผม"

"นั่นคือข้อเสนอ 3 ข้อ ในวันนั้น แล้วก็หลังจากนั้นประมาณเดือนหนึ่ง วันเกิดเขา 26 ก.ค. 2543 ผมก็ไปอวยพรวันเกิด ที่อาคารชินวัตร เขาก็ขอบคุณที่ผมยังระลึกถึงอยู่ และยังบอกว่าผมไม่ลืมนะสิ่งที่ผมพูดกับอาจารย์วันนั้น อาจารย์ลองคิดดูแล้วกัน แต่ผมไม่เคยไปขออะไรเขา ในชีวิตนี้ไม่เคยขออะไรเลย และไม่คิดจะขอ"

"การตั้งพรรคไทยรักไทย ในที่สุดมันอาจจะสำเร็จได้เป็นรัฐบาล คุณทักษิณอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นสิ่งที่ผมได้คาดการณ์ไว้แล้วว่ามันเป็นความสำเร็จบนพื้นฐานที่นำไปสู่ความเสียหายแก่ส่วนรวม คุณทักษิณก็จะไม่แตกต่างอะไรจากผู้นำในอดีต ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ในอีกลักษณะหนึ่งที่ถูกคนเขาด่าเอา และตอนนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ได้พูดมาทั้งหมดไม่ผิดหรอก ว่าวาระสุดท้ายทางการเมืองของคุณทักษิณก็คือการล่มสลาย คุณทักษิณล่มสลายคนเดียวก็ไม่ว่าหรอก แต่ถ้ามาดึงประเทศล่มสลายไปด้วยนี่ผมยอมไม่ได้"

"ผมต่อสู้ทางการเมืองในฐานะนักวิชาการมาตลอด ไม่ว่ากับรัฐบาลใด ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ซึ่งผมก็เคารพนับถือท่าน แต่ผมเป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งยื่นถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัว ที่เรียกกันว่ากลุ่มฎีกา 99 ขอให้ พล.อ.เปรมวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ และในที่สุดก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.เปรมตัดสินใจไม่รับตำแหน่งนายกฯ ในเวลาต่อมา พอมาสมัย พล.อ.ชวลิต ที่ใกล้เศรษฐกิจล่มสลาย ผมก็ทำเรื่องเสนอให้แก้ไขปัญหา โดยการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก คือการรวมตัวกันของความหวังใหม่ ชาติพัฒนา ประชาธิปัตย์ และชาติไทย ก็นำเสนอป๋าเปรมให้เป็นคนกลางในการประสานหัวหน้าพรรคทั้ง 4 แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคใหญ่"

"รัฐบาลประชาธิปัตย์ทั้ง 1 และ 2 ค่อนข้างจะเป็นคู่รักคู่แค้นกันพอสมควร หลายเรื่อง ปรส. ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ ฉะนั้นบทบาทของผม ผมค่อนข้างมีจุดยืนชัดเจน ทุกรัฐบาลผมวิพากษ์วิจารณ์ทั้งนั้น พอมีรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นผู้ก่อตั้งไทยรักไทยแล้วไม่สมควรวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีปัญหาอะไรถึงมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งคนอาจจะเข้าใจผิด-ไม่ใช่ครับ จะเป็นรัฐบาลไหนทำความไม่ดี ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ทั้งนั้น ผมไม่ได้มีอะไรที่อยู่เบื้องหลัง เช่น วางแผนให้คุณเสนาะออกมาพูด ด่ารัฐบาล"

"สิ่งที่ผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคุณทักษิณ ถ้ารัฐบาลทำอะไรไม่ถูกต้อง ผมต้องวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ไม่มีใครมาปิดปากผมได้หรอกครับ ผมวิจารณ์มาตั้งแต่ 4 ปีแรกเลย ตั้งแต่คดีซุกหุ้นมาเลย เพราะกรณีนี้ผมรับคุณทักษิณไม่ได้ และถ้าไปดูย้อนหลังตั้งแต่ก่อนจัดตั้งรัฐบาลทักษิณผมวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ไม่เห็นด้วยกับกรณีซุกหุ้นเลย การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างนั้นเป็นการขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ"

"ก่อนตัดสินไม่กี่วัน อ.กระมล (ทองธรรมชาติ) มานั่งตรงนี้กับผม-โต๊ะนี้เลย อ.กระมลเคยเป็นที่ปรึกษาคณบดี ท่านเป็นอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือ สอนมาตั้งแต่ผมปริญญาตรีจนกระทั่งปริญญาเอก นั่งพิจารณาหน่วยอยู่ตรงนี้ ผมก็ถาม-อาจารย์ เรื่องคดีซุกหุ้นไปถึงไหนแล้วครับ อ.กระมลเขาบอกว่า เออ ผมยังไม่ได้อ่านเลย เอกสารเยอะเหลือเกิน พอท่านพูดอย่างนั้นผมก็เริ่มรู้แล้วว่าท่านไปทางไหน พอพิจารณาหน่วยเสร็จ เดินออกไปด้วยกัน ผมก็เดินไปส่งท่านที่หน้าประตู ผมก็บอก-อาจารย์ครับ ผมหวังว่าระหว่างหลักการกับตัวบุคคล อาจารย์คงจะยึดหลักการมากกว่าตัวบุคคลนะครับ"

"ไปถาม อ.กระมลสิครับว่าผมพูดจริงหรือเปล่า และเมื่อผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมาความรู้สึกที่ผมมีต่อท่าน อ.กระมลก็สูญเสียไปเยอะ อย่าให้ผมพูดแรงกว่านี้เลยนะ ท่านก็เป็นอาจารย์ จากวันนั้นผมแทบจะไม่ได้ไปสุงสิงไปเจอกับท่านจนกระทั่งบัดนี้"

Tuesday, March 08, 2005

คุณสมบัติ 7 ประการ --rerun

ผมขอยกคุณสมบัติ 7 ประการที่จะทำให้ ผู้ปฏิบัตินั้นประสบความสำเร็จ
ดังที่ใจมุ่งหวังเอาไว้ (เอาไว้เตือนตนเองด้วย) แล้วถ้าเรามีคุณสมบัติ
เหล่านี้ก็ไม่เห็นจะต้องกลัวว่าไม่ประสบความสำเร็จ (เอาไว้ปลอบตัวเอง
อีกนั่นแหละ)

ที่มาจากเว็ปผู้จัดการ

"
ท่านได้อ้างอิงคำของท่านอาจารย์วศิน อินทสระ ที่กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่โชคลาภจะหลั่งไหลเข้ามาหาไว้รวม 7 ประการ ดังนี้

1. จะต้องเป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียรอยู่อย่างต่อเนื่อง (วิริยะ)

2. ไม่ผัดเพี้ยนเวลา คือ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม

3. มีความช่ำชองรู้ชั้นเชิงในการประกอบการงานที่ตนเกี่ยวข้องรับผิดชอบ (มีปัญญารู้ธรรมชาติของงาน รู้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของงาน และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น)

4. มีความกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นในตัวเองกล้าตัดสินใจ (ศรัทธา)

5. ไม่เกลือกกลั้วกับความชั่วคืออบายมุขทั้งปวงได้แก่ ไม่คบคนชั่ว ไม่เป็นนักการพนัน นักเลงสุรา นักเที่ยวผู้หญิง (ศีล)

6. รู้จักผู้มีอุปการคุณ และตอบแทนบุญคุณท่าน คือ มีกตัญญูกตเวทิคุณนั่นเอง

7. มีความปรานีแนบแน่นในสันดาน (คำว่า "สันดาน" แปลว่า ต่อเนื่อง) คือ มีความเมตตา กรุณา อย่างต่อเนื่องจริงจัง

ท่านจึงเห็นว่าคุณสมบัติทั้ง 7 ประการเป็นสิ่งที่สามารถกระทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเองได้ หากมีจิตสำนึก มีสติรำลึกรู้ หมั่นทบทวนฝึกฝนตนเองอยู่เป็นประจำ โชคลาภย่อมหลั่งไหลมาสู่ตนเองอย่างแน่นอน ไม่ต้องนั่งรอ นอนรอ หรืออ้อนวอนขอพรจากผู้ใดทั้งสิ้น
"

คุยเฟื่องเรื่องหุ้น

จริงๆผมอยากจะเขียนเรื่องนี้หลายวันแล้ว แต่ไม่มีเวลา (จริงๆตอนนี้
ก็ไม่มีเวลาหรอก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้เขียนกันเสียที) แต่ยังไง
ก็ต้องบันทึกเอาไว้เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล และไว้เพื่อเตือนตนเอง

โอเค หุ้นที่ผมจะคุยก็คงไม่พ้นเรื่องของหุ้นไอเน็ตซึ่งผมได้เคย
ส่งเสียงเตือนไปเมื่อวันก่อนแล้ว ว่าสำหรับวอรแรนต์ (INET-W1)
นั้นมันได้ทำราคาเพิ่มขึ้นมาสูง ปิดที่ 0.78 เมื่อ 4 กุมภาพันธ์
ดูโพสต์เก่าเกี่ยวกับเรื่องหุ้นได้ที่นี่

ต่อมาหุ้นก็ไล่ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ
7 กพ 0.81
8 กพ 0.83
9 กพ 0.82
10 กพ 0.84

ไปพีคที่ 15-16 กพ ที่ 1.35 บาท
จากนั้นหุ้นก็ค่อยๆโรยตัวลงมา
17 กพ 1.25
18 กพ 1.16
21 กพ 1.08
22 กพ 1.06

แล้วมาในวันที่ 24 กพ เพียงวันเดียวราคาปรับตัวลงไปถึง 0.49 (ลดลง 47%)
ภายในวันเดียว จากนั้นก็ลดลงไปจนถึง 0.13 ในวันที่ 4 มีนาคม 2548 ซึ่ง
เป็นวันสุดท้ายที่มีการอนุญาตให้ซื้อขายในตลาด

(จะสามารถใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นแม่ได้ในวันที่ 31 มีนาคม 2548)

* สำหรับคนที่ไม่ทราบว่า warrant คืออะไร ขออธิบายตรงนี้สั้นๆว่า มันคือ
ใบแสดงสิทธิ์ว่าจะได้ซื้อหุ้นแม่ในราคาที่กำหนดไว้ในวันที่ที่กำหนดไว้
คิดง่ายๆว่าเปรียบเสมือนใบจองนั่นเอง เช่น INET-W1 ก็เหมือนกับว่าเรา
ได้ซื้อใบจองนี้ในราคาตลาด เพื่อได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้น INET ในราคา 5.35
บาท (ซึ่งเขาเรียกว่า strike price) ในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งเมื่อถึง
วันดังกล่าว เราจะใช้สิทธินี้หรือไม่ก็ได้

โอเค, กลับมาคุยต่อกัน ผมคงต้องบันทึกไว้ เพราะนี่เป็นตัวอย่างที่แสดง
ให้เห็นถึงความชั่วร้ายของตลาดหุ้นไทยอย่างที่สุด

volume การซื้อขาย เฉพาะช่วงวัน peak ตั้งแต่ 11-16 กพ รวมกันถึง
43.4 ล้านหุ้น และมูลค่ารวมกัน 45.4 ล้านบาท ลองคิดคร่าวๆว่าปริมาณ
การซื้อน่าจะเป็นครึ่งหนึ่งคือ 22.7 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 1.28 บาท
(เทียบคร่าวๆได้เท่ากับ 17.73 ล้านหุ้น)

17.73 ล้านหุ้นนี้ เมื่อวันที่ trade วันสุดท้ายคือ 4 มีนาคม มีมูลค่า
เหลือเพียง 0.13 บาท หรือเท่ากับ 2.3 ล้านบาท

ครับ, จาก 22.7 ล้านบาท เหลือ 2.3 ล้านบาท หายไปเกือบ 90% ภายใน
ครึ่งเดือน (16 วัน)

ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ตอนนี้ราคาหุ้นของไอเน็ต มีค่าต่ำกว่า
strike price ที่กำหนดเอาไว้ที่ 5.35 บาท (ตอนนี้มีค่าอยู่ที่ 4.95 บาท)
นั่นหมายความว่า เมื่อถึงเวลาต้องแปลงสภาพ หากราคาไม่สูงกว่า 5.35
(จริงๆต้องบวกต้นทุนที่ซื้อมา ซึ่งเราคิดที่เฉลี่ย 1.28 เอาไว้ด้วย
รวมเป็น 5.35+1.28 = 6.63 บาท) ก็ให้โยนหุ้นมูลค่า 22.7 ล้านบาท
ที่เราไปซื้อมาช่วงพีคนั่นทิ้งไปได้เลย เพราะไปซื้อเอาในตลาดคุ้มกว่า
ไม่ต้องไปเสียเวลาแปลงสภาพอีกต่างหาก



วันนี้ผมได้ข้อมูลมาว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่ง พยายามทุบราคาหุ้น
ลงมาเพื่อให้ต่ำกว่า 4.7 บาท (ซึ่งราคามันหลุดลงมาระดับนั้นนิดนึง)
ที่สำคัญผู้ถือหุ้นรายนั้นเป็น กองทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไม่น่าเชื่อ
ว่าเขาจะมาเล่นเกมส์กันแบบนี้ด้วย

มาลองคิดกันเล่นๆดูว่า ภายในช่วงเวลา 16 วันดังกล่าว fundamentals
ของบริษัทก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมาก ขายของก็ได้ไม่แตกต่างจากเดิม
กำไรก็ไม่แตกต่างกันมาก แต่ทำไมราคาหุ้นมันลดไปกว่า 90%

โอเค, ถึงแม้ว่าตามทฤษฎีแล้ว เมื่อถึงวันใกล้แปลงสภาพราคาวอร์แรนต์
มันจะต้องลดลงน้อยมาก เพราะถือว่าไม่มีโอกาสที่มีราคาผันผวนอีกแล้ว


แต่น่าแปลกที่วอร์แรนต์ตัวนี้ ราคาดีดขึ้นสูงสุด แล้วลดจนแทบไม่มีค่า
ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน แถมตอนนี้ยังอาจไม่สามารถแปลงสภาพได้ด้วย
เรื่องแบบนี้กระทบกับแผนการระดมทุนของบริษัทแน่ๆ ที่คาดกันว่าจะได้
เงินจากการแปลงสภาพนั้นก็อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเสียแล้ว

สำหรับผมแล้ว โชคดีที่ขายไป, แถมยังได้ข้อสรุปว่า สำหรับตลาดหุ้นเมืองไทย
ถ้าเป็นหุ้นเล็กๆ มันก็เป็นแหล่งการพนันที่มีเจ้ามือจอมโกง เตรียม
ทุ่มหน้าตักเพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เท่านั้นเอง

ครับ, นี่แหละโลกของความเป็นจริง ที่โกงกันหน้าด้านๆ และปั่นราคากันเห็นๆ

หมายเหตุ: ดร.ปัญญาเคยพูดไว้ในเว็ปไซต์ของแกว่า ถ้าจะดูว่าหุ้นไหนปั่นไม่ปั่น
ให้ดูราคาในแต่ละวันว่ามันขึ้นไปเกิน 15% ของราคาปิดหรือไม่ ถ้าเกินก็
น่าเชื่อได้ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นปั่น

ซึ่งเราไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเล็ก
หรือหุ้นปั่น

แต่ถ้าเป็นนักเก็งกำไร หรือนักเสี่ยงโชค ก็ลองเข้าไปศึกษาและเพื่อความสนุก
ก็ไม่เลวเหมือนกัน


References : ลองดู record หุ้น INET-W1 ได้ที่นี่

Monday, February 07, 2005

วิเคราะห์การเมืองภาคจบ -- rerun


โพสต์ในคอลัมน์คนปนข่าว ของเซี่ยงเส้าหลง ความคิดเห็นที่ 28


วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548

=================================
ผลการเลือกตั้งของสามพรรคใหญ่ คือไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ และ ชาติไทย ไม่ต่างจากที่ผมคาดเอาไว้สักเท่าไหร่
คือผมเดาไว้ล่วงหน้าว่า ไทยรักไทยน่าจะได้รับคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย (ผมเดาว่า 320+ (อาจถึง 350 - 370)
ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น ส่วนประชาธิปัตย์ น่าจะได้น้อยลงกว่าเดิม (คาดว่าต่ำกว่าร้อย) ก็ถูกต้อง
ชาติไทย ก็น่าจะได้ซัก 15-20 ก็ไม่ผิดไปเท่าไหร่

ที่ผิดคาดจริงๆคือมหาชนครับ ได้คะแนนเดียวจากที่นั่งสส เขต ในขณะที่ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้เลย ทั้งที่ระดับแกนนำพรรค
คาดกันว่าที่นั่งสสเขต น่าจะได้ซัก 50 และปาร์ตี้ลิสต์อีก 20 แต่หลังๆมาตัวเลขนี้ภายในพรรคก็ประเมินกันว่าจะได้
ลดลง ก็คงจะเหลือซัก 10+5 ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้ที่นั่งแม้แต่ตัวเลขประเมินขั้นต่ำ

ก็สมควรแล้วที่เสธ.หนั่น จะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อ เอ็กซิทโพลล์ออกมาประกาศิตว่า พรรคมหาชนจะได้เพียงที่นั่งเดียว
ก็สมควรแล้วที่เวลาต่อมา เสธ.หนั่นจะต้องประกาศความรับผิดชอบ ด้วยการยุติบทบาททางการเมืองและลาออกจากพรรค
มหาชน

โดยส่วนตัวผมชื่นชมแนวนโยบายของพรรคมหาชน ซึ่งร่างขึ้นด้วยมันสมองของพรรคคือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดย
แนวนโยบายนี้มุ่งที่จะปรับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ผู้ด้อยโอกาส และผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งผมคิด
ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ที่จะปรับสภาพสังคมให้สมดุล

ทุกวันนี้คนด้อยโอกาสเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดโอกาสและขาดฐานทางเศรษฐกิจที่จะปรับฐานะตนเอง
ขึ้นมาให้ลืมตาอ้าปากได้ในสังคม ซึ่งทิศทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้คนเหล่านี้ยิ่งเสียหายกว่าเดิม รอยแบ่ง
แยกระหว่างชนชั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

แนวนโยบายที่เป็นรัฐสวัสดิการของ ดร.เอนก จึงมุ่งหวังที่จะทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสในการมีที่ยืนในสังคมได้ในระยะยาว
แต่ ดร.เอนก ก็เสนอแนวทางที่เป็นอุดมคติจนเกินไป คือให้คนชนชั้นกลาง+ ยอมเสียสละประโยชน์เพื่อคนชั้นรากหญ้า
ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคไทยรักไทย ที่เสนอแนวทางที่เห็นชัดเจนกว่า คือการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้
การจัดให้มีกองทุนที่ใช้ประโยชน์ร่วมของหมู่บ้าน (ไม่นับว่าตนเองเป็นพรรครัฐบาล ดังนั้นความน่าเชื่อถือของนโยบาย
ย่อมมีเหนือกว่าพรรคมหาชนอย่างเทียบกันไม่ได้)

ครั้นพูดถึงแนวทางหลักในการหาเสียงของมหาชนอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งก็คือเรื่องของการพูดถึงการต่อต้านเผด็จการ และการ
ธำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย แนวนโยบายแบบนี้ซ้ำซ้อนกับแนวทางของประชาธิปัตย์ซึ่งนำเสนอประเด็นของ 201 เสียง
และการถ่วงดุลได้อย่างชัดเจนกว่า ในขณะที่ขนาดของพรรคและความเป็นสถาบันของประชาธิปัตย์ ก็น่าเชื่อถือกว่ามหาชน
คนที่ลงคะแนนเพราะเหตุผลนี้ ก็คงหันไปเลือกประชาธิปัตย์มากกว่า เพราะเชื่อว่าคะแนนเสียงของตนก็จะแปรเป็นที่นั่งให้
กับประชาธิปัตย์ดีกว่าเลือกแล้วสูญเปล่า

แต่เมื่อมองดูในภาพใหญ่ แนวความคิดในเรื่องการถ่วงดุลของประชาธิปัตย์ ก็ถูกท้าทายและแก้คืนอย่างทันควันจากไทยรักไทย
เมื่อขึ้นแคมเปญให้ประชาชนพิจารณาว่า ระหว่างความมั่นคงของรัฐบาล (เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศ) กับการถ่วงดุล
จะเลือกเอาอะไร

สอดคล้องกับที่คุณ กรณ์ จาติกวนิช กล่าวไว้ว่า เมื่อทำแบบสำรวจสอบถามประชาชนถามว่า ต้องการการถ่วงดุลและการตรวจ
สอบรัฐบาลหรือไม่ กว่า 80% ตอบว่าต้องการ แต่เมื่อสอบถามว่าต้องการให้พรรคใดเป็นรัฐบาล กว่า 80% ก็ตอบว่าต้องการ
ไทยรักไทย เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองอย่างนี้ คนก็จำต้องเลือกปากท้องของตนเองก่อน

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ดูแตกแยกและไม่มีความชัดเจนในเรื่องนโยบาย ตลอดจนขาดแคลนบุคลากรที่จะสามารถขึ้นมา
นำประเทศได้ มหาชนเองก็จมปลักอยู่กับภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นเก่าซึ่งแสวงหาผลประโยชน์ (ทั้งที่ไทยรักไทยเอง
ก็มีเหมือนกัน แต่คนก็เชื่อว่าคุณทักษิณ น่าจะควบคุมได้) ในขณะที่ 'กระสุน' ของมหาชนเองก็หดหายไปเรื่อยๆ

และกระแสของ 'คนรู้ทัน' นับวันก็เริ่มหดหายไป กระแสของ 'วีรบุรุษ' ที่มากับสึนามิกลับมาแทนที่

ไม่ต้องนับเรื่องความพร้อมทางด้านการตลาดสมัยใหม่ การเมือง และอำนาจรัฐ รวมทั้งกระสุนดินดำพร้อมสรรพ แถมด้วยการ
ตรวจสอบและประเมินคะแนนเสียงของตนเองอย่างถี่ถ้วนตลอดเวลา ของไทยรักไทย (งานนี้แสดงให้เห็นว่างานด้านการข่าว
ของเสธ.หนั่นผิดพลาดไปเยอะมาก)

ครับ การณ์ก็เลยออกมาเป็นลักษณะอย่างที่เห็นกันนี้

แต่ผมอยากจะให้กำลังใจกับมหาชน และประชาธิปัตย์

สองพรรคควรรวมเข้าด้วยกัน ดร.เอนก แม้จะเชี่ยวชาญทางทฤษฎีด้านการเมือง แต่ในทางปฏิบัติแล้วเขายังด้อยประสบการณ์
ผมคิดว่าเขาควรจะเป็นมันสมองในการร่างนโยบายเพื่อการปรับสภาพของคนด้อยโอกาสในสังคมให้กับประชาธิปัตย์

ตอนนี้ คุณบัญญัติประกาศรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค ซึ่งก็คงเป็นการเปลี่ยนเลือดครั้งใหญ่
และคุณอภิสิทธิ์คงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแทน แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านี้พรรคประชาธิปัตย์
จะกลับมาเป็นตัวเลือกที่มีพลังแข่งขันกับไทยรักไทยในอีกสี่ปีข้างหน้าที่ตรงไหน

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คนที่จะเป็น candidate นายกรัฐมนตรี ควรจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจอย่างชัดเจน
และเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ ดูจากตอนนี้ผมไม่เห็นใครอื่นนอกจากคุณปั้น - บัณฑูร ล่ำซำ คนๆนี้ควรจะ
เป็นคนที่สามารถรู้ทันคุณทักษิณ และเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกันในทุกกรณี

ส่วน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เมื่อหมดภาระจาก WTO ก็ควรกลับมารับผิดชอบคุมทีมด้านเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์
ในขณะที่คุณธารินทร์ นิมมานท์เหมินทร์ ถ้าคิดว่าเพื่อประเทศชาติอีกครั้ง ก็รับบทเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง
เหมือนกับที่คนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ก็น่าจะยังเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเมืองให้กับคุณอภิสิทธิ์

คนรุ่นใหม่ๆอย่าง คุณกรณ์, คุณอภิรักษ์, มล.อภิมงคล, ฯลฯ คนพวกนี้ควรได้รับบทบาทใหม่ๆ ในพรรคด้วย

ครับ, ผมไม่อยากเห็นประเทศไทยมีทางเลือกเพียงแค่พรรคเดียวเหมือนที่มาเลเซียมีเพียงพรรคอัมโน (ผมไม่พูดถึงสิงคโปร์
เพราะสถานการณ์นั้นแตกต่างกัน) อย่างน้อยมีให้เลือกสองทาง หากว่าในอนาคตแนวทางที่คุณทักษิณนำไปอาจถึงทางตัน
ประเทศชาติยังมีทางเลือกที่เหลือรออยู่

ซึ่งก็เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย ผมจึงไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์หมดกำลังใจ และผมขอเอาใจช่วย



ส่วน พรรคไทยรักไทยควรพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าควรเปลี่ยนทิศทางจากแนวทาง
การใช้ทหารนำการเมือง มาเป็นการช่วงชิงมวลชน ตามข้อเสนอของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่เคยเสนอเมื่อครั้งได้รับหน้าที่
ให้ไปรวบรวมข้อมูลจากภาคใต้ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายร้ายแรงไปกว่านี้

ตอบเมลล์เรื่องวิเคราะห์หุ้น -- rerun

ตอบเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2548
=================================

อ่า...

ที่ผมส่งเมลล์ไปบอกว่าหุ้นไอเน็ตขึ้นนั่นน่ะ
คือ warrant นะครับ (inet-w1) ซึ่งมันขึ้นมาจาก
ซากศพ คือราวๆ 0.5 - 0.6 เป็นราวๆ 0.88 - 0.89
เมื่อไม่กี่วันมานี้ แล้วมีวอลุ่มยันอยู่ด้วย
ลองดูข้อมูลที่ www.settrade.com แล้วกันนะครับ

ที่ต้องบอกเพราะอาจมีบางคนได้ warrant ตัวนี้มา
แล้วยังทำใจเย็นอยู่ เนื่องจากมันจะหมดอายุเดือน
มีนาคมนี้แล้วล่ะ ถ้าพ้นช่วงนี้แล้วหุ้นแม่ยังไม่
พ้น 5.35 บาทแบบนี้ warrant ตัวนี้จะไม่มีค่าเลย
(ต้องหาเงินมาแปลงสภาพอีก 5.35 บาท)

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ช่วงนี้ขายได้ก็ขายเสียเถอะครับ
หรือไม่ถ้าเสียดาย ก็ให้ทำ safety ด้วยการขายบางส่วนทิ้ง
แล้วเปลี่ยนมาถือหุ้นตัวแม่ ซึ่งส่วนต่างตรงนี้มัน
ยังได้เปรียบอยู่

(ส่วนตัวผมจะขอรอดูผลช่วงหลังเลือกตั้งอีกอาทิตย์หนึ่งก่อน
ว่าจะเป็นอย่างไร)

ในส่วนตัวผม แม้ว่าจะมี inside หลายๆเรื่องซึ่งค่อนข้าง
เป็นภาพบวก แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าขนาดของกิจการไม่สามารถ
แข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง TRUE หรือ CSLOX ได้หรอก
(สำหรับ CSLOX ผมคาดว่าจะมีอภินิหารจากโครงการดาวเทียม
ไอพีสตาร์ในช่วงครึ่งปีหลัง)

ไอเน็ตในตอนนี้เป็นหุ้นเล็กที่ได้กำไรเรื่อยๆ ไม่เยอะมากเกิน
ไม่น้อยเกิน แต่ก็มีปันผลต่อเนื่อง แล้วก็มีสภาพคล่องไม่มาก
ซึ่งหุ้นแบบนี้ คนเล่นหุ้นเขาไม่นิยมถือกันเท่าไหร่ (จะถือ
ตาม set50 พวกหุ้นใหญ่อย่าง SCC, PTT, SHIN, BBL, KTB, KBANK, etc เป็นต้น)
แต่ก็มีโอกาสถูกปั่นได้ง่ายเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องลองสังเกต
ดีๆ ว่าขาปั่นจะเข้ามาเมื่อไหร่ (ผมไม่มีข้อมูลตรงนี้ครับ แต่
อดีตที่มันเคยขึ้นไปถึง 14 บาทได้ มันจะกลับไปตรงนั้นอีกก็ไม่
น่าจะแปลกอะไร แต่เมื่อไหร่เท่านั้นเอง)


สำหรับตลาดหุ้นไทยตอนนี้ ผมคิดว่าคงเป็นเหมือนที่ทุกคน
คาดกันคือ น่าจะทะยานได้ต่อเนื่อง (น่าจะไปปิดได้ที่ 800 กว่าจุด)
ด้วยปัจจัยที่สำคัญคือ พรรคไทยรักไทยคงจะสามารถได้รับเลือกตั้ง
ด้วยคะแนนเสียง 320+ (อาจถึง 350 - 370) ซึ่งเพียงพอต่อการ
จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ตรงนี้จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับ
ความเชื่อมั่นสูงมาก ประกอบกับการที่ค่าเงิน $US devalued เมื่อ
เทียบกับบาท เม็ดเงินก็เลยไหลเข้ามาในประเทศมาก (ตอนนี้ 38.63 ฿/ 1 $US)
เงินพวกนี้ก็เลยไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงาน
ยอดซื้อ (NET BUY) ของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสะสมไปแล้วที่ 5 หมื่น ล. บาท

ลักษณะแบบนี้มันจะค่อยๆดันหุ้นใหญ่ให้ค่อยๆทะยอยขึ้น แล้วหลังจากนั้น
ก็เป็นหุ้นกลาง และหุ้นเล็กตามลำดับ สำหรับไอเน็ตซึ่งเป็นหุ้นเล็ก
ผมก็คาดว่าจะถูกดันขึ้นรอบนี้แหละ (แต่ไม่รู้ว่าจะดันไปได้เท่าไหร่)

ตรงนี้ก็สอดคล้องกับการวิเคราะห์ทางสถิติของเว็ปไซต์ ดร.ปัญญาอีก
(www.drpunya.com) ซึ่งเอาข้อมูลตลาดหุ้นไทย 20 ปีมาวิเคราะห์ทางสถิติ
ซึ่งแกคาดการณ์ว่าตลาดจะวิ่งขึ้นไปที่ 885 ในราว มีค.

แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหุ้นที่จะขึ้นมากที่สุด ก็หุ้นของ "คุณก็รู้ว่าใคร"
ทั้งหลายนั่นแหละ
SHIN, ADVANC, SATTEL, CSL, ITV, SC

และหุ้นของดาวบริวาร (ใครที่เป็นรมต อยู่บ้างก็นั่นแหละ)

ดูอย่างตอนชินเมื่อปีก่อนขึ้นมา 30 กว่าบาท ผมก็ว่าเยอะแล้ว ตอนนี้มัน 45.50
ลองเดาดูกันซิว่า มันจะไปถึง 70 หรือเปล่า (แล้วแบบนี้เราจะไปเลือกตั้งให้
เค้ารวยกันอยู่ได้เรอะ ...อ้าวๆ อดไม่ได้แฮะ :-P)


ครับ, ขอปิดท้าย ด้วยการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ขอโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ
ด้วยนะจ๊ะ